โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน มูลค่ากว่า 2.24 แสนล้านบาท กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง หลังกลุ่มบริษัทเอกชนคู่สัญญาได้ทำหนังสือถึงการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ขอให้พิจารณาสิ้นสุดสัญญาร่วมลงทุน โดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถดำเนินการตามเงื่อนไขสำคัญของโครงการได้ เนื่องจากยังไม่สามารถขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI Certificate) และไม่สามารถออกหนังสือเริ่มงานก่อสร้าง (Notice to Proceed : NTP) ได้
รายงานข่าว ระบุว่า หนังสือดังกล่าวถูกส่งมายัง รฟท. เพื่อขอให้พิจารณายุติสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลักของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยประเด็นดังกล่าวเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ภายในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการต่อไป
แหล่งข่าวระบุว่า สาเหตุสำคัญมาจากการที่เอกชนเห็นว่าเงื่อนไขหลายประการตามสัญญายังไม่สามารถดำเนินการได้ครบถ้วนส่งผลให้ไม่สามารถยื่นขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนการออกหนังสือ Notice to Proceed (NTP) หรือหนังสืออนุญาตให้เริ่มงานก่อสร้างอย่างเป็นทางการ
เมื่อไม่สามารถออก NTP ได้ การก่อสร้างโครงการในภาพรวมจึงไม่สามารถเดินหน้าได้ตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา ส่งผลให้เอกชนตัดสินใจขอให้ภาครัฐพิจารณาสิ้นสุดสัญญาร่วมลงทุน
โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เป็นโครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ที่มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 224,000 ล้านบาท เชื่อมสนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา ระยะทางกว่า 220 กิโลเมตร โดยมีบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด ซึ่งมีเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) เป็นแกนนำ เป็นผู้ชนะการประมูลและลงนามสัญญากับ รฟท. เมื่อปี 2562
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ลงนามสัญญา โครงการประสบปัญหาความล่าช้าจากหลายปัจจัย ทั้งการส่งมอบพื้นที่ การเจรจาแก้ไขสัญญา ผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ตลอดจนเงื่อนไขด้านการลงทุนและการออกหนังสือเริ่มงานก่อสร้าง ทำให้โครงการยังไม่สามารถเริ่มก่อสร้างได้เต็มรูปแบบ
หากข้อเสนอขอสิ้นสุดสัญญาได้รับการพิจารณา อาจส่งผลกระทบต่อแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ EEC และจำเป็นต้องพิจารณาแนวทางดำเนินโครงการใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจากับคู่สัญญาเดิม การเปิดประมูลใหม่ หรือการกำหนดรูปแบบการลงทุนใหม่ ซึ่งจะเป็นประเด็นสำคัญที่คณะกรรมการ กพอ. จะต้องพิจารณาในลำดับต่อไป
ทั้งนี้ ยังไม่มีข้อยุติอย่างเป็นทางการ โดยการพิจารณาของ กพอ. จะเป็นขั้นตอนสำคัญในการกำหนดทิศทางของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศในการขับเคลื่อนการลงทุนและการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในระยะยาว




