สภาผู้บริโภค เปิด 8 เหตุผล ฟ้องเฟซบุ๊ก ขอสร้างประวัติศาสตร์ ไม่ได้หวังชนะ แค่ให้เกิดกระบวนการปกป้องผู้บริโภค เชิญชวนประชาชนแชร์ประสบการณ์ถูกหลอก นัด 8 มิ.ย. 69 บุกศาลแพ่งรัชดาฯ
บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า พูดไปก็ไม่มีใครเชื่อว่าแพลตฟอร์มใหญ่ที่ได้รับความนิยมจากคนไทยมากที่สุด เป็นแหล่งรวมมิจฉาชีพ เฟซบุ๊กเป็นแหล่งรวมโฆษณาจำนวนมาก ไม่มีใครบอกได้ว่าสินค้าที่โฆษณามีคุณภาพอย่างไร
“ใครจะไปเชื่อว่าแพลตฟอร์มระดับโลกปล่อยให้มีการหลอกลวงผู้บริโภคซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน โดยไม่มีหน่วยงานไหนให้ความคุ้มครอง สภาผู้บริโภคไม่ได้นิ่งเฉยเราพยายามหาป้องกัน เช่น การให้เปิดดูสินค้าที่ซื้อออนไลน์ก่อนจ่ายเงิน แต่การหลอกลวงไม่ได้มีแต่เรื่องสินค้า มีการหลอกลวงอย่างอื่นด้วย ”

เมื่อไม่มีหน่วยงานปกป้องเรื่องนี้ สภาผู้บริโภคมีหน้าที่ทำให้ทุกฝ่ายลุกคนมากดดัน คุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคคนไทย โดยเราจะเป็นหน่วยงานแรกที่ท้าชน ท้าฟ้องเฟซบุ๊กเป็นรายแรกของประเทศไทย ถ้าไม่มีใครจัดการเรื่องนี้เท่ากับเรากำลังเข้าสู่โลกของการหลอกลวง ขอย้ำว่าเราฟ้องเพราะต้องการสร้างบรรทัดฐาน และสร้างความน่าเชื่อถือ เพื่อให้มีมาตรการปกป้องคุ้มครองผู้บริโภคจากการหลอกลวงผ่านแพลตฟอร์ม
“ถ้าเราฟ้องแล้วทำให้เกิดมาตรการดีๆ ได้ จะทำให้เกิดกระบวนการปกป้องประชากรออนไลน์ของเรา เราไม่ได้ฟ้องเพื่อเอาชนะ แต่ฟ้องเพื่อให้การหลอกลวงลดลง ”

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการ สภาองค์กรผู้บริโภค กล่าวว่า เวลาเราเห็นเฟซบุ๊กโดนฟ้องในต่างประเทศ เรารู้สึกอาย อายที่ประเทศไทยไม่เคยได้มีการฟ้องแบบนั้นเลย เรามีกฎหมายแพลตฟอร์มตั้งแต่ปี 2567 แต่ปัญหา และเรื่องร้องเรียนยังมีเพิ่มขึ้นมาตลอด เราเชื่อว่าร้อยละ 80 ของทุกครอบครัว ต้องเคยเจอ
“จากสถิติศูนย์ต่อต้านภัยไซเบอร์ในรอบ 4 เดือน มีตัวเลขความเสียหายจากการถูกหลอกลวงโดยมิจฉาชีพถึง 7,480 ล้านบาท มีคดีต่อเดือนมากกว่ากว่าแสนคดี ข้อมูลนี้สะท้อนช่องโหวที่เกิดขึ้น เราเห็นว่าคนที่ถูกหลอกลวงไม่ได้โง่หรือผิดพลาด แต่เป็นเพราะแพลตฟอร์มที่ปล่อยให้มิจฉาชีพเข้ามาหลอกลวงผู้บริโภค ”

สภาฯเตรียมการเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2567 โดยทำจดหมายถึง Meta เพื่อให้แก้ไขปัญหาฉ้อโกงและมิจฉาชีพในแพลตฟอร์ม โดยขอให้มีนโนบายห้ามซื้อขายหน้าเพจโดยตรง ขอให้ซื้อขายผ่านมาร์เก็ตเพลส และให้มีการลงทะเบียนผู้ที่ขายของ เมื่อเกิดความเสียหายขอให้เยียวยาผู้เสียหาย ควรมีการตั้งตั้งสำนักงานในประเทศไทย และจดทะเบียนเป็นผู้คุ้มครองข้อมูลบุคคล Meta ตอบกลับเรามาว่า เฟซบุ๊กจดทะเบียนในประเทศไทย ทำธุรกิจด้านการโฆษณาไม่ได้มีวัตถุประสงค์คุ้มครองผู้บริโภค
“ meta ไม่ได้จดทะเบียนเป็นอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มในประเทศไทย จดทะเบียนเป็น โกลบอลโซเชียลเน็ตเวิร์ค เป็น ดีสคัฟเวอรี่แพลตฟอร์ม ไม่เข้ามายุ่งกับการจัดการเงินบนแพลตฟอร์ม meta แจ้งว่าเป็นดาต้าคอนโทลเลอร์ตามกฎหมายพีดีพีเอของไทย โดยมีการแต่งตั้งผู้ติดต่อแแล้ว สภายังพยายามทำหนังสือถึงกระทรวงดีอีและเอ็ตด้า เพราะหาแนวททางช่วยเหลือคนที่ถูกหลอก ขอให้ตั้งกองทุนเยียวยาผู้บริโภคที่ถูกหลอกลวง ”
เหตุผลที่ต้องฟ้องเฟซบุ๊ก คือ เราจะไม่ทนการแอบอ้างหลองลวงโดยประชาชนไม่มีโอกาสป้องกันตัวเอง , การมีตลาดออนไลน์ที่เป็นตลาดมืด หลอกลวงประชาชน , อัลกอริทึมที่รู้ใจมิจฉาชีพ ด้วยระบบจับพฤติกรรมของผู้ใช้งาน การโฆษณาหลอกลวงที่ซ้ำๆ จนเหยื่อหลงเชื่อและเกิดความเสียหาย ,การได้กำไรจากความเดือดร้อนของคน เงินค่าโฆษณาจากมิจฉาชีพที่ไม่มีการตวจสอบ เท่ากับแพลตฟอร์มเป็นผู้ได้ประโยชน์จากการหลอกลวงประชาชน ,การปลอมตัวเป็นใครก็ได้ และตามจับไม่ได้ รวมถึงการเปิดบัญชีสวมรอยแบรนด์ดังได้ง่ายไม่มีการตรวจสอบตัวตน , การเลี่ยงกฎหมายไทยโดยไม่ยอมเสียภาษี อ้างว่าเป็นแค่ตัวกลางไม่รับผิดชอบความเสียหาย ,การไม่มีระบบคุ้มครองและชดเชยผู้เสียหาย และ การมีสองมาตรฐาน เข้มกับคนต่างชาติ แต่ปล่อยปละละเลยคนไทย
“เชิญผู้บริโภคชาวไทย ลุกขึ้นมาแชร์ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวเรา อย่าคิดว่าเราโง่ เราต้องแสดงพลังให้เสียเราดังพอ เพื่อให้เขาแก้ไขปรับปรุงคุ้มครองผู้บริโภค เราอยากสร้างประวัติศาสตร์ในประเทศไทย เจอกันวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ไปพบกันที่ศาลแพ่ง เพื่อทำคดีแรกในประเทศไทย” สารี




