เลือดไหลไม่หยุด  ไทยขาดดุลดิจิทัล 4 แสนล้านบาท

3 ก.ค. 2569 - 12:16

  • คนไทยซื้อบริการออนไลน์ปี 2568 ทะลุ 1.26 แสนล้านบาท ส่วนการจะเก็บภาษีจากรายได้ของแพลตฟอร์มต่างชาติยังไม่เกิดขึ้น

  • สมาคมโฆษณาดิจิทัล คาดการณ์ว่าปี 2569 นี้ เม็ดเงินโฆษณาออนไลน์แตะ 3.2 หมื่นล้านบาท เงินส่วนใหญ่ไหลไปเข้ากระเป๋าแพลตฟอร์มต่างชาติอย่าง Meta, TikTok และ YouTube

  • ผลกระทบเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง ทั้งต่อค่าเงินบาที่ โอกาสทางภาษี อธิปไตยดิจิทัล ข้อมูลรั่วไหล

เลือดไหลไม่หยุด  ไทยขาดดุลดิจิทัล 4 แสนล้านบาท

การประชุมคณะอนุกรรมการเพิ่ม #ขีดความสามารถดิจิทัลไทย มีข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ประเทศไทยกำลังขาดดุลดิจิทัลถึง 4 แสนล้านบาท ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ข้อมูลของ ธปท. บอกว่า ปี 2568 ดุลบริการดิจิทัลและไอซีที  ของไทยติดลบต่อเนื่อง มาตลอด 5 ปี และปีล่าสุดเราขาดดุลอยู่ที่ 11,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ  4 แสนล้านบาท ไทยยังขาดดุลในสัดส่วนต่อ GDP สูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียนที่ -2.6% ของ GDP  

เงินไหลออกไปทางไหนบ้าง 

มีตัวเลขจาก  #สมาคมโฆษณาดิจิทัล (DAAT) คาดการณ์ว่าปี 2569 นี้ เม็ดเงินโฆษณาออนไลน์จะโตแตะ 3.2 หมื่นล้านบาทโดยเงินส่วนใหญ่ไหลไปเข้ากระเป๋าแพลตฟอร์มต่างชาติอย่าง Meta, TikTok และ YouTube และเงินเข้าประเทศไทย เพียงน้อยนิดมาก เพราะส่วนใหญ่เงินจะถูกจ่ายออกไปนอกประเทศไทย

กรมสรรพากร เปิดตัวเลข คนไทยซื้อบริการออนไลน์ปี 2568 ทะลุ 1.26 แสนล้านบาท ส่วนการจะเก็บภาษีจากรายได้ของแพลตฟอร์มต่างชาติยังไม่เกิดขึ้น โดยเหตุผลที่ถูกอ่ฝ้างมากที่สุดคือ ไม่ได้ตั้งสำนักงานในประเทศไทยสำนักงานที่มีเป็นแค่ หน่วยประสานงาน เงินบาทจึงออกไปเป็นของแพลตฟอร์มต่างชาติเกือบทั้งหมด 

ไทยแลนด์ ประเทศผู้บริโภคโดยสมบูรณ์ ไทยนำเข้าหรือใช้จ่ายเงินไปกับแพลตฟอร์มต่างชาติ บริการคลาวด์ ซอฟต์แวร์ เกม สตรีมมิง และค่าโฆษณาออนไลน์ มากกว่ารายได้ที่ประเทศได้รับจากการส่งออกบริการดิจิทัล นี่ยังไม่รวม ค่า AI ที่กำลังเกิดขึ้นและจะเพิ่มต่อไป

ผลกระทบที่เกิดตามมาคือ ผลกระทบเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรงในหลายมิติ 

ผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาคและกระแสเงินทุน เงินทุนไหลออกนอกประเทศมหาศาล เม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจไทยจะไหลออกไปสู่บริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความมั่งคั่งไม่หมุนเวียนอยู่ภายในประเทศ

แรงกดดันต่อค่าเงินบาท การต้องแลกเปลี่ยนเงินบาทเป็นเงินตราต่างประเทศเพื่อจ่ายค่าบริการดิจิทัล (เช่น ค่าโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย ค่าไลเซนส์ซอฟต์แวร์ หรือค่าเช่าคลาวด์) ในปริมาณมหาศาลอย่างต่อเนื่อง อาจสร้างแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ในระยะยาว

การสูญเสียโอกาสทางภาษี แม้ปัจจุบันไทยจะมีการจัดเก็บภาษี e-Service (VAT จากแพลตฟอร์มต่างชาติ) แต่ในแง่ของภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Tax) บริษัทเหล่านี้มักจดทะเบียนในประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำ ทำให้ไทยสูญเสียรายได้ที่ควรนำมาพัฒนาประเทศ

การสูญเสีย "อธิปไตยทางดิจิทัล" (Digital Sovereignty) การพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานต่างชาติ: หากระบบเศรษฐกิจไทยต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มหรือโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลจากต่างชาติทั้งหมด เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบาย การปรับขึ้นราคา หรือแม้กระทั่งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ธุรกิจและภาครัฐของไทยจะอยู่ในสภาวะจำยอมและไม่มีอำนาจต่อรอง

สูญเสียการควบคุมข้อมูล(Data Hegemony) ข้อมูล (Data) คือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในยุคนี้ การขาดดุลดิจิทัลมักมาพร้อมกับการที่ข้อมูลพฤติกรรมคนไทยถูกประมวลผลและจัดเก็บโดยต่างชาติ ทำให้เราสูญเสียโอกาสในการนำข้อมูลระดับชาติมาวิเคราะห์เพื่อต่อยอดนวัตกรรมของเราเอง

ผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและนวัตกรรม ระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยเติบโตยาก: เมื่อเงินทุนและฐานผู้ใช้งานไปกระจุกตัวอยู่กับแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ต่างชาติ ผู้ประกอบการหรือสตาร์ทอัพไทย (Local Tech Creators) จะแข่งขันได้ยากมาก เนื่องจากขาดแคลนทั้งเงินทุนสนับสนุนและพื้นที่ตลาด

ภาวะสมองไหล(Brain Drain) เมื่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีในประเทศไม่เติบโต บุคลากรที่มีความสามารถสูงด้านดิจิทัล (เช่น วิศวกรซอฟต์แวร์ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล) จะย้ายไปทำงานกับบริษัทต่างชาติ หรือเดินทางไปทำงานในต่างประเทศแทน

ผลกระทบต่อภาคธุรกิจและ SME

ต้นทุนแฝงในการทำธุรกิจสูงขึ้น #SME ไทยถูกบังคับกลายๆ ให้ต้องจ่าย #ค่าเช่าพื้นที่ดิจิทัล (Digital Rent) เช่น ค่าโฆษณาออนไลน์ หรือส่วนแบ่งรายได้ (GP) บนแพลตฟอร์มเดลิเวอรีและอีคอมเมิร์ซต่างชาติ ซึ่งแพลตฟอร์มเหล่านี้มีอำนาจผูกขาดและสามารถปรับขึ้นค่าธรรมเนียมได้ตามต้องการ ทำให้กำไรของธุรกิจไทยลดลง

ความเหลื่อมล้ำทางธุรกิจ ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีทุนหนาสามารถเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัลและ AI ระดับสูงจากต่างชาติได้ดีกว่า ทำให้ทิ้งห่าง SME ที่ไม่มีกำลังทรัพย์ในการจ่ายค่าบริการรายเดือน (SaaS) ที่มีราคาแพง

หากสถานการณ์นี้ดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยจะตกอยู่ในสถานะ "ประเทศผู้บริโภคเทคโนโลยี" (Tech Consumer) อย่างสมบูรณ์ โดยทำหน้าที่เพียงผลิตสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมดั้งเดิม หรือการท่องเที่ยว เพื่อหาเงินมาจ่ายเป็นค่าบริการดิจิทัลให้ต่างชาติ ท้ายที่สุดจะทำให้ประเทศติดกับดักรายได้ปานกลางอย่างถาวร และไม่สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม (Innovation-driven Economy) ได้จริง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์