‘วราวุธ’ ชงต่ออายุยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงาน 5 ปี ลุ้นดันเศรษฐกิจชายแดนใต้ ฝ่าข้อจำกัดลงทุน
อะไรจะเกิดขึ้น? หากมาตรการเดินหน้าต่อ? จาก 119 สู่ 683 โรงงาน จ้างงาน 1.5 หมื่นคน แลกสูญรายได้รัฐ 13.28 ล้านบาท
เศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังถูกจับตาอีกครั้ง เมื่อกระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่ออายุมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงานใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี และยะลา รวมถึง 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย ออกไปอีก 5 ปี โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569
ข้อเสนอดังกล่าวที่ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมเสนอใน ครม.สัญจร วันที่ 1 กันยายน 2569 จึงไม่ได้เป็นเพียงการ ‘ลดค่าธรรมเนียม’ ให้กับผู้ประกอบการ แต่กำลังถูกวางให้เป็นหนึ่งในเครื่องมือรักษาฐานธุรกิจเดิม และสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนใหม่ในพื้นที่ที่มีเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและการประกอบธุรกิจแตกต่างจากภูมิภาคอื่น
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า หากต่อมาตรการออกไปอีก 5 ปี เศรษฐกิจชายแดนใต้จะได้อะไรกลับมา และมาตรการนี้จะสามารถเปลี่ยนจากการลดต้นทุนระยะสั้น ไปสู่การสร้างฐานเศรษฐกิจระยะยาวได้มากแค่ไหน
จาก 119 สู่ 683 โรงงาน สัญญาณลงทุนที่ต้องต่อยอด
ตัวเลขที่กระทรวงอุตสาหกรรมใช้สะท้อนผลของมาตรการในช่วงที่ผ่านมา คือจำนวนโรงงานที่อยู่ในข่ายได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 119 โรงงานในปี 2564 เพิ่มเป็น 683 โรงงาน ในปัจจุบัน
ในจำนวนนี้เป็นโรงงานจำพวกที่ 3 ซึ่งต้องได้รับใบอนุญาตก่อนประกอบกิจการ 666 โรงงาน และโรงงานจำพวกที่ 2 ซึ่งต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบก่อนดำเนินกิจการอีก 17 โรงงาน รวมการจ้างงานประมาณ 15,000 คน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ฐานการผลิตในพื้นที่ไม่ได้หยุดนิ่ง และการมีต้นทุนด้านค่าธรรมเนียมที่ลดลงอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประคองธุรกิจหรือขยายกิจการต่อไปได้
แต่โจทย์ต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงทำอย่างไรให้โรงงานเดิม ‘อยู่รอด’ หากเป็นการทำอย่างไรให้โรงงานเหล่านี้ ลงทุนเพิ่ม ผลิตเพิ่ม จ้างงานเพิ่ม และเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจท้องถิ่นมากขึ้น
เพราะหากมาตรการ 5 ปีสามารถทำให้เกิดการลงทุนต่อเนื่อง ผลที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงค่าธรรมเนียมที่ผู้ประกอบการประหยัดได้ แต่สามารถขยายไปสู่การจ้างงาน รายได้ของครัวเรือน การใช้วัตถุดิบในพื้นที่ การขนส่ง ตลอดจนธุรกิจบริการและห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรม
แลก 13.28 ล้านบาท กับเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่า
อีกตัวเลขที่น่าสนใจคือ รายได้ค่าธรรมเนียมที่ภาครัฐคาดว่าจะสูญเสียประมาณ 13.28 ล้านบาท…ในมุมหนึ่ง นี่คือรายได้ของรัฐที่หายไปจากการยกเว้นค่าธรรมเนียม แต่ในมุมของกระทรวงอุตสาหกรรม มาตรการดังกล่าวคือการนำรายได้ส่วนหนึ่งของรัฐกลับมาใช้เป็นแรงจูงใจโดยตรงกับภาคธุรกิจ เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่กว้างกว่า
นั่นหมายความว่า ตัวชี้วัดความสำเร็จของมาตรการจึงไม่ควรจบที่คำถามว่า ‘รัฐสูญรายได้เท่าไร’ แต่ควรติดตามว่า เงิน 13.28 ล้านบาทที่รัฐยอมไม่เก็บ สามารถสร้างหรือรักษามูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากเพียงใด
หากการยกเว้นค่าธรรมเนียมช่วยให้โรงงาน 683 แห่งสามารถรักษาการจ้างงานประมาณ 15,000 ตำแหน่งไว้ได้ หรือกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจย่อมมีโอกาสสูงกว่ามูลค่าค่าธรรมเนียมที่รัฐสูญเสียไป
แต่ในทางกลับกัน หากมาตรการทำหน้าที่เพียงลดต้นทุนให้กับธุรกิจเดิม โดยไม่ได้เกิดการลงทุนใหม่หรือการขยายการจ้างงานอย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจต้องกลับมาถามว่า การอุดหนุนผ่านการยกเว้นค่าธรรมเนียมเพียงอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่
5 ปีจากนี้ ต้องมากกว่า ‘โรงงานอยู่ต่อ’
สิ่งที่น่าจับตาหลังจากนี้คือ หาก ครม.เห็นชอบต่ออายุมาตรการอีก 5 ปี ภาครัฐจะสามารถใช้ช่วงเวลานี้สร้าง ‘แรงส่ง’ ให้กับเศรษฐกิจชายแดนใต้ได้มากแค่ไหน โดยมาตรการครอบคลุมค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการหลายประเภท ตั้งแต่ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน การขยายโรงงาน ใบแทนใบอนุญาต การโอนใบอนุญาต การปรับเพิ่มหรือลดเครื่องจักร การเพิ่มพื้นที่หรืออาคารโรงงาน รวมถึงค่าธรรมเนียมรายปี ดังนั้น ประโยชน์ไม่ได้อยู่เฉพาะผู้ประกอบการที่กำลังจะเปิดโรงงานใหม่ แต่ยังครอบคลุมโรงงานเดิมที่ต้องการ ปรับปรุง ขยายกำลังการผลิต เพิ่มเครื่องจักร หรือเพิ่มพื้นที่ประกอบกิจการ
นี่จึงเป็นจุดที่ต้องติดตามว่า การต่ออายุ 5 ปีจะเปลี่ยนจากมาตรการ ‘ประคองธุรกิจ’ ไปสู่มาตรการ ‘เร่งการลงทุน’ ได้หรือไม่ เพราะเศรษฐกิจชายแดนใต้ยังมีข้อจำกัดเฉพาะพื้นที่ การลดต้นทุนเพียงด้านเดียวอาจช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน แต่การดึงดูดการลงทุนระยะยาวจำเป็นต้องเดินควบคู่กับโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ การเข้าถึงตลาด แรงงาน ทักษะอาชีพ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน
โจทย์ใหญ่จึงไม่ใช่แค่ ‘ยกเว้นค่าธรรมเนียม’
การต่ออายุมาตรการครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการ แต่เป็นบททดสอบว่า นโยบายภาครัฐสามารถเปลี่ยนต้นทุนที่รัฐยอมสละ ให้กลายเป็นการลงทุน การจ้างงาน และรายได้ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ได้หรือไม่
จากฐานโรงงานที่เพิ่มจาก 119 แห่งเป็น 683 แห่ง และการจ้างงานราว 15,000 คน วันนี้โจทย์ของชายแดนใต้จึงขยับจาก “จะทำอย่างไรให้ธุรกิจไม่ถอนตัว” ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือ จะทำอย่างไรให้ธุรกิจที่อยู่ในพื้นที่ลงทุนต่อ และดึงธุรกิจใหม่เข้ามาเพิ่ม…ซึ่งหากทำได้ การยกเว้นค่าธรรมเนียม 5 ปีอาจไม่ใช่เพียงมาตรการลดภาระผู้ประกอบการ แต่จะกลายเป็นหนึ่งในกลไกสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ของชายแดนใต้
แต่หากต้องการเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ช่วง 5 ปีต่อจากนี้จำเป็นต้องมีคำตอบที่ชัดเจนว่า โรงงานเพิ่มกี่แห่ง เงินลงทุนเพิ่มเท่าไร การจ้างงานเพิ่มกี่ตำแหน่ง และรายได้ที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจท้องถิ่นเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ต้องวัดไม่ใช่เพียง ‘รัฐยกเว้นไปเท่าไร’ แต่คือ ‘เศรษฐกิจได้กลับมาเท่าไร’




