จำเป็นแค่ไหน? แจก 5 หมื่นติดโซลาร์ล้านหลังคาเรือน

23 ต.ค. 2569 - 12:48

  • นักวิชาการชี้ “ติดโซลาร์รูฟท็อป” ลงทุนเองก็คืนทุนได้ใน 7 ปีครึ่ง

  • ตั้งคำถามรัฐอุดหนุน 5 หมื่นบาทต่อครัวเรือน ทั้งที่ลดเหลือ 2.5 หมื่นก็ยังคุ้ม

  • ห่วงเป้าหมายล้านหลังคาเรือนเสี่ยงไม่ทันกรอบใช้เงินกู้ ชี้ยังมีงานพลังงานอีกมากที่ต้องใช้งบฯ

จำเป็นแค่ไหน? แจก 5 หมื่นติดโซลาร์ล้านหลังคาเรือน

ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และพลังงาน อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมพูดคุยในรายการ “สนามข่าว 96” ถึงโครงการโซลาร์ล้านหลังคาเรือน ซึ่งรัฐบาลมีแนวทางสนับสนุนเงินช่วยเหลือ 50,000 บาทต่อครัวเรือน โดยตั้งข้อสังเกตถึงความจำเป็นและความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณดังกล่าว พร้อมเสนอให้พิจารณาว่าการอุดหนุนในระดับนี้จำเป็นจริงหรือไม่ เมื่อการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าได้ แม้ไม่มีเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ

ติดโซลาร์ 5 กิโลวัตต์ ลงทุนราว 1.7-1.8 แสนบาท คืนทุนใน 7 ปีครึ่ง

ศ.ดร.พรายพล กล่าวว่า หากพิจารณาระบบโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 กิโลวัตต์ ซึ่งใช้แผงประมาณ 10-15 แผงขึ้นไป ต้นทุนติดตั้งตามราคาตลาดอยู่ที่ประมาณ 170,000-180,000 บาท แม้รัฐบาลจะประเมินไว้ไม่เกิน 150,000 บาทก็ตาม โดยการคำนวณของตนเผื่อค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมถึงการเปลี่ยนอินเวอร์เตอร์ระหว่างอายุการใช้งานประมาณ 25 ปี และค่าบำรุงรักษาเฉลี่ยปีละ 1,000 บาท

สำหรับการผลิตไฟฟ้า ระบบขนาดดังกล่าวสามารถผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ยวันละประมาณ 18 หน่วย ภายใต้สมมติฐานค่าความสามารถในการผลิตไฟฟ้า (Capacity Factor) ที่ 15% โดยแบ่งเป็นการใช้ไฟฟ้าเอง 15 หน่วย และขายคืนอีก 3 หน่วย ซึ่งไฟฟ้าที่ใช้เองช่วยประหยัดค่าไฟได้ประมาณหน่วยละ 4 บาท ส่วนไฟฟ้าที่ขายคืนให้รัฐคิดในอัตราประมาณหน่วยละ 2.20 บาท

เมื่อคำนวณภายใต้สมมติฐานเงินลงทุน 170,000 บาท อายุใช้งาน 25 ปี และอัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี พบว่าสามารถคืนทุนได้ภายในประมาณ 7 ปีครึ่ง มีอัตราผลตอบแทนมากกว่า 10% หรือราว 13% ขณะที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณหน่วยละ 2.30 บาท ต่ำกว่าค่าไฟฟ้าที่จ่ายอยู่ในปัจจุบัน

ศ.ดร.พรายพล จึงเห็นว่า การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีความคุ้มค่าอยู่แล้ว แม้ไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล และหากใช้อัตราดอกเบี้ย 2.5% ตามแนวทางที่รัฐบาลระบุ ผลตอบแทนก็จะยิ่งสูงขึ้น

อุดหนุน 5 หมื่นบาท คืนทุนเร็วขึ้น แต่จำเป็นแค่ไหน

ศ.ดร.พรายพล กล่าวว่า เมื่อทดลองนำเงินอุดหนุน 50,000 บาทมาคำนวณร่วมด้วย ระยะเวลาคืนทุนจะลดลงเหลือประมาณ 5 ปีเศษ และอัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 20% สะท้อนว่าเงินช่วยเหลือทำให้การลงทุนจูงใจมากขึ้น แต่ก็ทำให้ต้องตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อสนับสนุนการลงทุนที่มีความคุ้มค่าอยู่แล้ว

เขามองว่า ผู้ที่สามารถลงทุนติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปด้วยเงินหลักแสนบาทได้ น่าจะเป็นครัวเรือนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจระดับปานกลางขึ้นไป จึงอาจไม่จำเป็นต้องได้รับเงินอุดหนุนสูงถึง 50,000 บาทต่อครัวเรือน

จากการทดลองลดเงินอุดหนุนลงเหลือครึ่งหนึ่ง หรือ 25,000 บาท พบว่ายังช่วยให้คืนทุนได้เร็วขึ้นประมาณ 1 ปี และเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนได้เช่นกัน จึงเห็นว่าเงินช่วยเหลือระดับดังกล่าวอาจเพียงพอ และช่วยลดภาระงบประมาณภาครัฐได้มากกว่า

ตั้งคำถามความเป็นธรรม ช่วยเพียง 1 ล้านครัวเรือนจากกว่า 26 ล้านครัวเรือน

ประเด็นสำคัญอีกด้านคือความเป็นธรรมในการจัดสรรเงินช่วยเหลือ เนื่องจากประเทศไทยมีครัวเรือนประมาณ 26-27 ล้านครัวเรือน แต่โครงการนี้กำหนดเป้าหมายให้ความช่วยเหลือเพียง 1 ล้านครัวเรือน หากรัฐต้องใช้งบประมาณประมาณ 50,000-60,000 ล้านบาทเพื่ออุดหนุนผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ขณะที่ครัวเรือนส่วนใหญ่ไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากเงินช่วยเหลือดังกล่าว ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลควรพิจารณาอย่างรอบคอบ

ศ.ดร.พรายพล เห็นว่า รัฐบาลควรตั้งคำถามทั้งในแง่ความจำเป็นและความเป็นธรรมของโครงการ เพราะหากไม่จำเป็นต้องอุดหนุนถึง 50,000 บาทต่อครัวเรือน ก็ควรลดวงเงินลง และนำงบประมาณไปใช้ในด้านอื่นที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศมากกว่า

เงินกู้ 2 แสนล้าน ควรใช้พัฒนาพลังงานด้านอื่นด้วย

ศ.ดร.พรายพล กล่าวว่า เงินกู้สำหรับภาคพลังงานประมาณ 200,000 ล้านบาท ไม่ควรถูกนำไปใช้กับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพียงวัตถุประสงค์เดียว เพราะการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ไปสู่พลังงานสะอาด ยังมีเรื่องที่ต้องลงทุนอีกมาก

ตัวอย่างเช่น การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงาน การเพิ่มทักษะแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมพลังงาน ตลอดจนการขยายโครงสร้างพื้นฐานสำหรับสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งล้วนเป็นเรื่องสำคัญต่อการเตรียมความพร้อมของประเทศในอนาคต

เขาเห็นว่า การลงทุนเพื่อสร้างบุคลากรและพัฒนาขีดความสามารถด้านการวิจัยของไทย จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น จึงควรพิจารณาว่าการนำเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนในด้านเหล่านี้จะคุ้มค่ากว่าการเพิ่มเงินอุดหนุนให้ผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปหรือไม่

ยอมรับเงินอุดหนุนช่วยจูงใจ แต่ไม่รู้มากน้อยแค่ไหน

เมื่อถูกถามถึงเหตุผลที่รัฐบาลอาจต้องให้เงินช่วยเหลือ 50,000 บาท เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น เนื่องจากมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและการผ่อนชำระระยะยาวอาจยังไม่จูงใจเพียงพอ ศ.ดร.พรายพล ยอมรับว่าแนวคิดดังกล่าวมีน้ำหนักอยู่บ้าง

เพราะแม้การติดตั้งจะคุ้มค่าได้โดยไม่ต้องรับเงินอุดหนุน แต่หากมีเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม ก็อาจทำให้ประชาชนตัดสินใจลงทุนได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถประเมินได้ชัดเจนว่าเงินอุดหนุน 50,000 บาทจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้ติดตั้งได้มากน้อยเพียงใด

ห่วงติดตั้งไม่ทันกรอบเวลาใช้เงินกู้ภายใน 30 กันยายนปีหน้า

อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือความเป็นไปได้ในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้ครบ 1 ล้านครัวเรือน ภายในกรอบเวลาการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ที่กำหนดให้ใช้เงินภายในวันที่ 30 กันยายนปีหน้า โดยมีข้อกังวลว่าระยะเวลาที่เหลืออาจไม่เพียงพอต่อการดำเนินโครงการทั้งหมด

ศ.ดร.พรายพล กล่าวว่า หากเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง ก็อาจมีโอกาสทำได้ แต่ต้องพิจารณาความพร้อมของห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะการจัดหาแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งความต้องการจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ขณะที่ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายอาจมีสินค้าไม่เพียงพอ และไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นส่วนใหญ่

แม้จะมีข้อมูลว่าโรงงานของจีนที่เข้ามาลงทุนในไทยอาจมีแผงโซลาร์เซลล์เหลืออยู่จำนวนมาก เนื่องจากไม่สามารถส่งออกไปสหรัฐฯ ได้ตามเดิม แต่ยังต้องพิจารณาด้วยว่าบริษัทเอกชนที่รับติดตั้งจะสามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้หรือไม่

ในช่วงสัมภาษณ์ ผู้ดำเนินรายการระบุว่า มีข้อมูลจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมว่า กำลังการติดตั้งที่ทำได้จริงอาจอยู่ที่ประมาณ 300,000 หลังคาเรือน ซึ่งยิ่งทำให้เกิดคำถามว่าเป้าหมาย 1 ล้านครัวเรือนจะสามารถดำเนินการได้ทันเวลาหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดของกระบวนการดำเนินโครงการ ทั้งการเปิดลงทะเบียน การยื่นขอสินเชื่อผ่านธนาคารของรัฐ ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารออมสิน ตลอดจนการตรวจสอบคุณสมบัติและความเหมาะสมของบ้านแต่ละหลัง ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนติดตั้งจริง

“โอนเงินให้หน่วยงานไว้ก่อน” ไม่เท่ากับ “ใช้จ่ายจริง”

เมื่อถูกถามว่าหากติดตั้งไม่ทันกำหนด จะสามารถโอนเงินไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือไว้ก่อน แล้วทยอยดำเนินการติดตั้งและเบิกจ่ายภายหลังได้หรือไม่ ศ.ดร.พรายพล มองว่าแนวทางดังกล่าวไม่น่าจะทำได้ หากเงื่อนไขของ พ.ร.ก. กำหนดให้ต้องใช้จ่ายเงินจริงภายในกรอบเวลาที่ระบุ

ในความเข้าใจของเขา การใช้จ่ายเงินควรหมายถึงการจ่ายออกไปจริง เช่น การซื้ออุปกรณ์หรือจ้างผู้ดำเนินการ ไม่ใช่เพียงการโอนเงินไปยังหน่วยงานเพื่อรอใช้ในภายหลัง

นอกจากนี้ กระบวนการติดตั้งยังต้องใช้เวลา ตั้งแต่การยื่นขอรับความช่วยเหลือ การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครและกรรมสิทธิ์ในบ้าน ไปจนถึงการสำรวจพื้นที่ว่าหลังคามีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะบ้านบางหลังอาจมีอาคารข้างเคียงบดบังแสงแดด หรือมีข้อจำกัดอื่นที่ทำให้ติดตั้งแล้วผลิตไฟฟ้าได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงยอมรับว่าการดำเนินโครงการให้ครบ 1 ล้านครัวเรือนภายในเวลาที่กำหนดอาจเป็นเรื่องยาก เนื่องจากมีหลายขั้นตอนที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนจะเบิกจ่ายเงินได้จริง

เปิดช่องฝ่ายค้านตั้งคำถาม ทั้งเรื่องงบประมาณและความเป็นไปได้

ศ.ดร.พรายพล มองว่า ประเด็นการใช้เงินกู้เพื่ออุดหนุนโซลาร์รูฟท็อป 50,000 บาทต่อครัวเรือน รวมถึงความเสี่ยงที่จะดำเนินการไม่ทันกรอบเวลา เป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านสามารถนำไปตั้งคำถามต่อรัฐบาลได้อย่างมีเหตุผล

เขาย้ำว่า เมื่อพิจารณาจากตัวเลขผลตอบแทน การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีความคุ้มค่าอยู่แล้ว จึงควรทบทวนว่าเหตุใดจึงต้องให้เงินอุดหนุนในวงเงินสูง และควรแบ่งงบประมาณไปสนับสนุนการวิจัยพัฒนา การยกระดับทักษะแรงงาน และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดให้มากขึ้นหรือไม่

เขาเห็นว่า หากประเทศไทยต้องการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างจริงจัง จำเป็นต้องลงทุนทั้งการพัฒนาคนและโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้ประเทศสามารถรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศมากเกินไป

เตือนกองทุนน้ำมันเกินแสนล้าน ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ยังตึงเครียด

ช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ มีการหยิบยกปัญหาเชิงโครงสร้างของราคาน้ำมันในประเทศขึ้นมาหารือ โดยผู้ดำเนินรายการระบุว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีภาระเกิน 100,000 ล้านบาทแล้ว

ศ.ดร.พรายพล เห็นว่าภาระดังกล่าวเกินระดับ 100,000 ล้านบาทไปแล้ว ขณะที่สถานการณ์ตลาดพลังงานโลกยังไม่น่าไว้วางใจ และความขัดแย้งระหว่างประเทศยังไม่มีสัญญาณว่าจะยุติลงในเร็ววัน โดยเฉพาะล่าสุดกับสถานการณ์ในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก

View post on Facebook

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์