ศาลปกครองสูงสุดรับฟ้องคดี ‘หมอสรณ’ แถลงเรียกบอร์ด กสทช.คืนโต๊ะประชุม หลังล่ม 7 ครั้ง

2 ก.ย. 2569 - 14:58

  • ศาลเปิดทางพิจารณาคดี ศาลปกครองสูงสุดกลับคำสั่งให้รับฟ้อง แต่ยังไม่ได้ชี้ว่า นพ.สรณมีคุณสมบัติหรือสั่งระงับคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา

  • ‘หมอสรณ’ ขอหยุดเกมแพ้-ชนะ ยอมรับและเคารพคำสั่งศาล เรียกร้องกรรมการวางข้อขัดแย้งและกลับเข้าประชุมพร้อมกัน

  • วิกฤตงานค้างหนักขึ้น บอร์ด กสทช.ล่มครั้งที่ 7 มีวาระสะสม 171 เรื่อง โดย 71 เรื่องมีกรอบเวลา และ 49 เรื่องเกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคม

ศาลปกครองสูงสุดรับฟ้องคดี ‘หมอสรณ’ แถลงเรียกบอร์ด กสทช.คืนโต๊ะประชุม หลังล่ม 7 ครั้ง

ความขัดแย้งเรื่องสถานะประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองกลาง เป็นให้รับคำฟ้องของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ไว้พิจารณา

คดีนี้ นพ.สรณ ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ซึ่งวินิจฉัยว่า นพ.สรณมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และให้ถือว่าสละสิทธิเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช.

ศาลปกครองสูงสุดยังให้ศาลปกครองชั้นต้นพิจารณาคำขอเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาต่อไป หลังศาลปกครองกลางเคยมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569

ภายหลังปรากฏผลคำสั่งศาล นพ.สรณ ออกคำแถลงในฐานะประธาน กสทช. ระบุว่า ยอมรับและเคารพคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด พร้อมขอบคุณกระบวนการยุติธรรมที่พิจารณาทั้งประเด็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงตามกระบวนการ

นพ.สรณ ระบุว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดถือกฎหมาย ความสุจริต และผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ แม้จะมีข้อโต้แย้งหรือความคิดเห็นแตกต่างกัน แต่ทุกฝ่ายควรเคารพกระบวนการยุติธรรมและใช้ข้อยุติทางกฎหมายเป็นหลักในการเดินหน้าต่อไป

“ผมยอมรับและเคารพคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด และขอขอบคุณกระบวนการยุติธรรมที่ได้พิจารณาประเด็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงตามกระบวนการ”

สาระสำคัญอีกส่วนหนึ่งของคำแถลงของ นพ.สรณ คือการเรียกร้องให้กรรมการ กสทช. ทุกคนกลับมาปฏิบัติหน้าที่และเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน หลังความขัดแย้งเรื่องสถานะประธานทำให้การประชุมบอร์ดไม่สามารถดำเนินการได้ต่อเนื่องหลายครั้ง 

นพ.สรณ ระบุว่า สิ่งสำคัญที่สุดจากนี้ไม่ใช่เรื่องของบุคคล แต่คือการทำให้ กสทช. กลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ มีเอกภาพ และสามารถพิจารณาภารกิจสำคัญที่รอการดำเนินการ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ประเทศชาติ และประโยชน์สาธารณะ

“ผมจึงใคร่ขอความร่วมมือจาก กสทช. ทุกท่าน ให้กลับมาร่วมกันปฏิบัติหน้าที่และเข้าร่วมการประชุม กสทช. โดยพร้อมเพรียงกัน โดยขอให้เราวางข้อขัดแย้งและความคิดเห็นที่แตกต่างกันไว้เบื้องหลัง”

นพ.สรณ กล่าวด้วยว่า พร้อมทำงานร่วมกับกรรมการ กสทช. ทุกคน โดยเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง รับฟังซึ่งกันและกัน และยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นที่ตั้ง และระบุว่า วันนี้ไม่ควรเป็นวันที่มีผู้แพ้หรือผู้ชนะ แต่ควรเป็นวันที่ กสทช. กลับมาร่วมมือทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้องค์กรเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

“วันนี้จึงไม่ควรเป็นวันที่มีผู้แพ้หรือผู้ชนะ แต่ควรเป็นวันที่ กสทช. กลับมาร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มกำลัง”

ช่วงท้ายคำแถลง นพ.สรณ ขอบคุณกรรมการ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ประชาชน และสื่อมวลชน พร้อมยืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต รอบคอบ เป็นธรรม และอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายต่อไป

economic-business-thai-court-nbtc-SPACEBAR-Photo01.jpg

คำแถลงดังกล่าวจึงมีนัยทั้งในทางคดีและการบริหารองค์กร กล่าวคือ นพ.สรณยืนยันจะเดินหน้าต่อสู้ในกระบวนการศาล ขณะเดียวกันก็พยายามใช้คำสั่งรับฟ้องเป็นจุดเริ่มต้นเรียกกรรมการที่มีความเห็นต่างกลับเข้าสู่โต๊ะประชุม 

การติดตามคดีนี้แม้คำสั่งศาลปกครองสูงสุดจะเป็นผลบวกต่อสถานะผู้ฟ้องในเชิงกระบวนการ แต่ต้องแยกผลทางกฎหมายออกเป็น 3 ส่วน

ส่วนแรก ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยเฉพาะประเด็นว่า คดีนี้มีเงื่อนไขเพียงพอที่จะรับคำฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่ โดยมีคำสั่งให้ศาลปกครองกลางรับคดีเข้าสู่กระบวนการ

ส่วนที่สอง ศาลยังไม่ได้วินิจฉัยเนื้อหาว่า คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีอำนาจกลับมาตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งแล้วหรือไม่ รวมถึงยังไม่ได้ชี้ขาดว่า สถานะการเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงของ นพ.สรณ เข้าข่ายลูกจ้างหรือพนักงานของหน่วยงานรัฐหรือไม่

ส่วนที่สาม ศาลปกครองสูงสุดยังไม่ได้ให้ความคุ้มครองชั่วคราว แต่ให้ศาลปกครองชั้นต้นพิจารณาคำขอดังกล่าวต่อไป ดังนั้น การรับฟ้องจึงยังไม่มีผลเพิกถอนหรือระงับคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ของคณะกรรมการสรรหาโดยอัตโนมัติ

หากศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับหรือกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ผลทางกฎหมายจะขึ้นอยู่กับขอบเขตและเงื่อนไขในคำสั่งนั้น จึงเป็นอีกจุดสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และก่อนปรากฏรายละเอียดผลคำสั่ง ศาลปกครองกลางกำหนดนัดฟังคำสั่งศาลปกครองสูงสุดในเวลา 10.30 น. ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 7 ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ อย่างไรก็ตาม ศาลงดอ่านคำสั่ง เนื่องจาก นพ.สรณ ผู้ฟ้องคดีไม่ได้เดินทางไปศาลและไม่ได้มอบอำนาจให้บุคคลอื่นรับฟังแทน ส่วนคณะกรรมการสรรหา กสทช. ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีส่งตัวแทนไปศาลตามนัด โดยศาลจะดำเนินการแจ้งคำสั่งแก่คู่กรณีตามขั้นตอนต่อไป

มีรายงานด้วยว่า นพ.สรณ ยื่นคำร้องขอให้งดเผยแพร่คำสั่งหรือคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับคดีต่อสาธารณะ แต่ยังไม่พบการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าศาลอนุญาตตามคำร้องดังกล่าวหรือไม่ 

และช่วงเช้าวันนี้สำนักงาน กสทช. นัดประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 25/2569 แต่ไม่สามารถเปิดประชุมได้เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ นับเป็นการประชุมล่มครั้งที่ 7 ติดต่อกัน โดยนพ.สรณเดินทางถึงห้องประชุมเวลาประมาณ 09.50 น. ขณะที่ พล.ต.อ.ณัฐธร เพราะสุนทร และนายต่อพงศ์ เสลานนท์ รายงานตัวผ่านระบบออนไลน์ ส่วน รศ.ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ แจ้งลา

กรรมการอีก 3 คน ได้แก่ พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต และ รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย อยู่ที่สำนักงาน กสทช. แต่ไม่ได้เข้าห้องประชุม โดย ดร.พิรงรองโพสต์ข้อความว่า พร้อมประชุมกับกรรมการทั้ง 6 คนตามกฎหมาย หลังพ้นเวลานัดหมาย 30 นาที ฝ่ายเลขานุการแจ้งว่าองค์ประชุมไม่ครบ ก่อนเสนอให้เลื่อนการประชุม นพ.สรณจึงสั่งเลื่อนไปเป็นวันที่ 3 กันยายน เวลา 13.30 น.

ข้อมูลของฝ่ายเลขานุการ ระบุว่า การประชุมครั้งนี้มีวาระบรรจุไว้ทั้งหมด 171 เรื่อง ในจำนวนนี้ 71 เรื่องมีกรอบระยะเวลาดำเนินการ และในกลุ่มดังกล่าว 49 เรื่องเกี่ยวข้องกับการอนุญาตและกำกับกิจการโทรคมนาคม ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าความขัดแย้งเรื่องสถานะประธานไม่ได้จำกัดอยู่ในระดับบุคคลหรือข้อพิพาททางกฎหมายอีกต่อไป แต่เริ่มส่งผลโดยตรงต่อภารกิจขององค์กรกำกับดูแลอุตสาหกรรมสื่อสารและโทรคมนาคมของประเทศ

ย้อนลำดับคดีประธาน กสทช.

 ·       21 ก.ค. 2569 คณะกรรมการสรรหา กสทช. ออกคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ว่า นพ.สรณมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และให้ถือว่าสละสิทธิเข้ารับตำแหน่ง

·       3 ส.ค. 2569 นพ.สรณยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ขอเพิกถอนคำวินิจฉัย พร้อมขอทุเลาการบังคับและกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว

·       4 ส.ค. 2569 ศาลยกคำร้องขอให้ไต่สวนคำขอทุเลาการบังคับเป็นการเร่งด่วน แต่ยังไม่ได้วินิจฉัยเนื้อหาคดีหรือคำขอคุ้มครองชั่วคราวในขั้นสุดท้าย

·       7 ส.ค. 2569 ศาลปกครองกลางไม่รับคำฟ้องและจำหน่ายคดี โดยเห็นว่าขณะนั้นผู้ฟ้องยังไม่เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายที่มีสิทธิฟ้อง

·       11 ส.ค. 2569 นพ.สรณยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด พร้อมเอกสารประกอบประมาณ 130 หน้า วันเดียวกัน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าได้นำความกราบบังคมทูลเพื่อให้ นพ.สรณพ้นจากตำแหน่งแล้ว 

·       2 ก.ย. 2569 ศาลปกครองสูงสุดกลับคำสั่ง ให้รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้ศาลปกครองชั้นต้นพิจารณาคำขอเกี่ยวกับมาตรการชั่วคราวต่อไป

คำสั่งรับฟ้องครั้งนี้ของศาลปกครองสูงสุด จึงยังไม่ใช่จุดจบของข้อพิพาท แต่เป็นการเปิดคดีให้เข้าสู่การพิจารณาเต็มรูปแบบ ขณะที่บททดสอบเร่งด่วนที่สุดไม่ได้อยู่เฉพาะในห้องพิจารณาคดี แต่อยู่ที่โต๊ะประชุม กสทช. ซึ่งมีวาระสำคัญ 171 เรื่องที่ยังรอการตัดสินใจอยู่เบื้องหน้า

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์