ถอดรหัส ‘วิกฤตไข่ไก่แพง’ ส่องกลไกต้นทุน ทางรอดผู้บริโภค

8 ก.ค. 2569 - 15:25

  • ไข่ไก่ขึ้นฟองละ 20 สตางค์ จากแรงกดดันต้นทุนอาหารสัตว์ สภาพอากาศ และผลผลิตที่ลดลง ส่งผลให้ราคาขายปลีกขยับตาม

  • ต้นทุนไม่ได้กระทบแค่ผู้เลี้ยงไก่ แต่ลามถึงร้านอาหาร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ผ่านราคาเมนูที่ใช้ไข่ไก่เป็นวัตถุดิบหลัก

  • จับตาราคาคลี่คลายเดือนสิงหาคม หากผลผลิตกลับเข้าสู่ตลาดตามคาด ขณะที่ผู้บริโภคควรวางแผนซื้อและบริหารค่าใช้จ่ายในช่วงราคาอยู่ในระดับสูง

ถอดรหัส ‘วิกฤตไข่ไก่แพง’ ส่องกลไกต้นทุน ทางรอดผู้บริโภค

‘ไข่ไก่’ ถือเป็นเมนูสามัญประจำบ้านและเป็นแหล่งโปรตีนราคาประหยัดที่สุดของคนไทย แต่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เมนูง่าย ๆ นี้เริ่มสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อกระเป๋าตังค์ผู้บริโภคอีกครั้ง หลังจากเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 แห่ง ประกาศปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มขึ้นอีกฟองละ 20 สตางค์ ส่งผลให้ราคาขยับจาก 3.60 บาท มาอยู่ที่ 3.80 บาทต่อฟอง หรือเท่ากับกระโดดขึ้นทันทีแผงละ 6 บาท (มีผลตั้งแต่ 6 กรกฎาคม 2569)

จากสถิติย้อนหลังพบว่า ราคาไข่ไก่ในปีนี้ไม่ได้พุ่งสูงขึ้นแบบกะทันหัน แต่เป็นการไต่ระดับขึ้นมาตามรอบต้นทุนอย่างต่อเนื่อง

·       มกราคม (ต้นปี) ราคาแนะนำคละหน้าฟาร์มเปิดมาที่ 3.20 บาทต่อฟอง

·       มีนาคม ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 3.40 บาทต่อฟอง จากแรงกดดันด้านราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เริ่มพุ่งสูงขึ้น

·       ปลายมีนาคม - มิถุนายน ยืนระยะยาวอยู่ที่ราคา 3.60 บาทต่อฟอง (แม้ราคาซื้อขายจริงของรายย่อยในตลาดช่วงมิถุนายนจะแกว่งอยู่ที่ราว 3.30 - 3.50 บาท)

·       กรกฎาคม (ปัจจุบัน) ทำสถิตินิวไฮรอบใหม่ของปีทะยานสู่ 3.80 บาทต่อฟอง

เจาะลึก 3 ปัจจัย ทำไมแม่ไก่ถึงไข่แพงขึ้น? หากมองลึกลงไปในห่วงโซ่การผลิต วิกฤตราคาไข่ไก่รอบนี้เกิดจากส่วนผสมของ 3 ปัจจัยหลัก

1. ต้นทุนการเลี้ยงที่แบกรับสะสม (ค่าอาหารสัตว์พุ่ง 60-70%)

หากดูโครงสร้างต้นทุนไข่ไก่ตามหลักเศรษฐศาสตร์ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) จะพบความจริงที่น่าตกใจว่า 'ค่าอาหารสัตว์' เพียงอย่างเดียว กินสัดส่วนไปแล้วถึง 60-70% ของต้นทุนทั้งหมด นั่นหมายความว่าปากท้องของแม่ไก่ผูกติดอยู่กับราคาข้าวโพดและกากถั่วเหลืองในตลาดโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้

เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ต้องเผชิญหน้ากับภาวะต้นทุนพุ่งสูงต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ทั้งราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ ค่าพลังงานในการบริหารจัดการฟาร์มรวมถึงค่าขนส่ง ยิ่งในรายย่อยที่ไม่มีระบบผสมอาหารเองแบบฟาร์มขนาดใหญ่ ยิ่งต้องแบกรับต้นทุนผันแปรนี้เต็ม ๆ เมื่อรายจ่ายท่วมรายรับเป็นเวลานาน การปรับราคาหน้าฟาร์มจึงไม่ใช่การกอบโกยผลประโยชน์ แต่คือการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในห่วงโซ่ที่ตึงเครียดนี้

2. ผลพวงจากสภาพอากาศ (Heat Stress) และวงจรปลดระวาง

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา สภาพอากาศที่แปรปรวนและร้อนจัดส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของแม่ไก่ เกิดสภาวะ Heat Stress หรือความเครียดจากอากาศร้อนแปรปรวน ที่ทำให้อัตราการออกไข่ของแม่ไก่ลดลงทันที 10-20%

นี่คือสมการสุดช้ำของเกษตรกรที่ต้องเจอภาวะ ‘ต้นทุนคงที่เดินหน้า แต่ผลผลิตลดลง’ แถมแม่ไก่ยังไข่ฟองเล็กลงอีกด้วย ประกอบกับเกษตรกรบางส่วนเริ่มปลดแม่ไก่ยืนกรงจำนวนมากเพื่อตัดวงจรและลดภาระค่าอาหาร ยิ่งทำให้ปริมาณ (Supply) ไข่ไก่ขนาดใหญ่ในตลาดตึงตัวขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

3. แรงซื้อเก็งกำไรและมาตรการรัฐ

ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ถือเป็นช่วงที่ความต้องการบริโภค (Demand) พุ่งสูงขึ้นกะทันหัน ส่วนหนึ่งมาจากกำลังซื้อที่สะพัดจากผู้ค้าปลีกและประชาชนผ่านโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ (เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส) ทำให้ไข่ไก่กระจายตัวได้เร็วและเริ่มเกิดภาวะขาดแคลนในบางพื้นที่ เช่น ย่านการค้าชายแดนอย่างอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ซึ่งร้านค้าบางแห่งยังต้องยอมตรึงราคาเดิมเพื่อประคองกำลังซื้อของชาวบ้าน

ผลกระทบลูกโซ่จากแผงไข่สู่ ‘ข้าวแกง-อาหารตามสั่ง’

เมื่อไข่ไก่คละหน้าฟาร์มขยับเป็น 3.80 บาท สิ่งที่ตามมาคือราคาขายปลีกตามท้องตลาดที่แยกเบอร์จะขยับตาม โดยไข่ไก่ไซส์ใหญ่ (เบอร์ 0) ขยับไปแตะฟองละ 4.30 บาท (แผงละ 129 บาท)

ผลกระทบนี้ลามเป็นโดมิโนทันทีไปยังพ่อค้าแม่ค้าร้านอาหารตามสั่งและร้านข้าวแกง ซึ่งมีไข่ไก่เป็นวัตถุดิบหลัก ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแผงละ 6-10 บาท อาจดูเหมือนน้อย แต่สำหรับร้านที่ใช้ไข่วันละหลายแผง นี่คือรายจ่ายก้อนโตที่อาจส่งผลให้ผู้บริโภคต้องเตรียมใจรับมือกับการแก้ปัญหา ด้วยการขอปรับขึ้นราคาอีกจานละ 5 บาทในอนาคต

ส่องทิศทางอนาคต แพงชั่วคราว หรือ ยาวต่อเนื่อง?

ข่าวดีสำหรับผู้บริโภคก็คือ ทางกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้เข้ามากำกับดูแลและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งทางสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ได้ให้คำมั่นว่าจะไม่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นอีกหลังจากนี้

คาดการณ์ว่าสภาวะไข่แพงจะทรงตัวอยู่เพียงช่วงสั้น ๆ และกลไกตลาดจะเริ่มปรับสมดุล โดยคาดว่าราคาไข่ไก่จะทยอยปรับลดลงมาอยู่ในระดับปกติได้ในช่วง เดือนสิงหาคม เนื่องจากปริมาณผลผลิตจะเริ่มกลับเข้าสู่ระบบมากขึ้น

ทางรอดเฉพาะหน้าของผู้บริโภค ช่วงนี้อาจต้องเน้นการวางแผนซื้อแบบยกลัง (แผง 30 ฟอง) จากแหล่งค้าส่งขนาดใหญ่หรือรถพุ่มพวงชั้นนำ ซึ่งจะมีราคาถูกกว่าการซื้อปลีกตามซูเปอร์มาร์เก็ตราว 15-30% หรือหันไปเฉลี่ยสัดส่วนโปรตีนทางเลือกอื่นร่วมด้วยชั่วคราว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์