เงิน 1,000 บาทอาจช่วยให้ภาระเบาลงในช่วงเวลาหนึ่ง แต่เมื่อมาตรการสิ้นสุดลง โจทย์เดิมยังคงอยู่ ขณะที่ราคาน้ำมันกำลังถูกเขย่าจากสงคราม ตลาดการเงินเคลื่อนไหวตามข่าวรายวัน และเงินบาทเดินสวนทางกับปัจจัยพื้นฐานบางส่วน ท่ามกลางโลกที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า “จะช่วยประชาชนอย่างไร” แต่ยังอยู่ที่ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากทิศทางใด และตัวแปรไหนอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนในระยะต่อไป
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ร่วมพูดคุยในรายการ “สนามข่าว 96” ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย โดยเริ่มด้วยมุมมองต่อมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ของรัฐบาลว่า การกลับมาใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจถือว่าเข้าใจได้ เนื่องจากงบประมาณถูกใช้ไปพอสมควรแล้ว แต่สถานการณ์พลังงานและสงครามในรอบใหม่ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับขึ้นสูง จึงมีความจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม
‘ไทยช่วยไทยพลัส’ บรรเทาค่าครองชีพ แต่ไม่แก้ปัญหาที่ต้นทุน
ดร.ปิยศักดิ์ระบุว่า การให้เงิน 1,000 บาทเป็นเวลา 2 เดือน สามารถช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพได้ในระยะสั้น โดยประชาชนอาจต้องใช้จ่ายอย่างประหยัดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือชั่วคราว เมื่อเงินที่ได้รับหมดลง ประชาชนก็ต้องกลับมารับภาระค่าใช้จ่ายเต็มจำนวน ขณะที่ราคาสินค้าไม่ได้ปรับลดลงตาม
ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ ข้อเสนอให้แก้ปัญหาที่ต้นทุนโดยตรง เช่น การลดภาษีสรรพสามิต จึงมีเหตุผลเช่นเดียวกัน เพราะเป็นการเข้าไปจัดการที่ต้นทางของต้นทุน แต่การดำเนินมาตรการในลักษณะดังกล่าวก็มีข้อจำกัดเช่นกัน
ดร.ปิยศักดิ์อธิบายว่า การลดภาษีสรรพสามิตอาจช่วยให้ราคาพลังงานลดลงและกระทบต่อรายได้ของภาครัฐ ขณะที่การใช้เงินอุดหนุนหรือเงินโอนเป็นมาตรการช่วยเหลือชั่วคราวตามแนวทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก แต่ไม่ได้ทำให้เกิดทรัพยากรหรือรายได้ใหม่อย่างถาวร และอาจทำให้ภาระหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น
น้ำมันผันผวน ตลาดหาจุดบวกท่ามกลางสงคราม
สำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลก ดร.ปิยศักดิ์มองว่า ขณะนี้ยังมีความผันผวนสูง โดยราคาน้ำมันปรับลดลงหลังมีข่าวว่าท่อส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบียกลับมาส่งน้ำมันได้ ขณะที่ตลาดยังคงจับตาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอย่างใกล้ชิด
แม้สถานการณ์โดยรวมยังมีความรุนแรง แต่ขณะเดียวกันก็มีข่าวว่าสหรัฐฯ และอิหร่านมีการพูดคุยกันในระดับทวิภาคี ทำให้ตลาดพยายามมองหาสัญญาณด้านบวกจากสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยปัจจัยดังกล่าวสะท้อนออกมาผ่านราคาน้ำมัน ตลาดหุ้น และผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับเปลี่ยนไปตามความคาดหวังของนักลงทุน
ดร.ปิยศักดิ์กล่าวว่า แม้ตลาดจะตอบสนองต่อข่าวในระยะสั้น แต่ภาพใหญ่ยังมีความน่ากังวล เนื่องจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อเนื่องตามสัญญาณที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งออกมา ขณะที่ต้องติดตามว่าเงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นมากเพียงใด
เขามองว่า การเคลื่อนไหวของตลาดในช่วงนี้อาจเป็นลักษณะ “ซื้อเมื่อมีข่าวลือ ขายเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏ” หรือ Buy on Rumor, Sell on Fact ขณะที่นักลงทุนต้องระมัดระวัง เพราะราคาน้ำมัน พันธบัตร และหุ้นบางส่วนอาจเคลื่อนไหวแตกต่างจากปัจจัยพื้นฐาน
ดร.ปิยศักดิ์ระบุว่า นักลงทุนที่สามารถจับจังหวะและติดตามกระแสเงินในตลาดได้อาจใช้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวดังกล่าว แต่สำหรับผู้ที่มองจากปัจจัยพื้นฐาน จำเป็นต้องระมัดระวัง เนื่องจากตลาดอาจไม่ได้เคลื่อนไหวตามทฤษฎีหรือปัจจัยพื้นฐานทั้งหมดในช่วงเวลานี้
จับตาเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ และความเสี่ยงงบประมาณ
อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งกำหนดในวันที่ 3 พฤศจิกายน โดยผลการเลือกตั้งอาจส่งผลต่อบริบททางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ของสหรัฐฯ
ดร.ปิยศักดิ์อธิบายว่า หากฝ่ายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สูญเสียเสียงสนับสนุนในสภา อาจทำให้การดำเนินนโยบายบางด้าน โดยเฉพาะเรื่องการทำสงคราม มีข้อจำกัดมากขึ้น แม้ประธานาธิบดีในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดจะมีอำนาจด้านการทหาร แต่สภาคองเกรสมีอำนาจในการควบคุมงบประมาณ ซึ่งอาจกลายเป็นกลไกสำคัญในการจำกัดการดำเนินนโยบาย
อย่างไรก็ตาม ดร.ปิยศักดิ์มองว่า ความเสี่ยงที่ต้องจับตามองมากกว่าในระยะต่อไปคือความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับสภาในเรื่องงบประมาณ หากงบประมาณขนาดใหญ่ไม่ผ่าน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะรัฐบาลหยุดทำการ หรือ Government Shutdown ขณะที่หากปัญหาหนี้สาธารณะรุนแรงขึ้นและไม่สามารถขยายเพดานหนี้ได้ ก็อาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านเครดิตเรตติ้งของสหรัฐฯ
“เศรษฐกิจไทยยังไปได้” แต่เริ่มเห็นสัญญาณต้องจับตา
สำหรับเศรษฐกิจไทย ดร.ปิยศักดิ์ประเมินว่า ภาพรวมยังสามารถเดินหน้าไปได้ โดยข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดในเดือนกรกฎาคมยังอยู่ในระดับที่พอไปได้ และต้องติดตามตัวเลขเดือนสิงหาคมที่จะทยอยออกมาในช่วงปลายเดือน
ภาคการท่องเที่ยวเริ่มมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น ขณะที่การลงทุนซึ่งเคยเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักของเศรษฐกิจเริ่มมีทิศทางแผ่วลง ส่วนภาคการส่งออกยังถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แต่การส่งออกที่เพิ่มขึ้นก็อาจนำมาซึ่งการนำเข้าที่สูงขึ้นตามไปด้วย
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้มีอย่างน้อย 3 ประเด็น ได้แก่ กำลังซื้อ เงินเฟ้อ และค่าเงินบาท
ประเด็นแรกคือกำลังซื้อ โดยต้องติดตามว่าหากราคาน้ำมันกลับมาปรับสูงขึ้นอีกครั้ง จะส่งผลกระทบต่อภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนมากน้อยเพียงใด แม้จะมีมาตรการช่วยเหลือด้านค่าครองชีพเข้ามารองรับ
ประเด็นที่สองคือเงินเฟ้อ ซึ่งมีโอกาสกลับมาเพิ่มขึ้น โดย ดร.ปิยศักดิ์ประเมินว่าอาจเห็นตัวเลขเงินเฟ้อระดับ 3% ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี ซึ่งจะทำให้ราคาสินค้าและบริการที่ประชาชนบริโภคมีแนวโน้มแพงขึ้น
ส่วนประเด็นที่สามคือค่าเงินบาท ซึ่งปัจจุบันยังมีความผันผวน โดยหากพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐาน ค่าเงินบาทควรมีทิศทางอ่อนค่าลงจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯ แต่ช่วงที่ผ่านมาเงินบาทกลับมีทิศทางแข็งค่าขึ้น โดยเคลื่อนไหวบริเวณ 33.16 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับประมาณ 33.20 บาท และช่วงที่ขึ้นไปแตะประมาณ 33.40 บาทต่อดอลลาร์
จับตา ‘ทรัมป์-สี จิ้นผิง’ และสงครามอิหร่าน
ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ อีกปัจจัยที่ต้องติดตามคือการพบกันระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ซึ่งมีกำหนดพบกันในสัปดาห์นี้ โดยจะต้องติดตามทิศทางการเจรจาการค้า หลังจากทั้งสองฝ่ายเคยมีการพูดคุยและพักรบทางการค้า รวมถึงประเด็นแร่ธาตุหายาก ตลอดจนสินค้าเกษตร
ขณะเดียวกัน สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังเป็นอีกประเด็นสำคัญ โดยสหรัฐฯ ต้องการให้จีนซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่านเข้ามามีบทบาทช่วยผลักดันการเจรจา หากจีนส่งสัญญาณสนับสนุนการเจรจา ก็อาจเป็นปัจจัยด้านบวกต่อบรรยากาศของตลาด
AI เดินหน้าต่อ แต่ต้องหาทางกำกับความเสี่ยง
สำหรับประเด็นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial intelligence) ดร.ปิยศักดิ์กล่าวว่า หลายฝ่ายยังมีความกังวลว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาไปไกลเพียงใด และอาจเข้ามามีอิทธิพลต่อโลกมากขึ้น แต่ทั้งสหรัฐฯ และจีนยังไม่น่าจะต้องการหยุดการพัฒนา เพราะต่างฝ่ายต่างกังวลว่าหากหยุดพัฒนา อีกฝ่ายจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำได้
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายอาจต้องหารือเรื่องการกำกับดูแล เพื่อไม่ให้ AI พัฒนาไปไกลเกินกว่าที่สามารถควบคุมได้ หรือถูกนำไปใช้โดยบุคคลที่มีเจตนาร้าย เช่น การสร้างไวรัสหรือเทคโนโลยีที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ขณะที่ในช่วงหนึ่งของรายการ พิธีกรระบุด้วยว่าประธานาธิบดีทรัมป์ ต้องการผลักดัน “Super Intelligence” หรือ SI
‘ไต้หวัน’ ยังเป็นโจทย์ใหญ่ หวังการพบผู้นำช่วยเปิดทางเจรจา
อีกประเด็นที่ยังต้องติดตามคือสถานการณ์ไต้หวัน ซึ่งยังมีความไม่แน่นอน โดยสหรัฐฯ และจีนต่างมีจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับการแทรกแซงประเด็นไต้หวัน
ดร.ปิยศักดิ์ชี้ว่า ปัจจัยหนึ่งที่อาจช่วยลดความตึงเครียดคือการพบกันระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ซึ่งในปีนี้มีโอกาสพบกันหลายครั้ง และการพบกันครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 จากกำหนดการพบกันทั้งหมด 4 ครั้ง พร้อมมองว่า การเจรจาโดยตรงระหว่างผู้นำระดับประมุขของทั้งสองฝ่ายอาจช่วยให้การพูดคุยมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เนื่องจากเมื่อผู้นำสามารถตกลงกันได้แล้ว การดำเนินการในระดับเจ้าหน้าที่ก็อาจมีช่องทางให้เดินหน้าตามข้อตกลงได้ง่ายขึ้น
ในมุมมองของ ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ เศรษฐกิจไทยในระยะนี้ยังสามารถเดินหน้าต่อได้ แต่ต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ทั้งราคาพลังงาน เงินเฟ้อ กำลังซื้อ ค่าเงินบาท และสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ขณะที่ตลาดการเงินยังเคลื่อนไหวท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสงครามและทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐฯ
ส่วนภูมิรัฐศาสตร์ยังต้องจับตาการพบกันระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับจีน รวมถึงสถานการณ์อิหร่านและไต้หวัน ซึ่งล้วนมีโอกาสส่งผลต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินในระยะต่อไป




