การที่คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงแนวทางกำกับดูแลธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเทคนิคทางกฎหมาย แต่แท้จริงแล้ว นี่คือการยกร่าง “กติกาใหม่” ของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย ที่อาจส่งผลต่อทุกคน ตั้งแต่ผู้บริโภค ร้านค้า SME ไรเดอร์ ผู้ผลิตสินค้า ไปจนถึงแพลตฟอร์มระดับโลก
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่แพลตฟอร์มดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงช่องทางซื้อขายสินค้าอีกต่อไป แต่กลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ของเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของ สั่งอาหาร เรียกรถ โฆษณา ชำระเงิน หรือเข้าถึงลูกค้า เมื่อแพลตฟอร์มกลายเป็น “ผู้กำหนดกติกา” ของตลาด คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครแข่งขันได้ แต่คือ ใครเป็นคนกำหนดว่าการแข่งขันจะเป็นอย่างไร
จากกฎหมายแข่งขันทางการค้า สู่การกำกับ “Gatekeeper”
สุธรรม อยู่ในธรรม รองประธานกรรมการ และรักษาการแทนประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) กล่าวว่า กขค. ศึกษาแนวคิดจากกฎหมาย Digital Markets Act (DMA) ของสหภาพยุโรป ที่ออกแบบมาเพื่อกำกับแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่มีบทบาทเป็น “Gatekeeper” หรือผู้ควบคุมประตูสู่ตลาดดิจิทัล
แนวคิดนี้เกิดจากข้อกังวลว่า แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงตัวกลาง แต่สามารถกำหนดเงื่อนไขของตลาดได้เอง เพราะครอบครองทั้งฐานผู้ใช้ ข้อมูล ระบบโฆษณา ช่องทางชำระเงิน และอัลกอริทึมที่ตัดสินว่าผู้บริโภคจะเห็นสินค้าหรือบริการใดก่อน
หากไทยนำแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้ แม้จะยังไม่ถึงขั้นออกกฎหมายแบบยุโรป แต่ก็สะท้อนว่าการกำกับดูแลกำลังเปลี่ยนจากการลงโทษเมื่อเกิดปัญหา ไปสู่การป้องกันไม่ให้เกิดการใช้อำนาจตลาดที่ไม่เป็นธรรมตั้งแต่ต้น
คนไทยจะได้อะไร?
หากไกด์ไลน์ใหม่ถูกนำไปใช้จริง ผู้ที่ได้รับผลโดยตรงที่สุดคือผู้บริโภค การแข่งขันที่เปิดกว้างขึ้น อาจทำให้มีผู้ให้บริการหลายรายเข้ามาแข่งขัน ราคาและค่าบริการมีแนวโน้มแข่งขันกันมากขึ้น โปรโมชั่นไม่ถูกกำหนดโดยผู้เล่นเพียงไม่กี่ราย และคุณภาพบริการต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาลูกค้า
สำหรับผู้ประกอบการ SME ไกด์ไลน์อาจช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองกับแพลตฟอร์ม จากเดิมที่หลายธุรกิจเผชิญปัญหาการเปลี่ยนอัลกอริทึม การลดการมองเห็นสินค้า การปรับค่าธรรมเนียม หรือการกำหนดเงื่อนไขทางการค้าโดยแทบไม่มีโอกาสต่อรอง หากกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนขึ้น ก็จะช่วยสร้างความโปร่งใสและลดความไม่แน่นอนในการดำเนินธุรกิจ
ใครต้องปรับตัว?
ผลกระทบสำคัญจะตกอยู่กับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรายใหญ่ ทั้งในกลุ่ม Marketplace, Food Delivery, Ride Hailing, Search Engine และ App Store ในทางปฏิบัติ บริษัทเหล่านี้อาจต้องเปิดเผยหลักเกณฑ์การจัดอันดับสินค้าและร้านค้ามากขึ้น ทบทวนเงื่อนไขการใช้ข้อมูลของร้านค้า ปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียม และระมัดระวังการใช้ข้อมูลทางธุรกิจเพื่อแข่งขันกับผู้ประกอบการที่อยู่บนแพลตฟอร์มของตนเอง
ประเด็นสำคัญอีกเรื่อง คือ Self-preferencing หรือการที่แพลตฟอร์มให้สิทธิพิเศษกับสินค้า บริการ หรือธุรกิจในเครือของตนเอง เป็นหนึ่งในประเด็นที่ยุโรปให้ความสำคัญ และอาจกลายเป็นแนวคิดที่ไทยนำมาศึกษาเพิ่มเติม
Modern Trade ยังถูกจับตา
การปรับไกด์ไลน์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ยังครอบคลุมธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ผู้ผลิตสินค้า โดยเฉพาะ SME ร้องเรียนมาอย่างต่อเนื่องถึงปัญหาค่าธรรมเนียมทางการค้า เครดิตการค้าที่ใช้เวลานาน และอำนาจต่อรองของผู้ค้าปลีกรายใหญ่ หาก กขค. กำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนขึ้น อาจช่วยให้ผู้ผลิตรายเล็กมีสภาพคล่องทางการเงินดีขึ้น ลดภาระต้นทุน และแข่งขันในตลาดได้มากขึ้น
Food Delivery และ Ride Hailing จะเปลี่ยนหรือไม่?
อีกตลาดที่ถูกจับตาคือ บริการออนดีมานด์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับร้านอาหาร คนขับ ไรเดอร์ และผู้บริโภคหลายล้านคน ประเด็นที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา ได้แก่ ค่าคอมมิชชัน การจัดอันดับร้านค้า การคำนวณโบนัสและแรงจูงใจของไรเดอร์ การใช้ข้อมูลของร้านค้า รวมถึงการแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์ม
หากมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนขึ้น ก็อาจช่วยลดข้อพิพาทและสร้างความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของทุกฝ่ายในระบบนิเวศดิจิทัล
กฎใหม่จะกระทบใครบ้าง?
หากแนวคิดตามไกด์ไลน์ได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงในไทย ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ บริการส่งอาหาร เรียกรถ ร้านแอปพลิเคชัน หรือเสิร์ชเอนจิน อาจต้องปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับหลักการแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้น
ไกด์ไลน์ฉบับนี้ ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์สำหรับพฤติกรรมที่อาจกระทบการแข่งขัน ไม่ว่าผู้ประกอบการจะเป็นบริษัทไทยหรือบริษัทต่างชาติ
ความท้าทายของ กขค.
โจทย์สำคัญของ กขค. คือการสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองการแข่งขันกับการส่งเสริมนวัตกรรมหากกฎเข้มงวดเกินไป อาจทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจสูงขึ้นและกระทบการลงทุนด้านเทคโนโลยี แต่หากผ่อนปรนมากเกินไป ก็อาจเปิดช่องให้ผู้เล่นรายใหญ่สะสมอำนาจตลาดจนผู้ประกอบการรายเล็กแข่งขันได้ยาก
นี่จึงไม่ใช่เพียงการปรับปรุงไกด์ไลน์ทางกฎหมาย หากแต่เป็นการออกแบบ “กติกาเศรษฐกิจดิจิทัล” ของประเทศไทยในระยะยาว เพราะในยุคที่ข้อมูล อัลกอริทึม และแพลตฟอร์ม กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ การกำหนดกติกาที่เป็นธรรม ย่อมมีผลต่อทั้งผู้บริโภค ธุรกิจ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต




