ครม.ไฟเขียวขยาย ม.33 เปิดทาง ‘แม่บ้าน-คนสวน-คนขับรถ-ลูกจ้างแผงลอย-ภาคเกษตร’ เข้าประกันสังคม
ระบบประกันสังคมกำลังขยายโอกาสให้ครอบคลุมคนทำงานมากขึ้น ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบหลักการแก้กฎหมาย เปิดทางลูกจ้างบางกลุ่มที่เดิมอยู่นอกความคุ้มครองให้เข้าสู่ระบบประกันสังคมมาตรา 33 ได้ ทั้งแม่บ้าน คนสวน คนขับรถ ลูกจ้างแผงลอย และลูกจ้างในภาคเพาะปลูก ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงเพิ่มจำนวนผู้ประกันตน แต่หมายถึงการขยาย “หลักประกันทางสังคม” ไปยังแรงงานที่อยู่ในกิจกรรมเศรษฐกิจใกล้ตัว แต่ที่ผ่านมาไม่อยู่ในขอบเขตการคุ้มครองของมาตรา 33 โดยคาดว่าภายในปี 2573 จะมีผู้ประกันตนจากการขยายความคุ้มครองครั้งนี้เพิ่มขึ้นรวมกว่า 1.05 ล้านคน
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุม ครม.ว่า ที่ประชุมมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการหรือลูกจ้างอื่นที่ไม่อยู่ในบังคับตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อขยายความคุ้มครองประกันสังคมมาตรา 33 ไปยังกลุ่มลูกจ้างที่เคยได้รับการยกเว้น
เปิด 3 กลุ่มลูกจ้างเข้าสู่ ม.33
ร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้จะขยายความคุ้มครองไปยังลูกจ้าง 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
1. ลูกจ้างในกิจการเพาะปลูก ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์
2. ลูกจ้างของนายจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดา เช่น แม่บ้าน คนสวน และคนขับรถ
3. ลูกจ้างของนายจ้างที่ประกอบการค้าแผงลอย
เดิมแรงงานกลุ่มดังกล่าวถูกยกเว้นจากการเข้าสู่ระบบประกันสังคมมาตรา 33 ทำให้ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ในระบบเดียวกับลูกจ้างทั่วไป การแก้กฎหมายครั้งนี้จึงเป็นการขยายขอบเขตความคุ้มครองให้กว้างขึ้น และนำแรงงานที่มีรูปแบบการจ้างงานหลากหลายเข้าสู่ระบบมากขึ้น
ได้สิทธิ 7 กรณี ตั้งแต่ป่วยถึงวัยชรา
เมื่อเข้าสู่ระบบมาตรา 33 ลูกจ้างกลุ่มดังกล่าวจะได้รับความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ในกรณีสำคัญ ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต ชราภาพ และว่างงาน รวมถึงการรักษาพยาบาลในกรณีที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขของระบบ
ความหมายในเชิงเศรษฐกิจแรงงานจึงอยู่ที่การลดความเสี่ยงด้านรายได้ของครัวเรือน เพราะเมื่อเกิดเหตุที่ทำให้ไม่สามารถทำงานหรือมีรายได้ลดลง ผู้ประกันตนจะมีระบบรองรับมากกว่าการต้องรับภาระด้วยตนเองทั้งหมด
โดยเฉพาะความเสี่ยงสำคัญอย่างการเจ็บป่วย การทุพพลภาพ การว่างงาน และการเข้าสู่วัยชรา ซึ่งล้วนมีผลโดยตรงต่อรายได้และความมั่นคงของครัวเรือน
เปิดทางแรงงานต่างชาติที่มีเอกสารถูกต้อง
การขยายความคุ้มครองไม่ได้จำกัดเฉพาะลูกจ้างสัญชาติไทย แต่ครอบคลุมลูกจ้างต่างชาติที่มีเอกสารยืนยันตัวตนและใบอนุญาตทำงานถูกต้อง รวมถึงกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่ได้รับการผ่อนผันให้ทำงานในประเทศไทยเป็นกรณีพิเศษ
เนื่องจากกฎหมายประกันสังคมไม่ได้กำหนดสัญชาติของลูกจ้างที่จะต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ทำให้ลูกจ้างกลุ่มดังกล่าวสามารถเข้าสู่ระบบได้ หากมีคุณสมบัติและเอกสารตามที่กำหนด
ประเด็นนี้จะช่วยให้การคุ้มครองแรงงานมีความครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคกิจกรรมที่มีการใช้แรงงานหลากหลายสัญชาติ
บังคับใช้ 180 วัน เปิดเวลานายจ้าง-ลูกจ้างเตรียมตัว
สำหรับการบังคับใช้ คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ปรับระยะเวลาให้มีผลหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาจากเดิม 60 วัน เป็น 180 วัน เพื่อเปิดเวลาให้นายจ้าง ลูกจ้าง และสำนักงานประกันสังคมเตรียมความพร้อม ทั้งระบบการขึ้นทะเบียน การนำส่งเงินสมทบ ตลอดจนการประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง ดังนั้น การเห็นชอบจาก ครม. ในครั้งนี้ยังไม่ใช่การที่ลูกจ้างทุกกลุ่มจะได้รับสิทธิทันที แต่ต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมายและการเตรียมระบบก่อนจึงจะมีผลในทางปฏิบัติ
ปี 2573 คาดผู้ประกันตนเพิ่ม 1.05 ล้านคน
กระทรวงแรงงานประเมินว่า การขยายความคุ้มครองจะทำให้จำนวนผู้ประกันตนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2569 และภายในปี 2573 จะมีผู้ประกันตนเพิ่มรวมกว่า 1,050,000 คน โดยตัวเลขดังกล่าวสะท้อนขนาดของแรงงานที่เดิมอยู่นอกระบบความคุ้มครอง และเป็นฐานสำคัญของการขยายหลักประกันทางสังคมให้ครอบคลุมแรงงานมากขึ้น
การเพิ่มผู้ประกันตนไม่ได้หมายถึงเพียงจำนวนสมาชิกของกองทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ยังหมายถึงการสร้างระบบรองรับความเสี่ยงให้กับครัวเรือนแรงงานจำนวนมากขึ้น ตั้งแต่ความเสี่ยงด้านสุขภาพ รายได้จากการทำงาน ไปจนถึงการว่างงานและวัยเกษียณ
ท้ายที่สุด การแก้กฎหมายครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวของการปรับระบบประกันสังคมให้สอดรับกับโครงสร้างตลาดแรงงานที่มีรูปแบบการจ้างงานหลากหลายขึ้น โดยโจทย์สำคัญหลังจากนี้คือการทำให้แรงงานและนายจ้างกลุ่มใหม่เข้าสู่ระบบได้จริง ขณะที่สำนักงานประกันสังคมต้องเตรียมทั้งระบบทะเบียน การจัดเก็บเงินสมทบ และการให้บริการ เพื่อรองรับผู้ประกันตนที่เพิ่มขึ้นในระยะต่อไป




