OECD กับยุทธศาสตร์ความเท่าเทียมทางเพศในตลาดแรงงานไทย

17 ก.ย. 2569 - 13:08

  • มุ่งลดช่องว่างค่าจ้างทางเพศ บังคับเปิดเผยสถิติค่าตอบแทนเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติอย่างตรงจุด

  • ผลักดัน Gender Targets ในองค์กรและบริษัทจดทะเบียน ดึงศักยภาพแรงงานหญิงขับเคลื่อนนวัตกรรมและยุทธศาสตร์

  • ส่งเสริมสิทธิ Paid Paternity Leave ให้ผู้ชายร่วมเลี้ยงดูบุตร พร้อมขยายสวัสดิการรัฐเพื่อดึงแรงงานหญิงกลับเข้าสู่ระบบ

OECD กับยุทธศาสตร์ความเท่าเทียมทางเพศในตลาดแรงงานไทย

การก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการปฏิรูปการค้า การลงทุน หรือมาตรการทางภาษีสากลเท่านั้น แต่มาตรฐาน OECD ยังให้ความสำคัญอย่างสูงกับ ‘Gender Inclusive Economy’ หรือระบบเศรษฐกิจที่เติบโตจากการนับรวมคนทุกเพศอย่างเท่าเทียม โดย OECD มองว่า ความเท่าเทียมทางเพศในตลาดแรงงาน ไม่ใช่เรื่องของสิทธิมนุษยชนหรือมิติทางสังคมเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็น ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจระดับโครงสร้าง (Macroeconomic Strategy) ที่มีผลต่อผลิตภาพรวมของประเทศ (Total Factor Productivity) การคลัง และความมั่นคงของระบบสวัสดิการในระยะยาว

4 ยุทธศาสตร์หลักตามมาตรฐาน OECD ในการปฏิรูปตลาดแรงงาน

·       การขจัดช่องว่างรายได้ทางเพศ (Closing the Gender Pay Gap) และความโปร่งใสทางค่าจ้าง

o   สภาพปัญหาและบริบท: แม้สถิติการศึกษาระดับอุดมศึกษาของแรงงานหญิงในประเทศไทยจะสูงกว่าแรงงานชาย แต่ในทางปฏิบัติ แรงงานหญิงกลับยังคงเผชิญภาวะรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าแรงงานชายในตำแหน่ง ระดับความรับผิดชอบ หรือลักษณะงานที่เท่าเทียมกัน ตลอดจนการติดเพดานแก้ว (Glass Ceiling) ในการเติบโตทางอาชีพ

o   แนวทางปฏิรูปตามเกณฑ์ OECD: บังคับใช้กฎหมายความโปร่งใสทางด้านค่าจ้าง (Pay Transparency Legislation) ที่กำหนดให้บริษัทจดทะเบียน เอกชนขนาดใหญ่ และหน่วยงานภาครัฐ ต้องเปิดเผยข้อมูลและสถิติการจ่ายค่าตอบแทนเปรียบเทียบระหว่างเพศชายและเพศหญิงในตำแหน่งงานระดับเดียวกันอย่างเป็นระบบ เพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม และช่วยให้องค์กรเกิดการตรวจสอบโครงสร้างค่าจ้างภายในตนเอง

·       การเพิ่มสัดส่วนผู้หญิงในระดับบริหารและคณะกรรมการองค์กร (Women in Leadership & Boardroom Diversity)

o   สภาพปัญหาและบริบท: โครงสร้างผู้บริหารระดับสูง (C-Suite) และคณะกรรมการบริษัท (Board of Directors) ในภาคธุรกิจไทยส่วนใหญ่ ยังคงมีสัดส่วนสตรีในระดับตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับสัดส่วนแรงงานหญิงทั้งหมดในระบบ

o   แนวทางปฏิรูปตามเกณฑ์ OECD: นำแนวทางเป้าหมายสัดส่วนทางเพศ (Gender Targets or Quotas) มาปรับใช้ในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และรัฐวิสาหกิจ พร้อมจัดทำหลักสูตรพัฒนาศักยภาพภาวะผู้นำ (Leadership Programs) สำหรับแรงงานสตรี เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดความหลากหลายในการบริหารจัดการ ซึ่งรายงานวิจัยสากลระบุว่าองค์กรที่มีความหลากหลายทางเพศในระดับบริหารมีแนวโน้มการเติบโตทางธุรกิจและนวัตกรรมสูงกว่า

·       การลดภาระงานดูแลครอบครัวที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน (Unpaid Care Work) และการปรับปรุงสิทธิการลา

o   สภาพปัญหาและบริบท: ค่านิยมและภาระการดูแลบุตร ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยในครอบครัว (Unpaid Care Work) มักตกเป็นภาระของแรงงานหญิงเป็นหลัก ส่งผลให้สตรีจำนวนมากต้องตัดสินใจออกจากตลาดแรงงานกลางคัน (Career Interruption) หรือลดชั่วโมงการทำงาน ทำให้สูญเสียโอกาสในการสั่งสมประสบการณ์และเติบโตในสายอาชีพ

o   แนวทางปฏิรูปตามเกณฑ์ OECD: ผลักดันนโยบายสิทธิการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรสำหรับพ่อ (Paid Paternity Leave) โดยได้รับค่าตอบแทนจากรัฐหรือนายจ้าง เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแบ่งปันภาระงานในครอบครัวระหว่างชายหญิงอย่างเท่าเทียม พร้อมทั้งขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสังคม (Social Infrastructure) เช่น ศูนย์ดูแลเด็กเล็กและศูนย์ดูแลผู้สูงอายุของภาครัฐที่มีคุณภาพและราคาย่อมเยา เพื่อดึงแรงงานหญิงกลับเข้าสู่ระบบ

·       การส่งเสริมแรงงานหญิงสู่สายงาน STEM และเทคโนโลยีดิจิทัล (Women in STEM & Digital Economy)

o   สภาพปัญหาและบริบท: แรงงานหญิงในปัจจุบันยังคงกระจุกตัวอยู่ในภาคการบริการ งานธุรการ หรืออุตสาหกรรมรับจ้างผลิตทักษะต่ำที่มีค่าตอบแทนน้อย ขณะที่สายงานเทคโนโลยี นวัตกรรม และวิทยาศาสตร์ขั้นสูงยังมีสัดส่วนแรงงานหญิงน้อยมาก

o   แนวทางปฏิรูปตามเกณฑ์ OECD: เร่งจัดทำโครงการ Upskilling และ Reskilling ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) ตลอดจนทักษะปัญญาประดิษฐ์ (AI) และวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) สำหรับแรงงานหญิงโดยเฉพาะ ตั้งแต่ระดับการศึกษาไปจนถึงการพัฒนาแรงงานในระบบ เพื่อยกระดับแรงงานสตรีเข้าสู่สายงานที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและสร้างรายได้ที่มั่นคง

ผลกระทบทางเศรษฐกิจระดับมหภาคและการยกระดับประเทศไทย

·       สร้างแรงขับเคลื่อน GDP ใหม่: การเพิ่มสัดส่วนแรงงานหญิงเข้าสู่ระบบและการลดช่องว่างรายได้ สามารถเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ได้อย่างมหาศาล จากการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรมนุษย์อย่างเต็มศักยภาพ

·       รองรับการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society): การดึงสตรีที่ต้องออกจากงานเพราะภาระครอบครัวกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน จะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนวัยแรงงานและช่วยเพิ่มฐานการจัดเก็บภาษีแก่ภาครัฐ

·       เสริมสร้างความเชื่อมั่นในเกณฑ์ ESG และการลงทุนต่างชาติ (FDI): นักลงทุนข้ามชาติและกองทุนชั้นนำทั่วโลกใช้มาตรฐาน Social & Governance ในเกณฑ์ ESG เป็นปัจจัยหลักในการเลือกลงทุน ประเทศที่มีนโยบายคุ้มครองแรงงานและสร้างความเท่าเทียมทางเพศที่ชัดเจนจึงมีเปรียบในการดึงดูดเงินลงทุน

แหล่งอ้างอิงข้อมูล

·     OECD

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์