กระแสความเห็นต่าง ในการเสนอให้ปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. …. ที่ปรับปรุงเพื่อให้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคควบคู่กับการรองรับเทคโนโลยีดิจิทัลได้ดีขึ้น แต่กลับพบข้อกังวลว่าหลักเกณฑ์บางส่วนอาจผลักภาระการพิสูจน์ ความผิดพลาดของระบบให้ประชาชน ทั้งที่ผู้ให้บริการควรเป็นฝ่ายครอบครองข้อมูลและมีความพร้อมด้านเทคนิคมากกว่า
ชี้มาตรา 12 เสี่ยงให้ประชาชนแบกภาระพิสูจน์
ร่าง พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ฉบับใหม่ วางหลักให้ฝ่ายที่โต้แย้งความน่าเชื่อถือของข้อมูลเป็นผู้พิสูจน์และรับค่าใช้จ่าย เปิดโจทย์ความเป็นธรรม เมื่อประชาชนต้องต่อสู้กับระบบที่ตัวเองไม่ได้ออกแบบและอาจไม่มีข้อมูลเพียงพอให้ตรวจสอบ
การปรับกฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ทันเทคโนโลยี เป็นก้าวสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือ เมื่อข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นหลักฐานทางกฎหมาย และความน่าเชื่อถือของข้อมูลถูกโต้แย้ง ภาระในการพิสูจน์ควรตกอยู่กับใคร
หากข้อมูลจัดทำด้วยวิธีการที่เชื่อถือได้ หรือวิธีการที่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กำหนดหรือรับรอง แล้วมีผู้โต้แย้งความน่าเชื่อถือ ผู้โต้แย้งจะมีภาระการพิสูจน์และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง
เหตุผลของร่างกฎหมาย คือต้องการช่วยลดข้อโต้แย้งที่ไม่มีมูล และเพิ่มความมั่นใจในการใช้เอกสารดิจิทัลแทนกระดาษ แต่คำถามคือ การกำหนดให้ผู้โต้แย้งเป็นผู้พิสูจน์ จะเป็นการสร้างความแน่นอนทางกฎหมาย หรืออาจกลายเป็นต้นทุนที่ทำให้ผู้เสียหายเข้าถึงความยุติธรรมได้ยากขึ้น
ความเห็นในมุมมองที่แตกต่าง สภาผู้บริโภค มองว่า อาจเป็นการผลักภาระการพิสูจน์ความผิดพลาดของระบบให้ประชาชน ทั้งที่ผู้ให้บริการควรเป็นฝ่ายครอบครองข้อมูลและมีความพร้อมด้านเทคนิคมากกว่า
การปรับกฎหมายให้ทันเทคโนโลยีต้องไม่ลดทอนสิทธิของผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะเมื่อเกิดความเสียหายจากการทำธุรกรรมออนไลน์ ผู้บริโภคต้องสามารถเรียกร้องความรับผิดชอบและได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม
เมื่อข้อมูลอยู่ในมือผู้ให้บริการ แต่ภาระตกกับผู้โต้แย้ง
ลองนึกถึง กรณีผู้บริโภคถูกเรียกเก็บเงินจากสัญญาออนไลน์ที่ตนยืนยันว่าไม่ได้ทำ หรือเจ้าของธุรกิจปฏิเสธว่าไม่ได้อนุมัติคำสั่งซื้อผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ผู้ให้บริการยืนยันว่าระบบมีบันทึกธุรกรรมและข้อมูลยืนยันตัวตนครบถ้วน
ในสถานการณ์เช่นนี้ คำถามไม่ได้มีเพียงว่าข้อมูลถูกบันทึกไว้หรือไม่ แต่ยังรวมถึงว่าใครเป็นผู้ใช้งานจริง มีการแสดงเจตนาทำธุรกรรมหรือไม่ ระบบถูกเข้าถึงโดยบุคคลอื่นหรือไม่ และข้อมูลที่นำมาแสดงเป็นหลักฐานสะท้อนเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างถูกต้องหรือเปล่า
ผู้ให้บริการอาจเป็นฝ่ายครอบครองบันทึกการเข้าใช้งาน ข้อมูลการยืนยันตัวตน เวลาที่ทำธุรกรรม รายละเอียดทางเทคนิค ประวัติการเปลี่ยนแปลงข้อมูล ขณะที่ผู้บริโภคอาจเห็นเพียงรายการธุรกรรมหรือเอกสารสรุปที่ระบบส่งให้ หากผู้บริโภคต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ว่าข้อมูลไม่น่าเชื่อถือ ทั้งที่ไม่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลต้นทาง ก็เกิดความไม่สมดุลระหว่างคู่กรณีได้
ยิ่งหากต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบระบบหรือวิเคราะห์ข้อมูลดิจิทัล ค่าใช้จ่ายอาจสูงเกินกว่ามูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น จนผู้เสียหายบางรายเลือกยอมจ่ายแทนการต่อสู้คดี ทั้งนี้ ต้องแยกให้ชัดว่า ภาระการพิสูจน์ตามร่างไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคทุกคนจะต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญในทุกข้อพิพาท แต่เป็นข้อกังวลที่ควรพิจารณาว่า ในกรณีที่ต้องพิสูจน์ทางเทคนิคจริง ผู้โต้แย้งจะมีเครื่องมือและโอกาสเพียงพอหรือไม่
พิสูจน์ตัวตนได้ ไม่เท่ากับพิสูจน์เจตนาได้
อีกประเด็นสำคัญคือ ความแตกต่างระหว่างการพิสูจน์ตัวตนกับการพิสูจน์ว่าเจ้าของตัวตนเป็นผู้ทำธุรกรรมโดยสมัครใจ
ระบบดิจิทัลอาจยืนยันได้ว่ามีการใช้บัญชี อุปกรณ์ รหัสผ่าน ข้อมูลชีวมิติ หรือวิธีการยืนยันตัวตนบางอย่าง แต่ข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าเจ้าของบัญชีเป็นผู้ดำเนินการด้วยตนเอง หรือเข้าใจและยอมรับเงื่อนไขทั้งหมดของธุรกรรมตัวอย่างเช่น บัญชีถูกบุคคลอื่นเข้าถึง โทรศัพท์ถูกขโมย ผู้ใช้ถูกหลอกให้เปิดเผยรหัส หรือมีการใช้เทคโนโลยีปลอมแปลงใบหน้าและเสียง กรณีเหล่านี้ทำให้ต้องพิจารณามากกว่าผลการยืนยันตัวตนเพียงอย่างเดียว
การออกแบบกฎหมายจึงควรแยกคำถามอย่างน้อย 3 ชั้น
ตัวตน ระบบระบุบุคคลหรือบัญชีที่เกี่ยวข้องได้อย่างไร การแสดงเจตนา มีหลักฐานเพียงพอหรือไม่ว่าบุคคลนั้นยอมรับหรืออนุมัติธุรกรรม ความถูกต้องของข้อมูล ข้อมูลถูกสร้าง ส่ง เก็บรักษา และนำมาแสดงโดยไม่ถูกแก้ไขหรือบิดเบือนหรือไม่
การยืนยันว่าข้อมูลผ่านกระบวนการที่ได้มาตรฐานจึงควรเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการพิจารณาความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่เหตุให้ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับตัวบุคคลและเจตนาถูกปิดลงโดยอัตโนมัติ
มาตรฐานที่เชื่อถือได้ ต้องตรวจสอบได้ด้วย
หลักการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง หรือ Risk-based Approach ที่ร่างกฎหมายเสนอ เป็นแนวทางที่มีประโยชน์ เพราะธุรกรรมแต่ละประเภทมีความเสี่ยงไม่เท่ากัน การเปิดบัญชีทั่วไปไม่ควรมีภาระเท่ากับการทำธุรกรรมมูลค่าสูงหรือการลงนามในเอกสารที่มีผลผูกพันระยะยาว
แต่การใช้คำว่า “วิธีการที่เชื่อถือได้” หรือการรับรองมาตรฐาน จะมีความหมายต่อผู้บริโภคเพียงใด หากผู้ใช้ไม่สามารถทราบได้ว่าระบบทำงานอย่างไร เก็บข้อมูลอะไร มีข้อจำกัดอะไร และมีหลักฐานใดรองรับการยืนยันธุรกรรม
ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อคือ เกณฑ์การรับรองควรมีความชัดเจนและตรวจสอบได้เพียงใด ใครเป็นผู้ประเมินความน่าเชื่อถือ และเมื่อระบบเกิดข้อผิดพลาด ผู้ใช้จะขอข้อมูลหรือทบทวนผลการทำงานได้อย่างไร
หากผู้ให้บริการสามารถใช้ข้อมูลที่ตนสร้างและจัดเก็บเป็นหลักฐาน ขณะที่อีกฝ่ายไม่มีช่องทางเข้าถึงข้อมูลเพื่อตรวจสอบอย่างเหมาะสม ความน่าเชื่อถือของระบบก็อาจกลายเป็นสิ่งที่ผู้ให้บริการรับรองให้ตัวเองในทางปฏิบัติ แม้ในทางกฎหมายจะมีมาตรฐานหรือกระบวนการรับรองกำกับอยู่ก็ตาม ทางออกไม่ใช่ยกเลิกหลักภาระการพิสูจน์ แต่ต้องทำให้เป็นธรรม
การกำหนดให้ผู้โต้แย้งพิสูจน์ความไม่น่าเชื่อถือของข้อมูล ไม่จำเป็นต้องเป็นหลักการที่ผิดในตัวเอง แต่การนำไปใช้ควรคำนึงถึงความสามารถในการเข้าถึงพยานหลักฐานของแต่ละฝ่ายด้วย
สภาผู้บริโภค ยังเสนอให้กำหนดหลักเกณฑ์การตรวจสอบและติดตามธุรกิจแต่ละประเภทอย่างชัดเจน โดยคำนึงถึงระดับความเสี่ยงที่อาจเกิดกับผู้ใช้บริการหากปรับระบบจากการขออนุญาตหรือจดแจ้งไปสู่การเปิดให้ประกอบธุรกิจได้อย่างเสรี โดยไม่มีกลไกกำกับดูแลที่เพียงพอ เมื่อเกิดปัญหา ผู้บริโภคอาจติดตามความรับผิดชอบหรือเรียกค่าเสียหายได้ยากขึ้น
การระบุโครงสร้าง หน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (คธอ.) ให้ชัดเจน เพื่อให้กำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายได้จริง พร้อมทบทวนบทลงโทษให้ครอบคลุมกรณีประกอบกิจการไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของธุรกิจ
และควรเพิ่มหมวดคุ้มครองผู้ใช้บริการโดยเฉพาะ โดยเทียบเคียงแนวทางจากกฎหมายระบบการชำระเงิน พร้อมปรับร่างมาตรา 5 ให้เน้นการรับรองสิทธิและความปลอดภัยของผู้ใช้งาน มากกว่าการกำหนดข้อยกเว้นในการใช้กฎหมาย
“ ขอให้หน่วยงานรัฐและผู้ให้บริการมีระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ได้มาตรฐาน เพื่อลดความเสี่ยงจากการแอบอ้างตัวตนและการทำธุรกรรมที่เจ้าของบัญชีไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการ”
กฎหมายใหม่ควรรักษาหลักการไม่ลดทอนความคุ้มครองที่ประชาชนได้รับจากกฎหมายอื่น และครอบคลุมธุรกรรมในการดำเนินงานของรัฐตามหลักการในกฎหมายเดิม ขณะเดียวกันควรขยายนิยามให้รองรับการประมวลผล การวิเคราะห์ข้อมูล และเทคโนโลยีดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงไป
ค้านตัดสิทธิฟ้องศาลปกครองกรณีรับรองผู้ให้บริการ
อีกประเด็นที่มีการเสนอให้แก้ไขคือ ร่างมาตรา 57 วรรคสอง ที่กำหนดให้การรับรองผู้ให้บริการตามมาตรา 55 และมาตรา 56 รวมถึงการปรับปรุงรายชื่อผู้ให้บริการ ไม่ถือเป็นคำสั่งทางปกครอง
เพราะอาจกระทบช่องทางที่ผู้ได้รับผลกระทบจะขอให้ศาลปกครองตรวจสอบการใช้อำนาจของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) โดยการรับรองหรือปรับปรุงรายชื่อผู้ให้บริการควรตรวจสอบได้ว่าเป็นไปตามกฎหมายและมีความเป็นธรรมหรือไม่




