ในบริบทโลกยุคใหม่ที่เศรษฐกิจดิจิทัล ครองบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ และเร่งสปีดการยกระดับความสามารถในการแข่งขัน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) คือปราการด่านแรกในการกำกับดูแลการทำธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ และมาตรฐานความปลอดภัยสินค้า บริการบนโลกออนไลน์ ทว่าปัจจุบัน เรากำลังเผชิญกับสภาวะที่แพลตฟอร์มต่างชาติแสดงท่าที ‘ท้าทาย’ อำนาจรัฐอย่างเห็นได้ชัด
ปัจจุบันเราเห็นคลิปอนาจารไลฟ์สดบน Facebook อย่างโจ่งแจ้ง หรือกรณีแพลตฟอร์มเรียกรถอย่าง แอป B ที่มาตรฐานการคัดกรองไรเดอร์และคนขับกลายเป็นคำถามใหญ่ของสังคม จากเหตุการณ์นักเรียนหญิงต้องกระโดดลงจากรถเพื่อเอาตัวรอด ไปจนถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่คนขับ B ทำร้ายร่างกายผู้โดยสารชาวญี่ปุ่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่คดีอาญา แต่คือการละเมิดกฎหมายกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลที่กระทรวงดีอีถือไม้เรียวอยู่ในมือ
คำถามที่สังคมส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ คือเมื่อเกิดสถานการณ์ข้างต้น ‘นายไชยชนก ชิดชอบ ’ในฐานะ รมว.ดีอี หายไปไหน? เมื่อทั้งภาคสื่อและสังคม เริ่มจับสังเกตได้ถึงพฤติกรรม ‘ลอยตัว’ เหนือปัญหาของเจ้ากระทรวง ในหลายวาระที่ควรจะออกมาแถลงข่าวเพื่อแสดงการ Take Action หรือประกาศท่าทีที่ชัดเจนในฐานะเจ้ากระทรวงผู้ถือกฎหมายกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล แต่เจ้าตัวกลับเลือกที่จะหลบเลี่ยง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับ ‘บทบาทภาวะผู้นำองค์กร’ ของนายไชยชนก ตั้งแต่เมื่อครั้งเกิดเหตุการณ์นักเรียนหญิงต้องกระโดดหนีจากรถของไรเดอร์แอปดัง แทนที่รัฐมนตรีเจ้าสังกัดจะลงมาให้ความมั่นใจด้วยตนเอง กลับมอบหมายให้ ปลัดกระทรวงฯ ขึ้นเวทีแถลงข่าวแทน และมาถึงภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดคือข่าวเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ที่คนขับแอป B ทำร้ายร่างกายชาวญี่ปุ่น ซึ่งกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและชื่อเสียงของประเทศอย่างรุนแรง
‘ในขณะที่ รมว.สำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล สคบ. และผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ต่างออกมารับลูกดำเนินการทันทีที่ข่าวกลายเป็นไวรัล หรือแม้กระทั่ง รมช.คมนาคม ที่กำกับดูแลกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ก็ยังออกมาสื่อสารเพื่อแสดงการรับทราบและตระหนักถึงปัญหานี้ แต่ฝั่งกระทรวงดีอีกลับ "นิ่งเงียบ" โดย รมว.ดีอี ไม่มีแม้แต่การส่งตัวแทนระดับบริหารออกมาแสดงท่าทีต่อสังคม และการบังคับใช้กฎหมายเรียกรถผ่านแอปฯ (Ride Sharing) หรือ ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (คธอ.) เรื่อง การดำเนินการอื่นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ประเภทบริการรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์รับจ้างโดยสารสาธารณะ ที่มีลักษณะเฉพาะตามมาตรา 18 (3) ภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (DPS) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2569 กับแพลตฟอร์มต้นสังกัด’ รายงานข่าวกล่าว
‘ไชยชนก ชิดชอบ’ กับเก้าอี้ที่ใหญ่เกินตัว?
การก้าวเข้ามาคุมกระทรวงเชิงเทคนิคและเศรษฐกิจใหม่ของนายไชยชนก ที่ต้องดีลกับยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีระดับโลกและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่านรายวัน ถูกมองด้วยสายตาเคลือบแคลงตั้งแต่วันแรก ว่ามี ‘ความสามารถ’ และ ‘ความเข้าใจ’ ในภูมิทัศน์ดิจิทัลเพียงพอหรือไม่ และการนิ่งเฉยต่อการทำผิดกฎหมายซ้ำซากของแพลตฟอร์มต่างชาติ สะท้อนถึงความไม่กล้า หรือความ ‘ไม่รู้’ ในการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่หรือไม่
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อย้อนกลับไปดูทำเนียบรัฐมนตรีที่ดูแลกระทรวงดิจิทัลฯ (รวมถึงยุคที่ใช้ชื่อกระทรวงไอซีที) ยุคก่อนหน้านายไชยชนก ก็จะเห็นความแตกต่างของ ‘การทำงาน’ ในบทบาทหน้าที่ขับเคลื่อนวางรากฐานโครงสร้างดิจิทัล และการกำกับดูแลแพลตฟอร์ม ที่ต่อเนื่องตั้งแต่ การบุกเบิกวางรากฐานไอซีที การกำหนดยุทธศาสตร์ Digital Thailand การผลักดันกฎหมายชุดเศรษฐกิจดิจิทัลที่สำคัญหลายฉบับ การปราบปรามความผิดทางคอมพิวเตอร์และข่าวปลอม การเริ่มมาตรการกดดันแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียให้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลไทย การผลักดัน พ.ร.ฎ.การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล (DPS) เพื่อยกระดับการกำกับดูแล จนถึงการรุกปราบปรามภัยออนไลน์และคอลเซ็นเตอร์อย่างเป็นรูปธรรม เป็นต้น
สังคมถามดังๆ รมว.ดีอี มีไว้ทำไม?
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงบทบาทหน้าที่ของรัฐมนตรี ว่าคือการกำหนดนโยบายและบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองประชาชน แต่ในวันที่ประชาชนถูกทำร้าย หรือเผชิญความเสี่ยงอันตรายต่อชีวิต จากบริการบนแพลตฟอร์มดิจิทัล หรือการที่แพลตฟอร์มระดับโลกที่ทำมาค้ากำไรจากตลาดประเทศไทยและคนไทย แต่กล้าละเมิดกฎหมายกำกับดูแลอย่างเปิดเผย ส่วนเจ้ากระทรวงดีอี กลับทำตัวเป็นเพียง ‘ผู้ชม’ หรือ ‘ผู้มอบหมาย’ ที่ไร้การสื่อสารกับสื่อและสังคม
ดังนั้น ถ้า รมว.ดีอี วางสถานะตัวเองและมีคุณสมบัติอย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้ โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อความปลอดภัยในโลกดิจิทัล ไม่ต้องกดดันแพลตฟอร์มต่างชาติให้เคารพกฎหมายไทย และไม่ต้องแสดงสปิริตในยามที่ชื่อเสียงประเทศเสียหาย คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วประเทศไทยจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีไว้ทำไม? เพราะควรตระหนักว่า ประชาชนไม่ได้ต้องการ ‘คนคุมกระทรวง’ แต่ต้องการ‘ผู้นำ’ ที่กล้าหาญในการทำบทบาทหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ




