ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ กับโจทย์ SME เมืองกรุง
ปลดล็อกต้นทุน-ขนส่ง-องค์ความรู้ ดันธุรกิจเล็กโตได้อย่างไร
กรุงเทพมหานครในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ได้มีเพียงบริษัทขนาดใหญ่หรือธุรกิจระดับมหาชนเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยผู้ประกอบการรายเล็ก ร้านค้า ชุมชน ผู้ผลิตอาหาร และ SME อีกจำนวนมาก ซึ่งเป็น ‘เส้นเลือดฝอย’ สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง
ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจ ทั้งต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น การแข่งขันที่รุนแรง พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป รวมถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่และระบบขนส่ง SME กรุงเทพฯ กำลังจับตาว่า ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ จะเข้ามาออกแบบเมืองอย่างไรให้เป็น “เมืองที่เอื้อต่อธุรกิจเล็ก” และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตได้มากขึ้น
ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สะท้อนว่า SME ไทยมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งด้านจำนวนผู้ประกอบการ การจ้างงาน และการสร้างรายได้ให้กับประเทศ แต่ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่การเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี แหล่งทุน และต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้น
สำหรับ SME ในกรุงเทพฯ ซึ่งต้องอยู่ท่ามกลางเมืองที่มีความหนาแน่นสูง โจทย์ไม่ได้มีเพียงเรื่องยอดขายหรือการแข่งขันทางธุรกิจ แต่ยังรวมถึง ‘ต้นทุนแฝงของเมือง’ ตั้งแต่ค่าเช่าพื้นที่ การเดินทาง การขนส่งสินค้า ไปจนถึงกฎระเบียบต่างๆ ที่ส่งผลต่อความคล่องตัวของผู้ประกอบการ
SME อาหารสะท้อนปัญหา ‘เล็กแต่ศักยภาพสูง’
ภาคภูมิ หอมสุวรรณ กรรมการบริหาร บริษัท ไทยอินโนฟู้ด จำกัด ผู้ผลิต ‘แหนมดอนเมือง’ มองว่า ปัญหาหลักของ SME วันนี้คือความสามารถในการประคองธุรกิจให้เดินต่อได้ท่ามกลางต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

“SME หลายรายอาจยังไม่สามารถชักหน้าไม่ถึงหลังได้” เป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญที่สะท้อนถึงความเปราะบางของธุรกิจขนาดเล็ก แม้จะมีสินค้าและศักยภาพ แต่ยังต้องการแรงสนับสนุนเพื่อให้สามารถพัฒนาและแข่งขันได้
ภาคภูมิ มองว่า สิ่งที่ภาครัฐและกรุงเทพมหานครสามารถเข้ามาช่วยได้ คือการต่อยอดโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการชุมชนและ OTOP ให้เข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะการเติมองค์ความรู้ และช่วยลดความยุ่งยากด้านใบอนุญาตต่าง ๆ
“บางครั้งผู้ประกอบการไม่ได้ขาดความตั้งใจ แต่ขาดความรู้ในการทำให้ถูกต้อง ภาครัฐควรเข้ามาช่วยแนะนำและพัฒนา มากกว่าการเข้ามาเพียงตรวจสอบ”
ภาคภูมิยังมองว่า กรุงเทพฯ ในอนาคตอาจไม่ได้มีโรงงานขนาดใหญ่จำนวนมากเหมือนอดีต แต่จะเต็มไปด้วยผู้ผลิตรายเล็ก ร้านค้า และธุรกิจชุมชน ดังนั้นการสร้างระบบนิเวศที่แข็งแรงให้กับธุรกิจฐานราก จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ SME เติบโตต่อได้
ปัญหาเมืองใหญ่ ‘ขนส่งแพง-รถติด’ กระทบต้นทุน SME

ขณะที่ นิกกี้ - พลากร เชาว์นประดิษฐ์กรรมการบริหารและ COO หจก.อยู่แสงฟ้าโปรดัคส์ผู้ผลิตขนมเยลลี่ ‘จอลลี่แบร์’ สะท้อนอีกมุมหนึ่งว่า ความท้าทายของ SME ในกรุงเทพฯ คือการเติบโตของเมืองที่รวดเร็ว แต่ระบบโครงสร้างพื้นฐานและผังเมืองอาจยังไม่ตอบโจทย์การทำธุรกิจเต็มที่
“ธุรกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ตัวสินค้า แต่เกี่ยวข้องกับทุกอย่าง ทั้งการจัดส่งสินค้า การรับวัตถุดิบ และพนักงาน”
หนึ่งในต้นทุนสำคัญคือ ‘ระบบขนส่ง’ เนื่องจากกรุงเทพฯ มีข้อจำกัดด้านพื้นที่และการจราจร ส่งผลให้ประสิทธิภาพการจัดส่งลดลง จากเดิมที่อาจส่งสินค้าได้หลายจุดในหนึ่งรอบ ปัจจุบันอาจทำได้ลดลงเพราะข้อจำกัดด้านเวลาและเส้นทาง
สำหรับผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ สิ่งที่ SME อยากเห็นคือการบริหารจัดการเมืองที่ช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาการขนส่งในพื้นที่เศรษฐกิจ
เขาเสนอว่า หากมีแนวทางสนับสนุนรถขนส่งพลังงานสะอาด เช่น รถ EV ที่ลดปัญหามลพิษและเสียงรบกวน อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการปลดล็อกข้อจำกัดการขนส่งในเมือง
“ถ้าภาครัฐมีมาตรการจูงใจ และผู้ประกอบการสามารถปรับตัวเรื่องเทคโนโลยีได้ ก็จะช่วยให้ระบบขนส่งของเมืองเดินหน้าไปด้วยกัน”
เมืองที่ SME อยากเห็น ไม่ใช่แค่เมืองทันสมัย แต่ต้องเป็นเมืองที่ทำมาหากินได้
เสียงสะท้อนจาก SME สองรายสะท้อนภาพเดียวกันว่า กรุงเทพฯ ไม่ได้ต้องการเพียงการเป็นเมืองเศรษฐกิจขนาดใหญ่ แต่ต้องเป็นเมืองที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจทุกระดับสามารถอยู่รอดและเติบโต
โจทย์ของผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแก้ปัญหาจราจรหรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่คือการออกแบบเมืองที่มีระบบสนับสนุนผู้ประกอบการ ตั้งแต่รายเล็กระดับชุมชน ไปจนถึง SME ที่กำลังขยายธุรกิจ
เพราะเมื่อธุรกิจเล็กแข็งแรง เมืองก็จะแข็งแรงตาม และเศรษฐกิจกรุงเทพฯ จะไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยธุรกิจขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากพลังของผู้ประกอบการนับแสนรายที่อยู่ในทุกพื้นที่ของเมือง



