SME ยุคใหม่เลิกไล่ขาย เปลี่ยนเกมด้วย Attraction–Branding–Product ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

26 ส.ค. 2569 - 18:22

  • จิตวิทยาชนะใจผู้บริโภคยุค AI: พลิกเกมธุรกิจจากการฮาร์ดเซลล์ มาใช้การดึงดูด (Attraction) เพื่อก้าวผ่าน 3 แรงต้านสำคัญ "ไม่คุ้น ไม่เห็นค่า ไม่กล้าซื้อ"

  • Marketing x Branding ต้องเดินคู่กัน: Branding คือ "ดาวเหนือ" นำทางความหมาย ส่วน Marketing คือ "แรงขับเคลื่อน" เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องลงสงครามราคา

  • ยกระดับสินค้าธรรมดาสู่พรีเมียม: สร้างมูลค่าสูงด้วย Craftsmanship และ Product Mastery ยึดคุณภาพ 80% และสื่อสารด้วยตัวตนที่จริงใจบนโซเชียลมีเดีย

SME ยุคใหม่เลิกไล่ขาย เปลี่ยนเกมด้วย Attraction–Branding–Product ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

Digital SME Conference Thailand 2026 ชู Framework for Growth ถอด 3 กลยุทธ์สำคัญ ตั้งแต่เข้าใจจิตวิทยาผู้บริโภค สร้างแบรนด์ให้ชัด ไปจนถึงยกระดับสินค้าสู่ Premium Craft

ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวนและการแข่งขันของธุรกิจที่รุนแรงขึ้น ผู้ประกอบการ SME อาจไม่สามารถพึ่งพาการลองผิดลองถูกหรือการทำตลาดแบบเดิมได้อีกต่อไป งาน Digital SME Conference Thailand 2026 (#DSME2026) ภายใต้ธีม “Framework for Growth” จึงหยิบกรอบคิดและกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการ นักการตลาด และนักกลยุทธ์ มาถ่ายทอดให้สามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจได้จริง

งานจัดขึ้นวันที่ 25 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00–18.00 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ ชั้น 5 โดยตลอดทั้งวันมีทั้งเวทีสัมมนาและ Workshop ครอบคลุมตั้งแต่การตลาด การสร้างแบรนด์ Digital Transformation, AI, การสร้างสินค้า ไปจนถึงภาวะผู้นำ

หนึ่งในประเด็นสำคัญของงานอยู่ที่การเปลี่ยนวิธีคิดของผู้ประกอบการ จากการ “ไล่ขาย” ไปสู่การทำให้ลูกค้า “อยากเข้าหาแบรนด์” ผ่านความเข้าใจในจิตวิทยาและพฤติกรรมผู้บริโภค

“Stop Pitching, Start Attracting” เข้าใจแรงต้าน ก่อนเร่งขาย

ดร.มัณฑิตา จินดา Founder & MD of Digital Tips ขึ้นบรรยายในหัวข้อ “Stop Pitching, Start Attracting: พลิกเกมธุรกิจด้วยจิตวิทยาการขายแบบไร้แรงต้าน” โดยชี้ว่า ผู้บริโภคยุคใหม่มีข้อมูลอยู่ในมือมากขึ้น และสามารถเลือกได้ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อแบรนด์ การขายแบบยัดเยียดจึงอาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป

ดร.มัณฑิตา มองว่าแบรนด์กำลังเผชิญแรงกดดันสำคัญจากยุค AI Over-Supply เมื่อ AI ทำให้ทุกคนสามารถผลิตคอนเทนต์ได้จำนวนมาก ส่งผลให้ตลาดเต็มไปด้วยข้อมูลที่มีหน้าตาคล้ายกัน ขณะเดียวกันผู้บริโภคยังระมัดระวังคำโฆษณาและคำเคลมของแบรนด์มากขึ้น ทำให้ “Trust” กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ

หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การทำให้เสียงของแบรนด์ดังขึ้น แต่คือการลด “แรงต้าน” ในใจลูกค้า ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ ไม่คุ้น ไม่เห็นค่า และไม่กล้าซื้อ

  • แรงต้านแรกคือ “ไม่คุ้น” (Unfamiliarity) วิธีแก้คือการสร้าง Familiarity หรือความคุ้นเคยกับแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ผ่านการปรากฏตัวในช่องทางที่กลุ่มเป้าหมายใช้งาน รวมถึงการเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ทดลองสินค้าหรือบริการ 
  • แรงต้านที่สองคือ “ไม่เห็นค่า” (Unappreciated Value) ผู้ประกอบการต้องเปลี่ยนวิธีนำเสนอสินค้า โดยปรับ Context ให้ผู้บริโภคมองเห็นคุณค่าที่แตกต่างออกไป ไม่ใช่พยายามลดราคาเพื่อปิดการขายเพียงอย่างเดียว
  • ส่วนแรงต้านสุดท้ายคือ “ไม่กล้าซื้อ” (Risk Perception) ซึ่งต้องอาศัยการลดความเสี่ยงในใจลูกค้า เช่น การรับประกัน รีวิวจากผู้ใช้งานจริง หรือการทดลองใช้ เพื่อสร้างความมั่นใจก่อนตัดสินใจ

ดร.มัณฑิตา จึงฝากข้อคิดถึง SME ว่า หากลูกค้ายังไม่ซื้อ ผู้ประกอบการไม่ควรสรุปทันทีว่า “ราคาแพงเกินไป” จนต้องลดราคา เพราะปัญหาอาจเกิดจากลูกค้ายังไม่คุ้น ยังมองไม่เห็นคุณค่า หรือยังไม่มั่นใจในสินค้า

ดร.มัณฑิตา จินดา Founder & MD of Digital Tips
ดร.มัณฑิตา จินดา Founder & MD of Digital Tips

Marketing ต้องเดินคู่ Branding ไม่ใช่แยกส่วน

อีกหนึ่งไฮไลท์ของงานคือเสวนา “Marketing x Branding: สปริงบอร์ด SMEs กระโดดสูง” โดย 'ดลชัย บุณยะรัตเวช' Brand Strategist & Brand Creator และ 'ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล' หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

ดลชัย อธิบายว่า ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังแยก Branding กับ Marketing ออกจากกัน ทั้งที่สองสิ่งต้องทำงานร่วมกัน โดยเปรียบ Branding เป็น “ดาวเหนือ” ที่กำหนดตัวตน ความหมาย และทิศทางของแบรนด์ ขณะที่ Marketing คือแรงขับเคลื่อน ที่นำตัวตนดังกล่าวไปสร้างประสบการณ์ การสื่อสาร และยอดขาย

หากมี Marketing แต่ไม่มี Branding ธุรกิจอาจต้องไล่หาลูกค้าและพึ่งพาโปรโมชั่นหรือสงครามราคาอยู่ตลอด ขณะที่มี Branding แต่ไม่มี Marketing ก็อาจมีตัวตนที่ชัด แต่ขาดแรงส่งให้ธุรกิจเติบโต

แนวคิดสำคัญจึงอยู่ที่ “Sell Today & Build Tomorrow” คือสร้างยอดขายในวันนี้ พร้อมกับสร้างคุณค่าของแบรนด์สำหรับอนาคตไปพร้อมกัน

ดลชัยยังยกกรณีศึกษาของ ไปรษณีย์ไทย เพื่อสะท้อนว่า Branding ไม่ได้หมายถึงเพียงโลโก้หรือภาพลักษณ์ แต่คือการสร้าง “ความสัมพันธ์” ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค โดยการสื่อสารและกิจกรรมต่าง ๆ ต้องทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าแบรนด์มีความหมายมากกว่าสินค้าหรือบริการที่ขาย

ดลชัย บุณยะรัตเวช Brand Strategist & Brand Creator
ดลชัย บุณยะรัตเวช Brand Strategist & Brand Creator

ด้าน ผศ.ดร.เอกก์ ชี้ว่า การตลาดยุคใหม่ต้อง “ฟังมากกว่าพูด” โดยเฉพาะเมื่อผู้บริโภครุ่นใหม่มีภาษา พฤติกรรม และบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงเร็ว นักการตลาดจึงต้องเข้าใจความหมายที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของผู้บริโภค ไม่ใช่ตีความจากสิ่งที่เห็นเพียงผิวเผิน

ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล หัวหน้าภาควิชาการตลาด บัญชี จุฬาฯ และนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย
ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล หัวหน้าภาควิชาการตลาด บัญชี จุฬาฯ และนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

4 จ. สูตร SME งบน้อย แต่สร้างแรงส่งได้

สำหรับ SME ที่มีงบประมาณจำกัด ผศ.ดร.เอกก์ เสนอแนวคิด “4 จ.” ประกอบด้วย

  • จับคู่ หรือ Co-Branding ใช้พันธมิตรที่มีฐานลูกค้าหรือทิศทางแบรนด์ใกล้เคียงกันมาช่วยสร้างโอกาสทางการตลาด
  • จีบลูกค้า ใช้ AI และเครื่องมือการตลาดยุคใหม่ รวมถึงการปรับตัวสู่ GEO (Generative Engine Optimization) เพื่อเพิ่มโอกาสให้แบรนด์ถูกค้นพบและถูกกล่าวถึงผ่านระบบ AI
  • เจาะกลุ่มเป้าหมาย ด้วย Niche Targeting ไม่จำเป็นต้องพยายามขายให้ทุกคน แต่ต้องเข้าใจกลุ่มเป้าหมายเฉพาะให้ลึกและตอบโจทย์ได้ตรงจุด
  • จุนเจือ ด้วย Empathy และ Social Impact การทำธุรกิจที่เข้าใจผู้คนและสร้างประโยชน์ให้สังคมสามารถนำไปสู่ความสัมพันธ์และความแข็งแรงของแบรนด์ในระยะยาว

จากเจลาโตธรรมดา สู่ Premium Craft มูลค่าสูง

‘กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์’ Classic Refined Gelato maker at Parameter ถ่ายทอดประสบการณ์ในหัวข้อ “The Premium Craft Framework: เปลี่ยนสินค้าธรรมดาให้เป็นงานศิลปะที่มีมูลค่าสูง”

กฤษณ์เล่าถึงการเปลี่ยนผ่านจากคนในวงการบันเทิงและอีเวนต์ สู่การเป็นผู้ประกอบการเจลาโตพรีเมียม หลังธุรกิจเดิมได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยใช้เวลาศึกษาศาสตร์การทำไอศกรีมและเจลาโตอย่างจริงจัง ก่อนพัฒนา Parameter ให้มีจุดยืนด้านคุณภาพและความเป็น Craft

หนึ่งในหลักคิดสำคัญคือ “ไม่ขอเป็นเบอร์ 2” โดยไม่เริ่มต้นธุรกิจจากการทำสินค้าที่คล้ายกับคนอื่น แต่ต้องค้นหาพื้นที่ของตัวเองและพยายามเป็นอันดับหนึ่งในตลาดเฉพาะที่เลือก

ขณะเดียวกัน การทำสินค้าพรีเมียมต้องกล้าตั้งราคาตามคุณภาพของวัตถุดิบและกระบวนการผลิต แม้ราคาจะสูงกว่าสินค้าทั่วไป โดยไม่ลดคุณภาพเพื่อแลกกับการขายในราคาถูก เพราะความน่าเชื่อถือของสินค้าเป็นสินทรัพย์ระยะยาวของแบรนด์

อีกหัวใจคือ Product Mastery หรือการรู้จักสินค้าของตัวเองอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่เพียงรู้ว่าสินค้าอร่อยหรือสวย แต่ต้องเข้าใจศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างความแตกต่างและตอบคำถามลูกค้าได้อย่างมีความรู้

digital-sme-branding-product-SPACEBAR-Photo07.jpg
กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ Classic Refined Gelato maker at Parameter
กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ Classic Refined Gelato maker at Parameter

ด้านการสื่อสาร กฤษณ์มองว่า SME สามารถใช้ “ตัวตน” ของผู้ประกอบการบนโซเชียลมีเดียได้อย่างเต็มที่ โดยตัวผู้สร้างอาจมีความสนุก เป็นกันเอง และเข้าถึงง่าย แต่ในขณะเดียวกันต้องไม่ประนีประนอมกับคุณภาพของ Product

แนวทางดังกล่าวทำให้ Parameter สามารถเข้าถึงกลุ่ม Gen Z ผ่านการสื่อสารที่เป็นธรรมชาติ และเปลี่ยนผู้ติดตามให้กลายเป็นลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ รวมถึงพาครอบครัวเข้ามารู้จักแบรนด์

กฤษณ์ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้ามากกว่าการทำคอนเทนต์ โดยระบุว่าในปัจจุบันเขาใช้เวลา 80% กับ Product และ 20% กับการสื่อสาร สะท้อนแนวคิดว่า ก่อนจะคิดเรื่องการตลาดที่ซับซ้อน SME ต้องทำให้สินค้าของตัวเองดีและมีความแตกต่างเสียก่อน

Framework for Growth: จาก “ขายให้ได้” สู่ “สร้างธุรกิจให้โต”

ภาพรวมของ Digital SME Conference Thailand 2026 จึงสะท้อนว่า การเติบโตของ SME ในปี 2026 ไม่ได้มีคำตอบอยู่ที่การทำการตลาดให้ดังขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเชื่อมโยงตั้งแต่ ความเข้าใจผู้บริโภค การสร้างความไว้วางใจ การวางตัวตนของแบรนด์ การเลือกกลุ่มเป้าหมาย ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์

จาก “Stop Pitching, Start Attracting” ของ ดร.มัณฑิตา สู่แนวคิด Marketing x Branding ของ ดลชัยและ ผศ.ดร.เอกก์ และต่อด้วย Premium Craft Framework ของกฤษณ์ ล้วนชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า SME ยุคใหม่อาจไม่จำเป็นต้องแข่งกันว่าใคร “ขายเก่งที่สุด” แต่ต้องสร้างธุรกิจที่ทำให้ลูกค้า เข้าใจ เชื่อมั่น เห็นคุณค่า และอยากเลือกแบรนด์ด้วยตัวเอง

นี่คือ Framework for Growth ที่ไม่ได้มองเพียงการเติบโตในระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานให้ SME ไทยสามารถรับมือกับโลกธุรกิจที่เปลี่ยนเร็วขึ้นในยุค AI ได้อย่างเป็นระบบ

digital-sme-branding-product-SPACEBAR-Photo04.jpg

นอกจากเวทีหลักแล้ว งาน #DSME2026 ยังมีการแบ่ง Session ในหอประชุมต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการในทุกมิติ:

MAIN HALL (ช่วงเช้า-บ่าย): อัดแน่นด้วยวิสัยทัศน์จากผู้นำองค์กรและผู้เชี่ยวชาญ อาทิ การปรับตัวในยุค AI โดย คุณธนา เธียรอัจฉริยะ และ คุณกระทิง พูนผล, การสร้างกลยุทธ์ CEO Branding โดย คุณพิธาณัฐ์ เหมยากร (HAVE CPU), การเจาะตลาด Gen Z โดย คุณธีรภัต หนูต่ำ (LA GLACE) และการรับมือความผันผวนของโลกธุรกิจ โดย คุณรวิศ หาญอุตสาหะ (Srichand & Mission To The Moon)

HALL 2 (AI & Technology Focus): ลงลึกการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการทำงาน เช่น The AI Design Blueprint โดย คุณณัฐพล ม่วงทำ, การตรวจสอบสุขภาพธุรกิจด้วย AI โดย คุณวิโรจน์ จิรพัทธนกุล (Skooldio) และกลยุทธ์การทำ Influencer Content ให้เกิดยอดขายจริง

WORKSHOP ZONE: กิจกรรมฝึกปฏิบัติการจริงตลอดช่วงบ่าย อาทิ การบริหารความต่างระหว่างวัย Gen Z โดย อ.ดร.ถิรพุทธ ปิติฉัตร, การวางโครงสร้าง Live Commerce ตั้งแต่เปิดจนปิด โดย คุณปริยฉัตร ฉัตรวิจิตร ทองมาก (PrimoLive) และการสร้าง AI Employee ช่วยขายและการตลาด โดย คุณนัทธีทัต ตรีทิพย์เจริญชัย (Jenosize)

digital-sme-branding-product-SPACEBAR-Photo05.jpg
digital-sme-branding-product-SPACEBAR-Photo08.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์