ดีอีประสาน กสทช. คุมเข้มโครงข่ายมือถือ หลัง Docomo ญี่ปุ่นขัดข้องกว่า 14 ชั่วโมง
‘บุณย์ธิดา’ ห่วงเสถียรภาพระบบสื่อสารไทย กำชับเพิ่มการเฝ้าระวังโครงข่ายและภัยไซเบอร์ หลังผู้ให้บริการญี่ปุ่นเผชิญทั้งปัญหา 5G SA และข้อมูลลูกค้ารั่วไหล โดยยังไม่พบหลักฐานว่าการโจมตีไซเบอร์เป็นสาเหตุของเครือข่ายขัดข้อง
โครงข่ายโทรคมนาคมเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล รองรับตั้งแต่การติดต่อสื่อสาร การซื้อขายออนไลน์ การชำระเงิน ไปจนถึงการดำเนินงานของภาคธุรกิจ ความขัดข้องของเครือข่ายจึงอาจกระทบมากกว่าความสะดวกของผู้ใช้บริการ และสะท้อนความจำเป็นที่ผู้ให้บริการต้องดูแลทั้งความต่อเนื่องของระบบและความปลอดภัยของข้อมูลควบคู่กัน
เหตุขัดข้องของเครือข่าย 5G Standalone หรือ 5G SA ของ NTT Docomo ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ของญี่ปุ่น ซึ่งใช้เวลากู้คืนกว่า 14 ชั่วโมง จึงเป็นกรณีที่หน่วยงานไทยต้องติดตาม เพื่อเตรียมความพร้อมและลดความเสี่ยงต่อระบบสื่อสารภายในประเทศ
บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ได้ประสานสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ให้แจ้งเตือนและกำชับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือทุกราย เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังโครงข่ายและรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อป้องกันเหตุระบบขัดข้องและข้อมูลรั่วไหล
การประสานงานดังกล่าวมีเป้าหมายให้ผู้ให้บริการตรวจสอบความพร้อมของระบบอย่างรัดกุม และสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนและภาคธุรกิจที่ต้องพึ่งพาบริการสื่อสารในการดำเนินชีวิตและประกอบกิจการ
Docomo ยืนยันกระทบเฉพาะผู้ใช้ 5G SA
NTT Docomo ประกาศว่า บริการสำหรับผู้สมัครใช้ 5G SA เกิดปัญหาตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 เวลา 11.18 น. ก่อนกลับมาให้บริการตามปกติในวันที่ 6 พฤศจิกายน เวลา 01.20 น. ตามเวลาญี่ปุ่น รวมระยะเวลา 14 ชั่วโมง 2 นาที
เหตุขัดข้องครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ทำให้ผู้ใช้บริการกลุ่มดังกล่าวใช้งานการโทรศัพท์ การรับส่งข้อมูล และ SMS ได้ไม่สะดวก อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้บริการ 4G และ 5G ที่ไม่ได้สมัครบริการ 5G SA รวมถึงผู้ให้บริการเครือข่ายเสมือนหรือ MVNO ที่ใช้โครงข่าย Docomo ไม่ได้รับผลกระทบ และการโทรแจ้งเหตุฉุกเฉินยังใช้งานได้
บริษัทระบุว่าสาเหตุเกิดจากภาวะคับคั่งของชุมสายที่รองรับผู้ใช้บริการ 5G SA โดยผลตรวจสอบ ณ เวลาประกาศยังไม่พบร่องรอยการเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือสิ่งบ่งชี้ว่าการโจมตีไซเบอร์เป็นสาเหตุของเหตุขัดข้องครั้งนี้
พบข้อมูลลูกค้ารั่วไหลอีกเหตุการณ์ อยู่ระหว่างสอบสวน
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน Docomo ยังรายงานเหตุเข้าถึงระบบออนไลน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่ง โดยตรวจพบความผิดปกติในบริการ Docomo Online Shop และ My docomo เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ก่อนระงับการทำรายการผ่านบริการทั้งสองตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน เวลา 01.05 น. ตามเวลาญี่ปุ่น
ประกาศของบริษัทเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนยืนยันว่า มีข้อมูลลูกค้าบางส่วนรั่วไหล โดยจำนวนรายการที่ได้รับผลกระทบอาจสูงสุดประมาณ 300,000 รายการ ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ชื่อ ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด หมายเลขโทรศัพท์มือถือ และหมายเลขติดต่ออื่น ส่วนสาเหตุ ช่องทางการบุกรุก และขอบเขตข้อมูลที่รั่วไหลยังอยู่ระหว่างตรวจสอบ
ข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยจึงยังไม่สนับสนุนข้อสรุปว่า เหตุข้อมูลรั่วไหลกับปัญหาเครือข่าย 5G SA ขัดข้องมีสาเหตุเชื่อมโยงกัน
เสถียรภาพ-ความปลอดภัย โจทย์ลงทุนโครงข่ายดิจิทัล
เหตุการณ์ทั้งสองสะท้อนความเสี่ยงที่ผู้ให้บริการต้องบริหารควบคู่กัน ทั้งความสามารถของโครงข่ายในการรองรับการสื่อสาร และการป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต เพราะการให้บริการที่รวดเร็วเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอต่อความเชื่อมั่นของผู้ใช้งาน
สำหรับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย ประเด็นที่ควรนำมาทบทวนจึงครอบคลุมการตรวจจับความผิดปกติของเครือข่าย การจัดเตรียมระบบสำรอง แผนกู้คืนบริการ และการรับมือเหตุไซเบอร์ รวมถึงการสื่อสารกับผู้ใช้บริการอย่างรวดเร็วและชัดเจนเมื่อเกิดปัญหา
รมช.บุณย์ธิดา ระบุว่า กระทรวงดีอีได้ประสานให้ กสทช. กำกับดูแลผู้ให้บริการอย่างใกล้ชิด โดยมุ่งรักษาเสถียรภาพและความปลอดภัยของโครงข่ายดิจิทัลไทย เพื่อรองรับการใช้งานของประชาชนและภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง





