บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด ได้โพสต์ชี้แจงรายละเอียดที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์กล่าวโทษบริษัท โดย บิทคับ ได้ชี้แจงว่า กรณีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (‘สำนักงาน ก.ล.ต.’) กล่าวโทษบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (‘บริษัทฯ’) และบุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งกรรมการเกี่ยวกับการรายงานข้อมูลในเอกสารของบริษัทฯ เป็นเท็จเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม 2564 (กว่า 5 ปีก่อน) นั้น
บริษัทฯ ขอเรียนว่าทรัพย์สินของลูกค้าทุกรายที่บริษัทฯ ได้เก็บรักษาไว้ขณะนี้ มีความปลอดภัยและครบถ้วน และบริษัทฯ ขอยืนยันว่า บริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดในการดูแลและจัดเก็บทรัพย์สินของลูกค้า
มูลเหตุที่ทำให้เกิดการกล่าวโทษนั้น เป็นเหตุการณ์ในอดีตซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นเดือน พฤษภาคม 2564 และไม่ได้มาจากการกระทำทุจริตของบุคคลดังกล่าว แต่เกิดจากการที่บุคคลบางท่านที่ถูกกล่าวโทษซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทฯ ตัดสินใจที่จะไม่เปิดเผยเรื่องที่กระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลของบริษัทฯ 1 ใบถูกโจรไซเบอร์โจรกรรมไปได้ ทั้ง ๆ ที่ในขณะเกิดเหตุ (คือ ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2564 นั้น) ระบบความปลอดภัยของกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลของบริษัทฯ ทุกใบเป็นไปตามมาตรฐานที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดและผ่านการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว
การตัดสินใจที่จะไม่เปิดเผยข้อมูลของบุคคลข้างต้น มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ Bank Run กล่าวคือ การที่ลูกค้าของบริษัทฯ ทราบว่ามีการโจรกรรมเกิดขึ้น และมาขอถอนสินทรัพย์ดิจิทัลกับทางบริษัทฯ พร้อม ๆ กันจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ ไม่สามารถหาสินทรัพย์ดิจิทัลมาทดแทนให้กับลูกค้าได้ครบถ้วน เพราะอยู่ในระหว่างการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และหากเกิด Bank Run ขึ้นแล้ว จะทำให้ลูกค้าได้รับความเสียหายเป็นวงกว้างและเกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยไดจากการที่ไม่มี Bank Run เกิดขึ้นนี้ แม้ว่าบริษัทฯ จะยังติดตามเอาสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกโจรกรรมคืนมาไม่ได้ แต่ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มบริษัทบิทคับ (Co-Founders) ก็ได้ออกรับช่วยเหลือยอมรับความเสียหายไว้แทน โดยการซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลมาให้แก่บริษัทฯ เพื่อใช้ทดแทนสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกโจรกรรมไปตามสกุลและจำนวนที่ถูกโจรกรรมไป ทำให้บริษัทฯ และลูกค้าทั้งหมดของบริษัทฯ ไม่ได้รับความเสียหายใด เลยจากเหตุโจรกรรมนี้ ดังที่ สำนักงาน ก.ล.ต. ได้ตรวจสอบแล้วว่า ในปัจจุบัน (ณ วันที่ 8 กันยายน 2568) ทรัพย์สินของลูกค้าของบริษัทฯ มีความปลอดภัยและครบถ้วน (https://www.sec.or.th/TH/Pages/News_Detail.aspx?SECID=12058)
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ย่อมทำให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่า บุคคลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะรักษาประโยชน์ของลูกค้าด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มิได้คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง
ดังเป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่าการโจรกรรมในลักษณะนี้ได้เกิดขึ้นมาแล้วทั่วโลก มิได้เกิดขึ้นกับบริษัทฯ เท่านั้น และเช่นเดียวกับผู้ประกอบการชั้นนำในธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในทุก ๆ ประเทศ บริษัทฯ ได้มุ่งมั่นพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัย รวมถึงระบบงานภายในให้มีมาตรฐานที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป โดยที่บริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญสูงสุดต่อการพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยตลอดมาจนถึงในปัจจุบัน ซึ่งทำให้บริษัทฯ ได้รับการยอมรับและการรับรองมาตรฐาน ดังต่อนี้
แพลตฟอร์มของบริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับความปลอดภัยโดยเว็บไซต์จัดอันดับที่มีความน่าเชื่อถือ คือ Cer.Live ให้อยู่ในระดับ top 20 ของโลก ด้าน Cryptocurrency Exchange บริษัทฯ ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล เช่น ISO 27001 & ISO 27701 SOC 2 Type I บริษัทฯ มีระบบงานที่เป็นไปตามมาตรฐาน NIST Cybersecurity Framework บริษัทฯ ยังเป็นผู้นำทางด้านความปลอดภัยที่เปิดให้บริการแก่ลูกค้า เช่น การนำเทคโนโลยี Passkey มาให้บริการแก่ลูกค้า และฟังก์ชั่น Self-Freeze ที่มีการยกระดับความปลอดภัยชั้นสูง รวมถึงได้รับการตรวจสอบด้านความปลอดภัยจากสำนักงาน ก.ล.ต. เป็นประจำทุกปี ี และความร่วมมือในการเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าไว้กับผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลก เช่น BitgoTrust Company, Inc. และ Coinbase Custody Trust Company, LLC.
บริษัทฯ ยังเปิดให้ประชาชนสามารถตรวจสอบสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าที่บริษัทฯ เก็บรักษาไว้ ได้อย่างโปร่งใส ผ่านงบการเงินของบริษัทฯที่ https://support.bitkub.com/th/solutions/articles... โดยปัจจุบัน บริษัทฯ มีความมั่นคงในการดำเนินการอย่างยิ่ง และยังคงเดินหน้าพัฒนาการประกอบธุรกิจของบริษัทฯ ในทุกด้านต่อไป
ปัจจุบัน บริษัทฯ มีกรรมการอิสระ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย มีความรู้ และมีความเชี่ยวชาญ ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบการประกอบธุรกิจของบริษัทฯ รวมทั้งมีระบบงานทางด้านการกำกับดูแลการปฏิบัติงานตามกฎหมายและการตรวจสอบภายในอย่างครบถ้วน ซึ่งเป็นภาพสะท้อนเจตนารมณ์ของบริษัทฯ ที่ยึดถือการปฏิบัติตามกฎหมายและความโปร่งใสเป็นหลักในการดำเนินธุรกิจ
ขอเรียนว่า บริษัทฯ ได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเพื่อหาตัวผู้ก่อเหตุโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล รวมทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอื่น ๆ ที่ได้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2564 แล้ว และบริษัทฯ จะดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าวอย่างถึงที่สุดต่อไป
บริษัทฯ ขอความร่วมมือทุกท่านโปรดงดเผยแพร่หรือให้ข้อมูลที่ก่อให้เกิดความสำคัญผิดเกี่ยวกับฐานะทางการเงิน การดำเนินงาน การดูแลทรัพย์สินลูกค้า หรือกิจการอื่น ๆ ของบริษัทฯ มิฉะนั้น บริษัทฯ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป

ด้าน สกลกรย์ สระกวี” อดีตกรรมการบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด ได้เผยแพร่วิดีโอ แถลงชี้แจง มีสาระสำคัญสรุปว่า ยอมรับเหตุการณ์ถูกแฮ็กเมื่อ 4 ปีก่อน Bitkub Exchange เคยถูกโจรไซเบอร์แฮ็กเหรียญไปเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2564
หลังจากเกิดเหตุ กลุ่มผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-founder) ทุกคนได้ใช้เงินส่วนตัวซื้อเหรียญคืนให้กับลูกค้าอย่างครบถ้วนตั้งแต่ในปีที่เกิดเหตุ ทำให้ไม่มีลูกค้าคนใดสูญเสียเงินเลยแม้แต่สตางค์เดียว
สกลกรย์ สระกวี ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจสูงสุด ได้ตัดสินใจปกปิดเรื่องการถูกแฮ็กจาก ก.ล.ต. และสาธารณชน โดยเป็นผู้แก้ไขแบบรายงาน ดจ.1 ด้วยตนเองเพียงคนเดียว กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานคนอื่นๆ ไม่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำนี้
เหตุผลที่เลือกปกปิดความจริง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะตื่นตระหนก (Bank run) ที่ลูกค้าจะแห่ถอนเงินและเทขายเหรียญ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาตกต่ำอย่างหนัก ลูกค้าหลายแสนคนจะได้รับความเสียหาย บริษัทอาจต้องปิดตัวลง พนักงานหลายร้อยคนจะตกงาน และอาจทำให้อุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลไทยล้าหลังไปอีก 10 ปี
ต่อมาได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งกรรมการของทั้ง Bitkub Exchange และ Bitkub Capital (บริษัทโฮลดิ้ง) เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการปกปิดข้อมูล พร้อมยินดีให้ความร่วมมือกับ ก.ล.ต. และหน่วยงาน อย่างเต็มที่เพื่อหาตัวโจรไซเบอร์มาลงโทษ
ขอยืนยันว่าปัจจุบัน Bitkub ไม่เหมือนเมื่อ 4 ปีก่อน บริษัทได้ลงทุนหลายล้านบาทเพื่อพัฒนาระบบความปลอดภัย ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระหลายครั้ง และได้ย้ายเงินของลูกค้าไปเก็บรักษากับผู้ให้บริการระดับโลกอย่าง Coinbase จึงขอให้ผู้ใช้งานยังคงเชื่อมั่นในบริษัทและพนักงานกว่า 700 ชีวิตต่อไป




