จี้รัฐบาลปิดเกม ปม ‘สรณ’ ชี้นายกฯ  ส่งคำวินิจฉัยศาลเพิ่มได้

11 ต.ค. 2569 - 11:36

  • หากไม่มีข้อกฎหมายที่ชัดเจนรองรับ รักษาการ เลขาธิการ กสทช. ควรยึดความเห็นของรัฐบาลเป็นหลัก และปรับวิธีดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานะทางกฎหมายดังกล่าว หมายถึงการเดินหน้าจัดประชุม กสทช. โดยกรรมการที่เหลืออยู่ 6 คน

  • ผลทางกฎหมายกรณีนพ.สรณ เกิดขึ้นทันทีเมื่อเข้าเงื่อนไขว่าสละสิทธิ์ ไม่ได้เป็นกรรมการกสทช.มาตั้งแต่แรกแล้ว เมื่อกรรมการสรรหาฯ วินิจฉัย ถือว่า พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว หากจะมีกระบวนการกราบบังคมทูลฯ เป็นขั้นตอนภายหลังพ้นจากตำแหน่ง

  • ในกรณีนี้นายกรัฐมนตรี สามารถนำคำวินิจฉัยของศาลปกครองที่เกี่ยวข้องส่งเพิ่มเติมประกอบเรื่องที่อยู่ระหว่างการนำความกราบบังคมทูล เพื่อให้การพิจารณามีข้อมูลครบถ้วนขึ้น

จี้รัฐบาลปิดเกม ปม ‘สรณ’ ชี้นายกฯ  ส่งคำวินิจฉัยศาลเพิ่มได้

ศึกตีความกฎหมาย กสทช. เมื่อกรรมการสรรหา กสทช. วินิจฉัยว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ สละสิทธิ์ ผลทางกฎหมายเกิดขึ้นแล้ว สำนักงานฯ ต้องตอบให้ชัดยึดกฎหมายข้อไหน เชื่อรัฐบาลมีทางออก ส่งคำวินิจฉัยศาลปกครองเพิ่มเติมประกอบการทูลเกล้าฯ ได้

เหตุผลที่ยังจะจัดประชุมกรรมการ กสทช. 

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา อดีตกรรมการ กสทช. ให้ความเห็น ปมขัดแย้งภายในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรณีสถานะของ ‘สรณ บุญใบชัยพฤกษ์’ ประธาน กสทช.กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลัง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ขอให้ ไตรรัตน์ ศิริยวิริยะกุล รองเลขาธิการ รักษาการ เลขาธิการ กสทช. ชี้แจ้ง โดยตั้งคำถามว่า หากรัฐบาลเห็นว่าประธาน กสทช. สละสิทธิ์และพ้นจากสถานะตั้งแต่ต้นแล้ว เหตุใดสำนักงาน กสทช. จึงยังยึดแนวทางเดิม

การที่รัฐบาลส่งสัญญาณเรื่องนี้ไปยังสำนักงาน กสทช. ถือเป็นการแจ้งจุดยืนโดยอ้อมว่า รัฐบาลเห็นว่า ‘นพ.สรณ’ สละสิทธิ์และไม่ได้เป็นกรรมการมาตั้งแต่ต้น ดังนั้น หากสำนักงาน กสทช. มีความเห็นต่าง ก็ต้องชี้แจงให้ได้ว่า มีข้อกฎหมายใดรองรับอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงยืนยันความเห็นเดิมโดยไม่มีเหตุผลทางกฎหมายที่หนักแน่น

“หากไม่มีข้อกฎหมายที่ชัดเจนรองรับ รักษาการ เลขาธิการ กสทช. ควรยึดความเห็นของรัฐบาลเป็นหลัก และปรับวิธีดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานะทางกฎหมายดังกล่าว หมายถึงการเดินหน้าจัดประชุม กสทช. โดยกรรมการที่เหลืออยู่ 6 คน”

เปิดช่องกฎหมายโต้สำนักงาน กสทช. ชี้ ‘พ้นตำแหน่ง’ ไม่จำเป็นต้องรอ

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การตีความว่า การพ้นจากตำแหน่งตามเงื่อนไขของกฎหมายเกิดขึ้นเมื่อใด โดยผู้ให้ความเห็นตั้งข้อสังเกตว่า สำนักงาน กสทช. อ้างความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับการลาออกของข้าราชการระดับสูง ที่โดยทั่วไปต้องมีขั้นตอนการอนุมัติหรือการโปรดเกล้าฯ ให้ลาออก แต่กรณีนี้มีข้อแตกต่าง เพราะเป็นเรื่องการขาดคุณสมบัติหรือการสละสิทธิ์ ไม่ใช่การลาออกตามปกติ จึงไม่ควรนำหลักกฎหมายคนละกรณีมาใช้เทียบเคียงโดยอัตโนมัติ

“ ความพยายามคือ การยกกรณีการถอดถอนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ที่มีการหารือคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยมีหลักการสำคัญว่า เมื่อเกิดเหตุที่กฎหมายกำหนดให้พ้นจากตำแหน่งแล้ว ผลทางกฎหมายย่อมเกิดขึ้นตามเงื่อนไขนั้น ส่วนการนำความกราบบังคมทูลเป็นขั้นตอนที่ดำเนินการภายหลัง ”

อดีตบอร์ด กสทช. กล่าวว่า ผลทางกฎหมายกรณีนพ.สรณ เกิดขึ้นทันทีเมื่อเข้าเงื่อนไขว่าสละสิทธิ์ ไม่ได้เป็นกรรมการกสทช.มาตั้งแต่แรกแล้ว เมื่อกรรมการสรรหาฯ วินิจฉัย ก็ถือว่า พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว หากจะมีกระบวนการกราบบังคมทูลฯ เป็นขั้นตอนภายหลังพ้นจากตำแหน่ง ”

กรณีที่รักษาการ เลขาธิการ กสทช. ยกกรณีการถอดถอนอธิการบดีสถาบันราชภัฎรำไพพรรณี ขึ้นมาเป็นแนวเทียบเคียง คือข้อพิพาทเกี่ยวกับการถอดถอนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่มีปัญหาวุฒิการศึกษา จึงมีการฟ้องศาลปกครองและขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราว เพื่อให้ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ซึ่งศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครอง แต่ต่อมาศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยกคำขอคุ้มครองชั่วคราว โดยเห็นว่ามติถอดถอนยังไม่มีเหตุให้ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย

“ เมื่อศาลไม่ได้มีคำสั่งคุ้มครองให้ผู้ถูกถอดถอนปฏิบัติหน้าที่ต่อไป มติทางปกครองที่เกี่ยวข้องก็ยังมีผลบังคับตามกฎหมาย และสามารถดำเนินขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้คดีถึงที่สุด กรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องรอให้คดีถีงที่สุดนายกรัฐมนตรีดำเนินการเพิ่มเติมได้”

ทางออกอยู่ที่นายกฯ ส่งข้อมูลศาลเพิ่มเติม

นพ.ประวิทย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรีจะดำเนินการ ในกรณีนี้นายกรัฐมนตรี สามารถนำคำวินิจฉัยของศาลปกครองที่เกี่ยวข้องส่งเพิ่มเติมประกอบเรื่องที่อยู่ระหว่างการนำความกราบบังคมทูล เพื่อให้การพิจารณามีข้อมูลครบถ้วนขึ้น

“ เมื่อศาลไม่ได้มีคำสั่งคุ้มครองให้ นพ.สรณปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จึงควรนำข้อเท็จจริงนี้ไปประกอบการพิจารณาสถานะโดยไม่จำเป็นต้องรอจนกว่าคดีหลักจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดเสมอไป

ท้ายที่สุด ปมนี้จึงไม่ได้อยู่แค่ใครเชื่อกฎหมายฉบับไหน แต่อยู่ที่ว่าแต่ละฝ่ายมีฐานกฎหมายรองรับการตัดสินใจของตนชัดเจนเพียงใด หากรัฐบาลเห็นว่าสถานะประธาน กสทช. สิ้นสุดลงแล้ว แต่สำนักงาน กสทช. ยังเห็นต่าง สำนักงานก็ควรชี้แจงข้อกฎหมายให้สังคมตรวจสอบได้ ขณะที่รัฐบาลเองก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งภายในองค์กรกำกับดูแลกิจการสื่อสารของประเทศยืดเยื้อต่อไป

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์