กรณ์ จาติกวนิช ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความพบบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีที่ ตัวแทนมหาวิทยาลัยศิลปากรได้มายื่นเอกสารร้องเรียนกับพรรคประชาธิปัตย์ ว่าด้วยเรื่องที่เกี่ยวกับการเสนอตัวเข้าไปรับงานของ สสว. (โครงการพัฒนาและสร้างระบบนิเวศ e-Commerce ของไทย เพื่อ SME (Marketplace & Open Commerce Network) วงเงิน 499 ล้านบาท และโครงการส่งเสริม SME เข้าสู่ตลาด e-Commerce และ Live-Commerce วงเงิน 495 ล้านบาท) มหาวิทยาลัยศิลปากร พบว่ากระบวนการคัดเลือกผู้มารับงานอาจจะมีความไม่โปร่งใส่ ทางมหาวิทยาลัยไม่ได้รับความเป็นธรรมในการพิจารณา
ตลอดช่วงที่ผ่านมาเราได้รับทราบปัญหาของผู้แข่งขันในตลาดที่เป็นประกอบการขนาดเล็ก พ่อค้า แม่ขาย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี นับวันจะมีความเสียเปรียบ ต้องประสบปัญหาต้นทุน ที่เรียกว่าค่าจีพี มีสัดส่วนที่สูงมาก และสูงมากขึ้น ข้อมูลของผู้ประกอบการที่ไปตกอยู่กับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่างประเทศ นำไปสร้างความได้เปรียบให้กับผู้ประกอบการต่างประเทศ

ทุกเวลาที่มีการพูดถึงอีคอมเมิร์ซ เรามักพูดถึงการมีมแพลตฟอร์มของเราเอง จึงมีการเสนอให้ สสว.พัฒนาแพลตฟอร์มขึ้นมาเอง เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและไลฟ์คอมเมิร์ซ แต่สิ่งที่ปรากฎคือ เหตุการณ์ที่ไม่โปร่งใส การข่มขู่เจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีการแจ้งความแล้ว เมื่อมหาวิทยาลัยเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงยื่นอุทธรณ์อย่างเป็นทางการ
พรรคประชาธิปัตย์จะใช้กระบวนการของกรรมการธิการ สภาผู้แทนราษฏร เชิญสสว.มาชี้แจง ว่า สสว.มีการคัดเลือกด้วยความโปร่งใสหรือไม่ มีการคัดเลือกรรมการที่มีความรู้และประสบการณ์ และมีเกณฑ์พิจารณาอย่างไร
เราพบว่ามีคนนอกที่ไม่ใช่คนของสสว. แต่มีอำนาจเจรจาแทน สสว. คำถามคือ มีคนนอกเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ เป็นคนของใคร สสว.จะมีคำชี้แจงในประเด็นนี้อย่างไร สำหรบผู้ค้ารายเล็กรายน้อย สำหรับเอสเอ็มอี ไม่ควรทำในเรื่องที่ไม่โปร่งใส ตามที่ผู้เสนอโครงการต้องการทำให้มีโครงการที่เป็ประโยชย์กับประกอบการไทย

นอกจากนี้นายกรณ์ ได้ เปิดเผย เอกสารฉบับหนึ่ง โดยบรรยายว่า ลองอ่านเอกสารฉบับนี้ครับ
สรุปเรื่องสั้นๆ ว่า ม. ศิลปากรได้ยื่นเสนอเข้าร่วมโครงการ Marketplace และโครงการ Live-commerce ของ สสว.(สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม)
แต่เกิดปัญหา ‘ศิลปากรถูกเขี่ยออก’ เพราะเอกสารมอบอำนาจฉบับนี้
เชื่อว่าใครๆ อ่านแล้วน่าจะเข้าใจเหมือนผมว่า ทาง ม.ศิลปกร ได้ทำหนังสือฉบับนี้เพื่อแจ้งทาง สสว. ว่าทีมงาน 3 คนมีใครบ้าง
และตบท้ายได้ระบุชัดในวรรคสุดท้ายว่า ทั้งสามท่านนี้มีอำนาจดำเนินการร่วมกัน หรือโดยคนใดคนหนึ่งก็ได้
ผมกับทีมงานอ่านอย่างไรก็เข้าใจชัดเจนตามนี้ ผมเลยลองขอให้คุณอภิสิทธิ์ช่วยอ่าน คุณอภิสิทธิ์ก็บอกว่า ”เข้าใจเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย“
แต่เชื่อหรือไม่ว่า สสว. บอกกับผู้ยื่นว่าเอกสารฉบับนี้ขาดความชัดเจนว่า ผู้รับมอบอำนาจแต่ละรายสามารถดำเนินการ ‘โดยคนใดคนหนึ่ง’ ได้หรือไม่??
โดยสรุป สสว. ได้แจ้งทางศิลปากรว่า เอกสารที่ยื่นนั้น “..มิได้ระบุให้ผู้รับมอบอำนาจคนใดคนหนึ่งมีอำนาจกระทำแทนมหาวิทยาลัยศิลปากร..” จึงถือว่า ‘ขาดคุณสมบัติ’ ที่จะเสนอตัวรับงาน!!
เอาเข้าจริง เรื่องแค่นี้อย่างเลวก็สามารถแจ้ง(ตามอำนาจที่คณะกรรมการมี)ให้นำเอกสารมอบอำนาจไปปรับให้สมบูรณ์ได้ ซึ่งตามจริง
ทำให้มีคำถามว่า สสว. มีเหตุผลอะไรหรือไม่ที่ต้องการตัดศิลปากรออกจากการพิจารณา?
ซึ่งหลังจากนั้นยังเกิดเหตุการณ์ที่นำไปสู่การแจ้งความโดยอาจารย์ศิลปากรสองท่านต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่ามีบุคคลที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของ ‘ผู้ใหญ่’ ใน สสว. ข่มขู่ให้ถอนคำร้องอุทธรณ์
พอเริ่มเป็นประเด็นในสื่อ สสว. จึงมีจดหมายแจ้งการตีตกคำอุทธรณ์ไปที่ศิลปากร ซึ่งก่อนหน้านั้นได้มีการลงนามสัญญาว่าจ้างอีกสถาบันหนึ่งไปแล้วโดยไม่ได้มีการตอบรับผลการพิจารณาอุทธรณ์แต่อย่างใด..
โครงการนี้จริงๆ ควรจะเป็นงานที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยอย่างมาก คือการสร้าง ecommerce และ live-commerce platform ที่เป็นของไทยเอง ผู้ประกอบการไทยถูกแพลทฟอร์มต่างประเทศบีบมากขึ้นเรื่อย แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะไม่มีทางเลือกอื่น
แต่แล้วก็ต้องมาเจอเรื่องเดิมๆ คือคำถามเรื่องความโปร่งใส การมีคนนอกวิ่งงาน/แสดงอิทธิพล การข่มขู่ และสุดท้ายก็มักจะจบด้วยความล้มเหลวด้อยประสิทธิภาพของโครงการ และความสูญเปล่าจากการใช้เงินงบประมาณ
วันนี้ท่าน ผอ. ออกแถลงว่าเรื่องนี้ไม่มีเงินทอน จริงหรือไม่อย่างไรเดี๋ยวว่ากันครับ แต่วันที่คณะกรรมาธิการเชิญท่านมาชี้แจง ขอให้มาด้วยตนเองนะครับ




