เรื่องของกะเพรา ความจริงที่ถูกบิดเบือน

27 ต.ค. 2569 - 16:01

  • ประเด็นร้อนกะเพราพันธุ์ใหม่ 4 สายพันธุ์

  • ประเทศไทยยังไม่ได้เข้าเป็นภาคี UPOV 1991

  • ประกาศกำหนดชนิดพืชที่สามารถยื่นขอจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่รวม107 รายการ

เรื่องของกะเพรา ความจริงที่ถูกบิดเบือน

กลายเป็นประเด็นร้อนต่อเนื่อง สำหรับกรณีบริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ขอรับความคุ้มครองกะเพราพันธุ์ใหม่ 4 สายพันธุ์ ซึ่งนำไปสู่ความกังวลในสังคมว่าต่อไปคนไทยอาจปลูกหรือขายกะเพราไม่ได้

เรื่องนี้เริ่มจากการเผยแพร่ข้อมูลการจดทะเบียนกะเพราพันธุ์ใหม่ โดยมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย  และมีการนำอนุสัญญา UPOV 1991 มาเชื่อมโยงกับกรณีดังกล่าว จนเกิดข้อถกเถียงเรื่องการผูกขาดพันธุ์พืชโดยบริษัทเอกชน

แต่ข้อเท็จจริงสำคัญคือ ประเทศไทยยังไม่ได้เข้าเป็นภาคี UPOV 1991 และการขอรับความคุ้มครองกะเพราพันธุ์ใหม่ดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ของประเทศไทย

การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ไม่ได้ทำให้ผู้ได้รับสิทธิเป็นเจ้าของกะเพราทุกสายพันธุ์ เกษตรกรยังสามารถปลูกและจำหน่ายกะเพราพันธุ์ดั้งเดิมได้ตามปกติ ส่วนพันธุ์ใหม่ที่ได้รับความคุ้มครองมีขอบเขตสิทธิและข้อยกเว้นตามที่กฎหมายกำหนด

การปรับปรุงพันธุ์พืช107 ชนิด ไม่ได้มีแค่กะเพราอย่างเดียว

วันที่ 25 ตุลาคม 2569 น.ส.ธิดากุญ แสนอุดม ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีประกาศกำหนดชนิดพืชที่สามารถยื่นขอจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ ตามมาตรา 14  รวม107 รายการ ครอบคลุม 6 กลุ่มได้แก่

1. พืชไร่ เช่น ข้าว ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง และถั่วเหลือง

2. พืชผัก เช่น กะเพรา พริก ผักบุ้ง ฟักทอง มะเขือเทศ และแตงกวา

3. ไม้ดอกไม้ประดับ เช่น กุหลาบ กล้วยไม้ ดาวเรือง และเบญจมาศ

4. ไม้ผลและไม้ยืนต้น เช่น ทุเรียน มะม่วง ลำไย มะพร้าว และกาแฟ

5. พืชให้เนื้อไม้ เช่น สัก ยูคาลิปตัส และกระถินณรงค์

6. เห็ด เช่น เห็ดถั่งเช่าสีทอง และเห็ดสกุลเห็ดร่างแห

ข้อมูลนี้สะท้อนว่า การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ไม่ใช่เรื่องเฉพาะกะเพรา และไม่ใช่สิทธิพิเศษของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง

ผู้ที่พัฒนาพันธุ์ใหม่และมีคุณสมบัติตามกฎหมายสามารถยื่นคำขอรับความคุ้มครองได้ โดยต้องผ่านการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์

ที่สำคัญ 107 รายการดังกล่าวหมายถึงชนิดหรือกลุ่มพืชที่เปิดให้ยื่นคำขอ ไม่ได้หมายความว่าพืชทุกสายพันธุ์ในรายการถูกจดทะเบียนหรือถูกผูกขาดแล้ว

ประเทศไทยมีกะเพราอยู่แล้ว ทำไมต้องปรับปรุงพันธุ์

การปรับปรุงพันธุ์พืชเป็นกระบวนการสำคัญในการพัฒนาเกษตรกรรมสมัยใหม่ นักวิจัยสามารถพัฒนาพันธุ์พืชให้มีคุณสมบัติตอบโจทย์การผลิต เช่น ทนต่อโรคและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ให้ผลผลิตสม่ำเสมอ มีคุณภาพเหมาะกับการแปรรูป และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

การมีพันธุ์ใหม่จึงไม่ได้หมายความว่าพันธุ์เดิมจะถูกยกเลิก แต่เป็นการเพิ่มทางเลือกด้านเทคโนโลยีและคุณภาพวัตถุดิบ

สำหรับ CPRAM บริษัทชี้แจงว่า การพัฒนากะเพราพันธุ์ใหม่ 4 สายพันธุ์ เป็นงานวิจัยเพื่อยกระดับวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหาร ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำธุรกิจจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ทั่วไป

ความรู้ +ทุน ยกงานวิจัยลงจากหิ้งสู่ประชาชน

อีกคำถามที่เกิดขึ้นคือ เหตุใดมหาวิทยาลัยของรัฐจึงร่วมพัฒนาพันธุ์พืชกับบริษัทเอกชน ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคธุรกิจเป็นกลไกสำคัญของระบบนวัตกรรมในหลายประเทศ เพราะมหาวิทยาลัยมีองค์ความรู้และนักวิจัย ส่วนเอกชนมีเงินลงทุน โจทย์จากตลาด และความสามารถในการนำผลงานไปใช้จริง

หากมีการบริหารจัดการที่เหมาะสม งานวิจัยเหล่านี้สามารถช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างโอกาสให้ผลงานวิจัยไทยเข้าสู่ตลาดโลก

เป้าหมายของมหาวิทยาลัยไม่ควรหยุดอยู่เพียงการผลิตผลงานวิจัยที่ไม่ถูกนำไปใช้งาน  แต่ต้องสามารถเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและประชาชนด้วย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์