วันที่ 22 กันยายน 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการคลัง รวม 8 ตำแหน่ง เพื่อทดแทนผู้บริหารที่จะครบเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2569 และจัดวางกำลังคนรองรับภารกิจด้านรายได้ ทรัพย์สินของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และการบริหารหนี้สาธารณะ
ตำแหน่งที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ อธิบดีกรมสรรพากร ซึ่งที่ประชุม ครม.เห็นชอบแต่งตั้ง นางสาวสลักจิต พงษ์ศิริจันทร์ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี กลุ่มธุรกรรมทางการเงินและการธนาคาร กรมสรรพากร ขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่
ขณะเดียวกัน นายธีรลักษ์ แสงสนิท รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายได้ ได้รับแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมธนารักษ์ รับผิดชอบภารกิจด้านที่ราชพัสดุ การประเมินราคาทรัพย์สิน การบริหารเหรียญกษาปณ์ และการนำทรัพย์สินของรัฐมาใช้ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม
เปิดรายชื่อผู้บริหารทั้ง 8 ตำแหน่ง
1. นางสาวสลักจิต พงษ์ศิริจันทร์ จากที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี กรมสรรพากร เป็นอธิบดีกรมสรรพากร
2. นายธีรลักษ์ แสงสนิท จากรองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายได้ เป็นอธิบดีกรมธนารักษ์
3. นายธิบดี วัฒนกุล จากผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ สคร. เป็นผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ หรือ สบน.
4. นายพลจักร นิ่มวัฒนา จากที่ปรึกษาด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงการคลัง เป็นผู้อำนวยการ สคร.
5. นายคณาวุฒิ สิติธีรพันธุ์ จากผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง เป็นรองปลัดกระทรวงการคลัง
6. นางสาวจิตรา ณีศะนันท์ จากที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี กรมสรรพากร เป็นรองปลัดกระทรวงการคลัง
7. นางสาวสภัทร์พร ธรรมาภรณ์พิลาศ จากที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง
8. นางธาราพร สิงหพันธุ์ มหิทธาฟองกุล จากที่ปรึกษาด้านพัฒนาการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ กรมธนารักษ์ เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง
‘สลักจิต’ ลูกหม้อสรรพากร รับโจทย์ใหญ่จัดเก็บรายได้
นางสาวสลักจิต ถือเป็น “ลูกหม้อกรมสรรพากร” มีประสบการณ์ทั้งงานจัดเก็บภาษีในพื้นที่และงานบริหารส่วนกลาง เคยดำรงตำแหน่งสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 19 สรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 10 ผู้อำนวยการกอง รองอธิบดีกรมสรรพากร และที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี
ด้านการศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านการบัญชีจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ทำให้มีพื้นฐานทั้งด้านบัญชีและกฎหมายภาษี โดยมีรายงานว่าจะเกษียณอายุราชการในปี 2570 จึงมีเวลาปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอธิบดีประมาณหนึ่งปี
ภารกิจเร่งด่วนของอธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่ คือการผลักดันการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งกรมสรรพากรได้รับเป้าหมายประมาณ 2.51 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเป้าหมายปีงบประมาณ 2569 ที่ 2.447 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นราว 62,900 ล้านบาท โจทย์ดังกล่าวไม่ง่าย เนื่องจากต้องดำเนินการท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ มาตรการลดหย่อนภาษีของรัฐบาล ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจจากเศรษฐกิจดิจิทัลและการค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
‘ธีรลักษ์’ จากกำกับรายได้ สู่ภารกิจบริหารทรัพย์สินแผ่นดิน
สำหรับนาย ธีรลักษ์ แสงสนิท ก่อนหน้านี้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง และได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายได้ กำกับดูแลหน่วยงานจัดเก็บรายได้ของกระทรวงการคลัง ก่อนย้ายมารับตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์
การแต่งตั้งครั้งนี้ทำให้นายธีรลักษ์ ต้องเปลี่ยนจากงานกำกับภาพรวมด้านรายได้ มารับผิดชอบการบริหารทรัพย์สินของรัฐโดยตรง โดยเฉพาะการจัดระเบียบที่ราชพัสดุ การนำที่ดินของรัฐไปพัฒนาเชิงเศรษฐกิจและสังคม การทบทวนค่าเช่า รวมถึงระบบประเมินราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเชื่อมโยงกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
สลับเก้าอี้ ‘สบน.–สคร.’ เชื่อมภารกิจหนี้สาธารณะกับรัฐวิสาหกิจ
อีกจุดสำคัญของการปรับทัพคือการโยก นายธิบดี วัฒนกุล จากผู้อำนวยการ สคร.ไปเป็นผู้อำนวยการ สบน. ขณะที่นายพลจักร นิ่มวัฒนา ขึ้นเป็นผู้อำนวยการ สคร.
สองหน่วยงานนี้มีบทบาทเชื่อมโยงกันโดยตรง เพราะ สบน.รับผิดชอบยุทธศาสตร์และการบริหารหนี้สาธารณะ ส่วน สคร.กำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนการลงทุนของรัฐผ่านโครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP
การจัดวางผู้บริหารชุดใหม่จึงต้องจับตาว่าจะส่งผลอย่างไรต่อการบริหารต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาล การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการกำกับฐานะการเงินของรัฐวิสาหกิจ ท่ามกลางข้อจำกัดด้านพื้นที่การคลังและภาระงบประมาณในอนาคต




