งบกลาง 1,249 ล้านบาท สะเทือนก.อุตสาหกรรม ขรก.ร้องสอบ ‘อาชีพดีพร้อม’

13 ต.ค. 2569 - 14:28

  • โครงการอาชีพดีพร้อม รับผิดชอบโดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก พัฒนาทักษะอาชีพ และเพิ่มรายได้

  • ผู้ร้องเรียนพบข้อสงสัย เกี่ยวกับการแบ่งซื้อจัดจ้างวัสดุฝึกอบรม การเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงการหักหัวคิววิทยากร

  • ผู้ร้องเรียกร้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมตรวจสอบหลักฐานจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้อง

งบกลาง 1,249 ล้านบาท สะเทือนก.อุตสาหกรรม ขรก.ร้องสอบ ‘อาชีพดีพร้อม’

รายงานข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ในนามข้าราชการชั้นผู้น้อยยื่นหนังสือถึง วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ขอให้ตรวจสอบโครงการ อาชีพดีพร้อม หลังพบข้อสงสัยเกี่ยวกับการแบ่งซื้อจัดจ้างวัสดุฝึกอบรม การเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงการหักหัวคิววิทยากร จึงเรียกร้องให้ตรวจสอบหลักฐานจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้อง

ข้อสงสัยดังกล่าว เกิดจากมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้เงินแผ่นดิน และมีข้อร้องเรียนว่าพยานหลักฐานยังไม่ได้รับการตรวจสอบครบถ้วน กระบวนการตรวจสอบภายในได้ค้นหาความจริงอย่างเพียงพอแล้วหรือไม่

โครงการพัฒนาอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ให้ชุมชนดีพร้อม หรือ ‘อาชีพดีพร้อม’ เป็นโครงการของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้รับอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 จากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 1,249.296 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2565 เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและเพิ่มรายได้ให้ประชาชนทั่วประเทศ 

กระทรวงอุตสาหกรรมประชาสัมพันธ์เป้าหมายของโครงการว่าจะพัฒนาประชาชนประมาณ 700,000 คน และคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 12,000 ล้านบาท  แต่ข้อร้องเรียนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในวันที่ 13 ตุลาคม 2569 กำลังตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของการใช้เงินในโครงการขนาดใหญ่

3 ปมใหญ่ที่ผู้ร้องขอให้ตรวจสอบใหม่

แบ่งซื้อวัสดุฝึกอบรม 19 ล้านบาท ตั้งคำถามทำไมต้องซื้อจากรายเดียว ข้อสงสัยของผู้ร้องเรียน คือ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1–11 จัดซื้อวัสดุฝึกอบรมจากบริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ รวมเป็นเงิน 19,040,648 บาท ทั้งที่กิจกรรมฝึกอบรมกระจายอยู่ในหลายจังหวัดและจัดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

ผู้ร้องตั้งข้อสังเกตว่า การจัดซื้อใช้วิธีเฉพาะเจาะจงและแบ่งรายการจัดซื้อจัดจ้าง จนอาจเข้าข่ายหลีกเลี่ยงกระบวนการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Bidding รวมถึงตั้งคำถามว่าการจัดซื้อจากบริษัทเดียวทั่วประเทศมีความจำเป็นและคุ้มค่าหรือไม่

ประเด็นที่ต้องตรวจสอบจึงมีทั้งเหตุผลในการกำหนดวิธีจัดซื้อ วงเงินและขอบเขตของแต่ละสัญญา ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ตลอดจนหลักฐานการส่งมอบวัสดุจริง

ขอให้ตรวจสอบการอบรม และการจ่ายค่าตอบแทนวิทยากร

ข้อสงสัย คือ ความผิดปกติของการฝึกอบรมและการเบิกจ่ายเงิน โดยหนังสือร้องเรียนระบุพฤติการณ์ที่ต้องสอบสวนเพิ่มเติม ได้แก่ อบรมไม่ครบตามกำหนดหรืออาจไม่มีการอบรมจริง โดยกล่าวหาว่ามีการเกณฑ์ประชาชนมาถ่ายภาพประกอบการเบิกจ่าย ทั้งที่ไม่ได้รับการฝึกอบรมครบ 6 ชั่วโมงตามที่ระบุในข้อร้องเรียน มีการหักค่าตอบแทนวิทยากร โดยอ้างว่ามีกรณีให้ลงชื่อรับเงินเต็มจำนวน 7,200 บาท แต่ได้รับเงินจริงเพียง 1,500 บาท และเบิกค่าสถานที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยกล่าวหาว่ามีเอกสารเรียกเก็บค่าสถานที่ ทั้งที่ใช้สถานที่ราชการ

เบิกค่าวิทยากรซ้ำซ้อน โดยระบุว่าพบวิทยากรคนเดียวกันมีชื่อเบิกค่าสมนาคุณในวันและเวลาเดียวกันมากกว่าหนึ่งสถานที่

หากข้อกล่าวหาเหล่านี้มีหลักฐานรองรับ จะต้องตรวจสอบทั้งเอกสารการเงิน ตารางฝึกอบรม รายชื่อผู้เข้าร่วม ลายมือชื่อผู้รับเงิน และหลักฐานการโอนเงิน เพื่อแยกให้ได้ว่าความผิดปกติเกิดจากข้อผิดพลาดทางเอกสาร การควบคุมภายในที่บกพร่อง หรือการกระทำโดยเจตนา

มีข้อสงสัยเกี่ยวกับผู้รับจ้างกลุ่มเดิม และข้าราชการที่ทักท้วงถูกย้าย

หนังสือยังตั้งข้อสังเกตว่า งานจัดจ้างในหลายพื้นที่ตกเป็นของผู้รับจ้างกลุ่มเดิม 4 ราย โดยราคาที่ชนะมีความใกล้เคียงกับราคากลาง พร้อมกล่าวหาว่าอาจมีการแบ่งงานหรือใช้บุคคลอื่นเป็นตัวแทนในการรับงาน

ผู้ร้องกล่าวถึงกรณีอดีตผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม ที่ปฏิเสธการจัดซื้อวัสดุจากร้านค้าในกรุงเทพฯ ก่อนถูกยกเลิกการอบรม ในคืนก่อนวันจัดงานเพียง 1 วัน ส่งผลให้ประชาชนกว่า 400 คนได้รับผลกระทบตามคำกล่าวอ้างของผู้ร้อง

ภายหลัง อดีตผู้บริหารรายดังกล่าวและข้าราชการอีกจำนวนหนึ่งถูกย้ายไปปฏิบัติราชการในจังหวัดอื่น ผู้ร้องมองว่าการโยกย้ายดังกล่าวไม่เป็นธรรม และขอให้ตรวจสอบว่ามีความเชื่อมโยงกับการทักท้วงการดำเนินโครงการหรือไม่

“ ข้อกล่าวหาเรื่องการกลั่นแกล้ง การข่มขู่ และความเชื่อมโยงระหว่างการโยกย้ายกับการจัดซื้อจัดจ้าง ยังต้องอาศัยคำชี้แจงจากผู้เกี่ยวข้องและเอกสารคำสั่งราชการประกอบ”

ข้อร้องเรียนเกี่ยวกับโครงการนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในปี 2569

จากการค้นข้อมูลข่าวย้อนหลัง พบว่าเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2565 ไทกร พลสุวรรณ เคยยื่นหนังสือผ่านไชยา พรหมา ประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบการใช้งบกลางของโครงการอาชีพดีพร้อม 

รายงานข่าวในขณะนั้นระบุข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการจัดซื้อวัสดุฝึกอบรมจากบริษัทเดียว การแบ่งวงเงินจัดซื้อ การจ่ายค่าวิทยากรและค่าใช้จ่ายผู้เข้าร่วมอบรม ตลอดจนข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้โครงการเพื่อประโยชน์ทางการเมือง โดยประธานคณะกรรมาธิการระบุว่าจะติดตามตรวจสอบ และหากมีเหตุอันควรเชื่อจะส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สตง. และ ป.ป.ช. ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ 

ส่วนข้อมูลประชาสัมพันธ์ของกระทรวงอุตสาหกรรมในปี 2565 ระบุว่า โครงการเดินหน้าฝึกอบรมทั่วประเทศ โดยในช่วงแรกระหว่างเดือนสิงหาคมถึงกันยายน มีผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 350,000 คน จากพื้นที่กว่า 1,750 แห่ง และมีแผนขยายการดำเนินงานต่อในไตรมาส 4 

ข้อมูลสองด้านนี้สะท้อนให้เห็นว่า โครงการมีขนาดใหญ่และกระจายการดำเนินงานไปทั่วประเทศ ขณะเดียวกันก็มีข้อร้องเรียนเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณปรากฏในพื้นที่สาธารณะมาตั้งแต่ปีที่ดำเนินโครงการ

แต่การพบว่ามีข้อร้องเรียนซ้ำ ไม่ได้หมายความว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดได้รับการพิสูจน์แล้ว สิ่งที่ยังจำเป็นคือการตรวจสอบสถานะและผลการดำเนินการของแต่ละเรื่องอย่างเป็นทางการ คือ

คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงตรวจครบทุกประเด็นหรือไม่ หนังสือร้องเรียนฉบับล่าสุดระบุว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเคยตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นมาพิจารณาเรื่องดังกล่าว แต่มีความเห็นแตกต่างกันภายในคณะกรรมการ ตามคำกล่าวอ้างของผู้ร้อง กรรมการเสียงข้างมาก 6 คนเห็นควรยุติเรื่อง โดยให้เหตุผลว่าไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอ ขณะที่กรรมการเสียงข้างน้อย 3 คนไม่ร่วมวินิจฉัย เนื่องจากเห็นว่าพยานหลักฐานในสำนวนยังไม่เพียงพอ และควรแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

ผู้ร้องยังระบุว่า คณะกรรมการเสียงข้างมากไม่ขอข้อมูลเพิ่มเติมจาก สตง. และ ป.ป.ช. ในประเด็นจัดซื้อจัดจ้างและการหักหัวคิว โดยจำกัดขอบเขตการสอบสวนไว้ที่ประเด็นการใช้งบกลางเพื่อประโยชน์ทางการเมือง รายละเอียดเรื่องมติ 6 ต่อ 3 และเหตุผลของกรรมการแต่ละฝ่ายยังจำเป็นต้องตรวจสอบกับรายงานการประชุม มติฉบับเต็ม และสำนวนสอบสวนต้นฉบับ ไม่ควรถือเป็นข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้วจากหนังสือร้องเรียนเพียงฉบับเดียว

ข้อเรียกร้องถึงรัฐมนตรี ตรวจพื้นที่จริง สอบพยาน ตามเส้นทางเงิน กลุ่มข้าราชการผู้ร้องขอให้ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พิจารณารื้อการตรวจสอบ โดยเสนอแนวทางสำคัญ ได้แก่

ตรวจสอบว่าคณะกรรมการชุดเดิมปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ทางกฎหมายหรือไม่ และได้พิจารณาพยานหลักฐานจาก สตง. อย่างครบถ้วนหรือไม่ ลงพื้นที่สุ่มตรวจการฝึกอบรมจากจุดจัดกิจกรรม 3,440 จุดทั่วประเทศ พร้อมตรวจสอบรายชื่อประชาชนกว่า 600,000 คนตามที่หนังสือร้องเรียนอ้าง เพื่อยืนยันว่าเข้าร่วมอบรมจริงครบตามกำหนดและได้รับเงินครบถ้วนหรือไม่

เรียกผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน และวิทยากรที่เกี่ยวข้องมาสอบข้อเท็จจริง ประสาน สตง. และ ป.ป.ช. ตรวจสอบสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง หลักฐานการจ่ายเงิน และเส้นทางการเงินของบริษัทผู้ขายวัสดุและผู้รับจ้างรายใหญ่ ทั้งนี้ขอให้จัดมาตรการคุ้มครองข้าราชการผู้ให้ข้อมูลและผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากการร้องเรียน

โครงการอาชีพดีพร้อม อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก พัฒนาทักษะอาชีพ และเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน ชุมชน และผู้ประกอบการทั่วประเทศ ด้วยการฝึกอบรมอาชีพเสริม 5 ด้าน คือ ได้แก่ แปรรูปอาหาร, พัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร, ตัดเย็บเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย, ผลิตของใช้ของตกแต่ง และงานบริการ พร้อมทั้งเชื่อมโยงช่องทางการตลาด ทั้งแบบปกติ ตลาดออนไลน์ และ โมเดิร์นเทรด  ด้วยการช่วยเหลือในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนหมุนเวียน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์