ฮอร์มุซไม่ใช่เส้นเลือดใหญ่ของอินเทอร์เน็ตไทย แต่ทะเลแดงคือจุดยุทธศาสตร์ที่ต้องจับตา 4 เส้นทางเชื่อมต่อโลก เจาะระบบสำรอง และดาวเทียม ไทยพร้อมแค่ไหน ? ถ้าสายสื่อสารถูกตัด
สงครามในตะวันออกกลางไม่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนเฉพาะตลาดน้ำมันและพลังงานโลก ทำให้เกิดคำถามกับ ผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เมื่อพื้นที่ขัดแย้งอยู่ใกล้เส้นทางสายเคเบิลใยแก้วนำแสงใต้ทะเล (Submarine Cable) เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างทวีป
ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ที่มีสายเคเบิลใต้น้ำบางระบบพาดผ่าน หากเกิดการโจมตีหรือสายเคเบิลได้รับความเสียหาย ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน อินเทอร์เน็ตจะใช้งานไม่ได้หรือไม่ ระบบสำรองที่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมเตรียมไว้จะรองรับสถานการณ์ได้จริงเพียงใด
“ อินเทอร์เน็ตประเทศไทยไม่ได้ฝากชีวิตไว้กับสายเคเบิลใต้น้ำเพียงเส้นเดียว และโอกาสที่ความเสียหายบริเวณฮอร์มุซจะทำให้อินเทอร์เน็ตไทยดับทั้งประเทศมีค่อนข้างต่ำ”
จุดที่น่ากังวลในระดับโครงข่ายอินเทอร์เน็ตโลกอาจไม่ใช่ช่องแคบฮอร์มุซ แต่เป็นทะเลแดงและช่องแคบบับเอลมันเดบ เส้นทางเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างเอเชีย ยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา
เปิดแผนที่อินเทอร์เน็ตไทย ข้อมูลออกนอกประเทศทางไหน?
กระทรวงดีอีสั่ง NT ประเมินความเสี่ยง เตรียมเส้นทางสำรองจาก 4 ภูมิภาค พร้อมเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง ขณะที่ ThaiCERT เตือนให้ทุกภาคส่วนยกระดับแผนรับมือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ความเสี่ยงเริ่มจากโครงสร้างอินเทอร์เน็ตของประเทศไทย แบ่งการใช้งานเป็น 2 ส่วน คือ การรับส่งข้อมูลภายในประเทศ และการเชื่อมต่อไปยังต่างประเทศ การใช้งานภายในประเทศ เว็บไซต์ไทย ระบบบริการภาครัฐ และแพลตฟอร์มที่มีโครงสร้างพื้นฐานอยู่ในประเทศ สามารถรับส่งข้อมูลผ่านโครงข่ายภายในได้โดยไม่จำเป็นต้องออกไปต่างประเทศทุกครั้ง
ส่วนการใช้งานระหว่างประเทศ การเข้าถึงแพลตฟอร์มต่างชาติ การใช้บริการ Cloud การประชุมออนไลน์กับเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ หรือการรับชมคอนเทนต์จากศูนย์ข้อมูลในต่างประเทศ ต้องอาศัย International Internet Gateway และโครงข่ายเชื่อมต่อระหว่างประเทศ
บทเรียนปี 2567 สายเคเบิลเสียหาย 4 ระบบ แต่อินเทอร์เน็ตไทยไม่ดับ
ความเสี่ยงนี้ไม่ใช่เรื่องสมมติ เพราะเคยเกิดขึ้นจริงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์–มีนาคม 2567 เมื่อสายเคเบิลใต้น้ำในทะเลแดงได้รับความเสียหายพร้อมกันหลายระบบ
ข้อมูลจาก HGC Global Communications ระบุว่า มีสายเคเบิลใต้น้ำ 4 ระบบได้รับความเสียหาย ได้แก่ SEACOM, TGN-Gulf, Asia-Africa-Europe 1 (AAE-1) และ Europe India Gateway (EIG)
เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการรับส่งข้อมูลระหว่างเอเชีย ยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ทำให้ผู้ให้บริการต้องเปลี่ยนเส้นทางการรับส่งข้อมูลไปยังระบบอื่น ส่งผลให้บางพื้นที่มีความหน่วงเพิ่มขึ้นและประสิทธิภาพการเชื่อมต่อลดลง
แต่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยส่วนใหญ่ไม่ได้รับรู้ถึงความผิดปกติอย่างชัดเจน เนื่องจากผู้ให้บริการมีเส้นทางสำรองและสามารถบริหารจัดการทราฟฟิกไปยังช่องทางอื่นได้
บทเรียนสำคัญคือ การเสียหายของสายเคเบิลใต้น้ำไม่ได้หมายความว่าอินเทอร์เน็ตจะหยุดทำงานทันที แต่ทำให้ระบบต้องกระจายข้อมูลไปยังเส้นทางที่เหลืออยู่อาจมีต้นทุนสูงขึ้นและมีข้อจำกัดด้านความจุ ยิ่งหากเกิดความเสียหายต่อเนื่องหลายครั้ง ความสามารถในการรองรับทราฟฟิกของระบบสำรองก็จะลดลงตามไปด้วย
4 เกราะป้องกัน ทำไมอินเทอร์เน็ตไทยยังไม่ดับ
เหตุผลที่อินเทอร์เน็ตไทยยังมีเสถียรภาพ แม้เกิดเหตุสายเคเบิลใต้น้ำเสียหายในบางพื้นที่ มาจากระบบสำรองหลายชั้น
ชั้นแรก เปลี่ยนเส้นทางอัตโนมัติ ผู้ให้บริการไม่ได้ฝากทราฟฟิกทั้งหมดไว้กับสายเคเบิลเส้นเดียว แต่มีการเตรียมเส้นทางสำรองไว้ เมื่อระบบตรวจพบความผิดปกติจะสามารถเปลี่ยนเส้นทางรับส่งข้อมูลไปยังสายเคเบิลหรือเกตเวย์อื่นได้
หากเส้นทางเชื่อมต่อไปยุโรปผ่านมหาสมุทรอินเดียเกิดปัญหา ระบบอาจเปลี่ยนไปใช้เส้นทางผ่านสิงคโปร์ ฮ่องกง หรือเครือข่ายภาคพื้นดินตามความจุที่มีอยู่ การมีเส้นทางสำรองไม่ได้หมายความว่าทุกเส้นทางจะรองรับข้อมูลได้เท่ากัน หากเกิดความเสียหายพร้อมกันหลายระบบ ความเร็วอินเทอร์เน็ตอาจลดลงและเกิดความหน่วงสูงขึ้น
โครงข่ายใยแก้วนำแสงบนบก
ประเทศไทยยังมีโครงข่ายใยแก้วนำแสงเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย ลาว กัมพูชา และเมียนมา ซึ่งสามารถใช้เป็นเส้นทางทางเลือกในการส่งข้อมูลไปยังเครือข่ายระหว่างประเทศ โครงข่ายเหล่านี้ช่วยลดการพึ่งพาสายเคเบิลใต้ทะเลเพียงอย่างเดียว และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบสื่อสารของประเทศ
อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม
ดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) สามารถเป็นช่องทางสำรองสำหรับการสื่อสารในพื้นที่ที่สายเคเบิลหรือโครงข่ายภาคพื้นดินเสียหาย โดยเฉพาะการสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน ดาวเทียมยังไม่สามารถทดแทนความจุของสายเคเบิลใต้น้ำที่รองรับข้อมูลปริมาณมหาศาลได้ทั้งหมด จึงเหมาะกับการเป็นระบบเสริมสำหรับบริการสำคัญ มากกว่าการใช้แทนโครงข่ายหลักทั้งประเทศ
CDN ช่วยให้ไม่ต้องวิ่งออกต่างประเทศทุกครั้ง
Content Delivery Network (CDN) ระบบกระจายเนื้อหาไปเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์หลายแห่งทั่วโลก รวมถึงเซิร์ฟเวอร์ที่อยู่ใกล้ผู้ใช้งานในประเทศไทย เมื่อเปิดดูวิดีโอจากแพลตฟอร์มระดับโลก หากแพลตฟอร์มนั้นมีระบบ CDN หรือ Cache Server อยู่ในประเทศไทย ข้อมูลสามารถถูกส่งจากเซิร์ฟเวอร์ภายในประเทศได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องวิ่งไปดึงข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์ต้นทางในต่างประเทศทุกครั้ง
เทคโนโลยีนี้ช่วยลดปริมาณทราฟฟิกระหว่างประเทศ ลดความหน่วง และลดการใช้แบนด์วิดท์ของสายเคเบิลใต้น้ำ CDN ไม่ได้ช่วยทุกบริการ เพราะข้อมูลที่ต้องเรียกจากต้นทางแบบเรียลไทม์ เช่น ระบบ Cloud ขององค์กร การทำธุรกรรมบางประเภท หรือการเชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์ที่ไม่มีข้อมูลสำรองในประเทศ ยังคงต้องพึ่งพาโครงข่ายระหว่างประเทศ
ถ้าสายเคเบิลขาดจริง ประชาชนจะได้รับผลกระทบอะไร
ผลกระทบที่มีโอกาสเกิดขึ้นไม่ใช่อินเทอร์เน็ตทั้งประเทศใช้งานไม่ได้ แต่เป็นความผิดปกติของบริการบางประเภท โดยเฉพาะบริการที่ต้องเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ การประชุมออนไลน์กับต่างประเทศอาจมีภาพและเสียงสะดุด การใช้บริการ Cloud อาจช้าลง เกมออนไลน์ที่เชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศอาจมีค่า Ping สูงขึ้น และการเข้าถึงเว็บไซต์หรือบริการที่ตั้งอยู่ในยุโรปและตะวันออกกลางอาจใช้เวลานานกว่าเดิม
ส่วนบริการที่มีโครงสร้างพื้นฐานและข้อมูลอยู่ภายในประเทศไทยมีโอกาสได้รับผลกระทบน้อยกว่า ต้องแยกความแตกต่างระหว่างระบบหลังบ้านที่อยู่ในประเทศกับช่องทางที่ประชาชนใช้เข้าถึงบริการ ระบบ PromptPay และโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินภายในประเทศมีองค์ประกอบหลักที่ดำเนินงานในไทย จึงไม่ควรสรุปว่าการตัดสายเคเบิลบริเวณฮอร์มุซจะทำให้ระบบ PromptPay หยุดทำงาน
หากแอปพลิเคชันที่ประชาชนใช้งานต้องเชื่อมต่อระบบยืนยันตัวตนหรือบริการ Cloud ในต่างประเทศ ก็อาจเกิดความติดขัดได ระบบชำระเงินภายในประเทศอาจยังทำงานได้ แต่ประสบการณ์การใช้งานของประชาชนอาจไม่ราบรื่นเหมือนเดิม
ทราฟฟิกไปยุโรปประมาณ 5% ตั้ง War Room เฝ้าระวัง
ข้อมูลจาก NT เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 ระบุว่า การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของประเทศไทยยังมีเสถียรภาพ และไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยทราฟฟิกที่มุ่งหน้าไปยุโรปมีสัดส่วนประมาณ 5% ตามการประเมินของบริษัท และมีระบบสำรองทั้งทางบกและทางทะเลรองรับ
ผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ได้ติดตามสถานการณ์ผ่านศูนย์เฝ้าระวังและบริหารจัดการเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประเมินความเสี่ยงและเตรียมเปลี่ยนเส้นทางรับส่งข้อมูลหากเกิดเหต ข้อมูลนี้สะท้อนว่าผู้ประกอบการไม่ได้รอให้สายเคเบิลเสียหายแล้วจึงแก้ปัญหา แต่มีการเตรียมแผนรองรับเหตุฉุกเฉินล่วงหน้า
ตัวเลขทราฟฟิก 5% เป็นข้อมูลตามขอบเขตการให้บริการและการประเมินของ NT ไม่ควรนำไปใช้แทนสัดส่วนทราฟฟิกของผู้ให้บริการทุกรายหรือทั้งประเทศโดยตรง
ความเสี่ยงที่แท้จริง คือสายเคเบิลขาดพร้อมกันหลายเส้น และซ่อมไม่ได้ หากวิเคราะห์ในเชิงวิศวกรรมเครือข่าย ความเสี่ยงของประเทศไทยแบ่งได้เป็น 3 ระดับ คือ สายเคเบิลเส้นใดเส้นหนึ่งเสียหาย ระบบสามารถเปลี่ยนเส้นทางไปยังระบบสำรองได้ ผลกระทบต่อประชาชนอาจมีน้อย
สายเคเบิลหลายระบบเสียหายพร้อมกันในพื้นที่เดียวกัน ทราฟฟิกจำนวนมากต้องถูกส่งไปยังเส้นทางอื่น เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง หรือเส้นทางภาคพื้นดิน ทำให้เกิดความหน่วงเพิ่มขึ้น ความเร็วลดลง และต้นทุนการเชื่อมต่อสูงขึ้น และความเสียหายเกิดขึ้นพร้อมกับข้อจำกัดในการซ่อมแซม ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลที่สุด
การซ่อมสายเคเบิลใต้น้ำต้องใช้เรือเฉพาะทาง ทีมวิศวกร และการประสานงานกับประเทศที่เกี่ยวข้อง หากพื้นที่เกิดความขัดแย้งทางทหาร มีความเสี่ยงจากทุ่นระเบิด หรือข้อจำกัดด้านความปลอดภัยและประกันภัย เรือซ่อมอาจไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ทันที
แม้ระบบสำรองจะทำให้การเชื่อมต่อไม่ขาด แต่หากสายเคเบิลหลักเสียหายเป็นเวลานาน และความจุสำรองถูกใช้งานจนเต็ม ความเสี่ยงต่อคุณภาพบริการก็จะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลา ความแตกต่างระหว่างการมีเส้นทางสำรอง กับการมีความสามารถรองรับเหตุฉุกเฉินได้อย่างต่อเนื่อง
อินเทอร์เน็ตไทยไม่เปราะบาง แต่ต้องไม่ประมาท
ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการนับจำนวนสายเคเบิลใต้น้ำ แต่ต้องตรวจสอบว่าสายเหล่านั้นมีเส้นทางแตกต่างกันจริงหรือไม่ การมีสายเคเบิลหลายเส้นไม่ได้รับประกันความปลอดภัย หากสายทั้งหมดต้องผ่านพื้นที่เสี่ยงเดียวกัน หรือไปเชื่อมต่อกับศูนย์กลางอินเทอร์เน็ตเดียวกัน
ในทางวิศวกรรมเรียกความเสี่ยงลักษณะนี้ว่า Common Mode Failure หรือความล้มเหลวจากจุดเสี่ยงร่วมกัน ประเทศไทยอาจมีสายเคเบิล 5 เส้น แต่หากทั้งหมดพาดผ่านบริเวณทะเลแดงใกล้เคียงกัน เมื่อเกิดเหตุโจมตีหรือความเสียหายพร้อมกันหลายเส้น ระบบสำรองที่ดูเหมือนมีหลายช่องทางก็อาจไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
อะไรบ้างที่รัฐบาลควรทำ
กระจายเส้นทางเชื่อมต่อจริง ทั้งทางทะเลและทางบก ไม่ให้ทุกระบบพึ่งพาจุดเสี่ยงเดียวกัน เปิดเผยข้อมูลความจุสำรองและความสามารถรองรับทราฟฟิก เมื่อเกิดความเสียหายพร้อมกันหลายระบบ ส่งเสริมการลงทุน Data Center และ CDN ในประเทศไทย เพื่อลดการพึ่งพาการดึงข้อมูลจากต่างประเทศ จัดทำแผนความต่อเนื่องของบริการดิจิทัลสำคัญ โดยเฉพาะธนาคาร โรงพยาบาล ระบบภาครัฐ และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจ
ไทยยังมีโอกาสพัฒนาตัวเองเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของภูมิภาคอาเซียน โดยอาศัยทำเลที่ตั้งและโครงข่ายเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน
การลงทุนในระบบเคเบิลใต้น้ำใหม่ เช่น Asia Direct Cable (ADC), India Asia Xpress (IAX) และระบบเชื่อมต่ออื่น ๆ เป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มทางเลือกในการรับส่งข้อมูลระหว่างประเทศ
ขณะเดียวกัน โครงการ TalayLink ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเคเบิลใต้น้ำเชื่อมประเทศไทยกับเกาะคริสต์มาสของออสเตรเลีย เป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่ควรติดตาม เพราะมีศักยภาพเพิ่มความหลากหลายของเส้นทางเชื่อมต่อไทยกับเครือข่ายโลก
ท้ายที่สุด สงครามอาจทำให้สายเคเบิลใต้น้ำเสียหายได้ แต่ไม่ควรทำให้ประเทศใดประเทศหนึ่งขาดการเชื่อมต่อกับโลกดิจิทัล
สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซยังมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับเส้นทางทะเลแดง แต่สิ่งที่ต้องเร่งทำคือการตรวจสอบว่าระบบสำรองของประเทศมีความพร้อมมากแค่ไหน หากสายเคเบิลหลายระบบเสียหายพร้อมกัน
เพราะในวันที่เส้นทางสื่อสารโลกถูกตัดขาด คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ว่าอินเทอร์เน็ตไทยยังใช้งานได้หรือไม่ แต่คือประเทศไทยจะรักษาคุณภาพการเชื่อมต่อและบริการดิจิทัลที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจได้ยาวนานแค่ไหน




