เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพอีกครั้ง หลังตัวเลขเงินเฟ้อเดือนตุลาคม 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนต้นทุนพลังงานและราคาสินค้าบางกลุ่มที่ขยับสูงขึ้น จนเริ่มส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชน
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เดือนตุลาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 103.90 ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้น 3.90% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน นับเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 45 เดือน หรือเกือบ 4 ปี นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 ขณะที่เมื่อเทียบกับเดือนกันยายนที่ผ่านมา เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.94%
ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารสดและพลังงาน อยู่ที่ 1.58% ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 1.77%
น้ำมันแพงตัวเร่งสำคัญ เงินเฟ้อขยับแรง
เมื่อพิจารณาปัจจัยที่ผลักดันเงินเฟ้อในเดือนตุลาคม พบว่าราคาพลังงานเป็นตัวแปรสำคัญ โดยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับเพิ่มขึ้น 29.18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งและความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ประกอบกับฐานราคาน้ำมันในปีก่อนที่อยู่ในระดับต่ำ
ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ใช้รถยนต์หรือผู้ประกอบการขนส่งเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อต้นทุนการผลิต การกระจายสินค้า และการดำเนินธุรกิจในหลายภาคส่วน เนื่องจากพลังงานเป็นต้นทุนพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจแทบทุกประเภท
ขณะเดียวกัน หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ปรับเพิ่มขึ้น 4.26% โดยมีแรงกดดันจากราคาผักสดและอาหารบางประเภทที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมและข้อจำกัดด้านผลผลิต ส่วนหมวดสินค้าและบริการอื่นที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มปรับเพิ่มขึ้น 3.66%
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคากำลังเกิดขึ้นทั้งในส่วนของพลังงานและสินค้าอุปโภคบริโภค แม้แต่ละหมวดจะมีปัจจัยที่แตกต่างกัน แต่ท้ายที่สุดล้วนเกี่ยวข้องกับภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน
เงินเฟ้อสูง แต่กำลังซื้อยังเป็นโจทย์ใหญ่
สิ่งที่น่ากังวลคื อ การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าเกิดขึ้นในช่วงที่ครัวเรือนจำนวนมากยังมีข้อจำกัดด้านรายได้และภาระหนี้สิน ทำให้ความสามารถในการรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นแตกต่างกันไป
สำหรับครัวเรือนที่มีรายได้ประจำ การปรับขึ้นของราคาน้ำมัน อาหาร และค่าเดินทางหมายถึงเงินที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้มีรายได้น้อยซึ่งมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายจำเป็นต่อรายได้ค่อนข้างสูง ย่อมมีพื้นที่ในการปรับลดรายจ่ายอื่นน้อยกว่ากลุ่มรายได้สูง
อีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ต้องรับมือกับต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และการขนส่งที่เพิ่มขึ้น แต่การปรับราคาสินค้าและบริการอาจทำได้ไม่เต็มที่ เพราะยังต้องคำนึงถึงกำลังซื้อของลูกค้า หากผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคมากเกินไป ก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้ยอดขายลดลง
จึงเกิดเป็นแรงกดดันสองด้าน ทั้งต้นทุนธุรกิจที่สูงขึ้นและความสามารถในการใช้จ่ายของประชาชนที่ยังเปราะบาง ซึ่งอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศ
จับตาเงินเฟ้อระยะต่อไป ต้นทุนจะส่งผ่านไปถึงผู้บริโภคแค่ไหน
แม้เงินเฟ้อพื้นฐานในเดือนตุลาคมจะอยู่ที่ 1.58% ต่ำกว่าเงินเฟ้อทั่วไปที่ 3.90% แต่ยังต้องติดตามว่าต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะทยอยส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการอื่นมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป ค่าเดินทาง และสินค้าอุปโภคบริโภคที่ต้องพึ่งพาการขนส่ง
หากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ผู้ประกอบการอาจต้องปรับราคาสินค้าตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่หากเกิดปัญหาสภาพอากาศและน้ำท่วมซ้ำเติมผลผลิตทางการเกษตร ก็อาจเพิ่มแรงกดดันต่อราคาอาหารในระยะถัดไป
โจทย์ของภาครัฐจึงไม่ได้อยู่เพียงการควบคุมตัวเลขเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม แต่ต้องดูแลไม่ให้ต้นทุนที่สูงขึ้นกลายเป็นภาระระยะยาวของประชาชน พร้อมทั้งรักษาสมดุลระหว่างการช่วยเหลือผู้บริโภคกับการประคับประคองผู้ประกอบการที่กำลังเผชิญต้นทุนเพิ่มขึ้น
แหล่งอ้างอิง
· สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) – รายงานดัชนีเศรษฐกิจการค้าเดือนตุลาคม 2569
· กระทรวงพาณิชย์ – รายละเอียดปัจจัยที่ส่งผลต่อเงินเฟ้อเดือนตุลาคม 2569




