ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หลังเกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ค่าเงินรูเปียห์อินโดนีเซียอ่อนค่าต่อเนื่องกว่า 8% และทำสถิติอ่อนค่ามากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางแรงขายสินทรัพย์อินโดนีเซียของนักลงทุนต่างชาติ ทั้งในตลาดหุ้นและพันธบัตรรวมประมาณ 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากความกังวลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและแนวทางนโยบายภายในประเทศ
จากสถานการณ์ดังกล่าว ธนาคารกลางอินโดนีเซียจึงตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ระดับ 5.50% ในการประชุมนอกกำหนด เพื่อชะลอแรงกดดันต่อค่าเงิน สร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดการเงิน และรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในช่วงที่ความผันผวนของตลาดโลกยังอยู่ในระดับสูง
ขณะที่ค่าเงินบาทของไทยอ่อนค่าลงประมาณ 5.4% นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว แต่ยังเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพ โดยเงินทุนต่างชาติขายสุทธิสินทรัพย์ไทยเพียงประมาณ 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วงหลังเริ่มกลับเข้าลงทุนในตลาดหุ้นและพันธบัตรระยะยาวของไทยอีกครั้ง สะท้อนความเชื่อมั่นต่อพื้นฐานเศรษฐกิจและเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทย
ธปท.ย้ำว่า สถานการณ์ของไทยแตกต่างจากอินโดนีเซียอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านความผันผวนของค่าเงินและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ส่งผลให้ กนง. ยังไม่จำเป็นต้องเรียกประชุมพิเศษเพื่อพิจารณาปรับนโยบายการเงิน และจะติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินอย่างใกล้ชิดต่อไป




