สงครามดันน้ำมันแพง สะเทือนไทยแค่ไหน? จากราคาหน้าปั๊มสู่ต้นทุนทั้งเศรษฐกิจ

21 ก.ย. 2569 - 16:09

  • น้ำมันโลกทะลุ 100 ดอลลาร์ ความเสี่ยงอุปทานจากตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซยังเขย่าตลาด

  • น้ำมันแพงลามเป็นโดมิโน จากค่าขนส่ง ต้นทุนธุรกิจ สินค้าเกษตร ไปจนถึงเงินเฟ้อและค่าครองชีพ

  • กองทุนน้ำมันรับแรงกดดัน รัฐต้องหาจุดสมดุลระหว่างการพยุงราคาพลังงานกับภาระทางการคลัง

สงครามดันน้ำมันแพง สะเทือนไทยแค่ไหน? จากราคาหน้าปั๊มสู่ต้นทุนทั้งเศรษฐกิจ

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งทางอาวุธในตะวันออกกลางไม่ได้เป็นเพียงข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ แต่กำลังส่งแรงกระเพื่อมเข้าสู่ตลาดพลังงานโลก และจากราคาน้ำมันดิบกำลังลุกลามไปสู่ต้นทุนการขนส่ง การผลิต เงินเฟ้อ และค่าครองชีพของประชาชน

ล่าสุดวันที่ 21 กันยายน 2569 ราคาน้ำมันดิบ Brent อยู่เหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ราคาจะปรับลดลงจากก่อนหน้า หลังตลาดมีความหวังว่าอุปทานจากตะวันออกกลางจะฟื้นตัวและความพยายามทางการทูตอาจช่วยลดความตึงเครียดลงได้ โดย Reuters รายงานว่า Brent ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 101.71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันที่ 21 กันยายน ขณะที่ WTI อยู่ที่ 98.15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ แม้ราคาจะย่อตัว แต่ความเสี่ยงด้านอุปทานยังไม่ได้หายไป

IEA ระบุว่า หากอุปทานจากอ่าวเปอร์เซียยังถูกจำกัดต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ขณะที่สต็อกน้ำมันเชิงพาณิชย์ทั่วโลกลดลงอย่างรวดเร็ว ตลาดอาจต้องเผชิญกับราคาที่สูงขึ้นและการลดลงของอุปสงค์เพื่อทำให้ตลาดกลับเข้าสู่สมดุล

1. ทำไมสงครามถึงดันราคาน้ำมัน?

กลไกสำคัญไม่ได้ซับซ้อน นั่นคือ ตลาดกลัวว่าน้ำมันจะออกสู่ตลาดโลกได้ไม่เพียงพอ เมื่อเกิดความขัดแย้งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน ความเสี่ยงจะเกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน ตั้งแต่แหล่งผลิต โรงกลั่น ท่อส่ง ไปจนถึงเส้นทางเดินเรือ โดยเฉพาะ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการค้าพลังงานโลก

IEA ระบุว่า การหยุดชะงักของเส้นทางและการส่งออกจากตะวันออกกลางได้สร้างแรงกดดันต่อตลาดน้ำมันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สต็อกน้ำมันทั่วโลกที่ตรวจวัดได้ลดลงถึง 507 ล้านบาร์เรล จากช่วงเริ่มต้นของสงคราม และประเทศสมาชิก IEA ได้ปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินออกมาแล้วมากกว่า 300 ล้านบาร์เรล เพื่อบรรเทาผลกระทบ

นั่นหมายความว่า ตลาดไม่ได้กังวลแค่ “น้ำมันผลิตได้น้อยลง” แต่กังวลว่า น้ำมันที่มีอยู่จะขนส่งออกมาได้มากน้อยแค่ไหน และจะมีน้ำมันสำรองเหลือเพียงพอรับมือวิกฤตหรือไม่

3 แรงกระแทกจากสงครามที่ดันราคาน้ำมัน

หนึ่ง Supply Shock - อุปทานสะดุด

แหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอาจได้รับความเสียหาย ขณะที่เส้นทางขนส่งบางแห่งมีความเสี่ยง ทำให้ตลาดต้องบวก “ค่าความเสี่ยง” เข้าไปในราคาน้ำมัน

สอง ค่าขนส่งและประกันภัยเพิ่ม

เมื่อเส้นทางเดินเรือมีความเสี่ยง เรือบรรทุกน้ำมันอาจต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติม ต้นทุนขนส่งและประกันภัยจึงมีโอกาสเพิ่มขึ้น และท้ายที่สุดสะท้อนกลับเข้าสู่ราคาพลังงาน

สาม ตลาดการเงินตอบสนองก่อนของจริง

ตลาดน้ำมันเป็นตลาดที่ตอบสนองต่อ “ความคาดหวัง” อย่างรวดเร็ว เมื่อผู้ซื้อ ผู้ขาย และนักลงทุนประเมินว่าความเสี่ยงด้านอุปทานเพิ่มขึ้น ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าก็สามารถขยับขึ้นได้ก่อนที่ปริมาณน้ำมันในตลาดจริงจะขาดแคลนเต็มรูปแบบ

ดังนั้น ราคาน้ำมันจึงสะท้อนทั้ง สถานการณ์ปัจจุบันและความกลัวว่าสถานการณ์ในอนาคตจะเลวร้ายลง

2. ทำไมไทยถึงได้รับผลกระทบแรง?

สำหรับประเทศไทย จุดอ่อนสำคัญคือการพึ่งพาพลังงานนำเข้า SCB EIC ระบุว่า ไทยมีการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิคิดเป็นประมาณ 8% ของ GDP และพลังงานมีสัดส่วนราว 12–13% ในตะกร้าเงินเฟ้อ ทำให้เศรษฐกิจไทยมีความอ่อนไหวต่อการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานโลก

ขณะที่ IEA ระบุว่า ก่อนเกิดวิกฤต ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางประมาณ 60% ของการนำเข้า และประมาณ 45% ของน้ำมันสำเร็จรูปที่ใช้ในภูมิภาคมีความเชื่อมโยงกับน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง

นี่จึงทำให้สงครามในตะวันออกกลางไม่ได้อยู่ไกลตัวสำหรับประเทศไทย เพราะเมื่อราคาน้ำมันโลกขึ้น ต้นทุนพลังงานที่ไทยต้องนำเข้าก็สูงขึ้นตาม

3. น้ำมันแพงไม่ได้จบที่หน้าปั๊ม

ผลกระทบลูกแรกที่ประชาชนเห็นได้ง่ายที่สุดคือ ราคาน้ำมันขายปลีก ข้อมูลสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ. ระบุว่า ณ วันที่ 21 กันยายน 2569 ราคาขายปลีก Gasohol 95 อยู่ที่ประมาณ 39.09 บาทต่อลิตร และ E20 อยู่ที่ประมาณ 34.09 บาทต่อลิตร โดยราคาจริงแตกต่างกันตามผู้ให้บริการ แต่ราคาหน้าปั๊มเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะน้ำมัน โดยเฉพาะดีเซล เป็นหนึ่งในต้นทุนพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจ

น้ำมันแพง → ค่าขนส่งเพิ่ม → ต้นทุนสินค้าเพิ่ม → ราคาสินค้าเพิ่ม ตั้งแต่รถบรรทุกที่ขนวัตถุดิบเข้าโรงงาน ไปจนถึงรถที่นำสินค้าออกจากศูนย์กระจายสินค้าไปยังร้านค้า ล้วนได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน

4. ภาคเกษตรก็หนีไม่พ้น

ภาคเกษตรกรรมได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงคือราคาดีเซลที่สูงขึ้นทำให้ต้นทุนการใช้เครื่องจักร เช่น รถไถ เครื่องสูบน้ำ และรถเกี่ยวผลผลิตเพิ่มขึ้น

ทางอ้อมคือค่าขนส่งสินค้าเกษตรจากแหล่งผลิตไปยังตลาดสูงขึ้น รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบบางประเภทที่เชื่อมโยงกับพลังงาน เช่น ปุ๋ยและสารเคมี

เมื่อผู้ผลิตแบกรับต้นทุนได้น้อยลง ต้นทุนก็มีโอกาสถูกส่งต่อไปยังราคาสินค้าอาหาร นี่คือจุดที่ปัญหาพลังงานเริ่มกลายเป็น ปัญหาค่าครองชีพ

5. จากน้ำมันแพงสู่ ‘เงินเฟ้อจากต้นทุน’

ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุชัดว่า ในไตรมาส 2 ปี 2569 เศรษฐกิจไทยชะลอลงส่วนหนึ่งจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นและผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่เงินเฟ้อได้รับแรงหนุนจากราคาพลังงาน และต้นทุนที่สูงขึ้นเริ่มส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการบางประเภท

นี่คือกลไกของ Cost-Push Inflation หรือเงินเฟ้อจากด้านต้นทุน ต่างจากเงินเฟ้อที่เกิดจากคนแห่ซื้อสินค้าเพราะกำลังซื้อสูง แต่รอบนี้ปัญหาคือ ต้นทุนของผู้ผลิตสูงขึ้น และเมื่อธุรกิจต้องจ่ายแพงขึ้น ก็มีทางเลือกไม่มากนัก แบกรับต้นทุนเอง → กำไรลด หรือ ส่งผ่านต้นทุน → ราคาสินค้าเพิ่ม หากเกิดพร้อมกันในหลายอุตสาหกรรม ผลกระทบก็สามารถขยายวงไปยังเงินเฟ้อทั้งระบบได้

6. รัฐบาลเจอโจทย์ใหญ่ ‘ตรึงราคาหรือรักษาฐานะกองทุน’

อีกด้านหนึ่งที่ต้องจับตาคือ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เมื่อราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น รัฐบาลสามารถใช้กลไกกองทุนน้ำมันเข้ามาช่วยลดแรงกระแทกต่อราคาขายปลีกได้ แต่การตรึงราคาก็ไม่ได้หมายความว่าต้นทุนหายไป ต้นทุนส่วนหนึ่งเพียงถูกย้ายจากผู้บริโภคไปอยู่ที่กองทุน ดังนั้น หากราคาน้ำมันโลกสูงต่อเนื่อง ภาระของกองทุนก็เพิ่มขึ้นตาม และกลายเป็นโจทย์ทางการคลังที่ต้องบริหาร ประเด็นนี้จึงเป็น ‘เกมสองด้าน’

ถ้าปล่อยให้ราคาขึ้นเร็ว → ประชาชนและธุรกิจรับแรงกระแทก

ถ้าตรึงราคานาน → ภาระกองทุนน้ำมันเพิ่มขึ้น

7. แล้วไทยควรรับมืออย่างไร?

โจทย์นี้ไม่ได้มีแค่การแก้ปัญหาระยะสั้น แต่ต้องคิดถึงโครงสร้างพลังงานในระยะยาวด้วย

กระจายแหล่งนำเข้า

การไม่พึ่งพาแหล่งผลิตหรือเส้นทางเดียวมากเกินไปช่วยลดความเสี่ยงเมื่อเกิดวิกฤต IEA ชี้ว่า วิกฤตครั้งนี้ทำให้เห็นความเปราะบางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากการพึ่งพาการนำเข้า แหล่งจัดหาที่กระจุกตัว และเส้นทางขนส่งที่มีความเสี่ยง

เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

ยิ่งเศรษฐกิจใช้พลังงานต่อหน่วย GDP มากเท่าไร ก็ยิ่งได้รับผลกระทบมากขึ้นเมื่อราคาพลังงานโลกพุ่ง การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม อาคาร และระบบขนส่ง จึงเป็นมาตรการลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง

เร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน เช่น Solar และระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงการใช้รถยนต์ไฟฟ้า สามารถช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันในบางภาคส่วน แต่การเปลี่ยนผ่านต้องทำควบคู่กับการรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและต้นทุนพลังงาน เพราะการลดการพึ่งพาน้ำมันไม่ได้แปลว่าประเทศจะไม่มีความเสี่ยงด้านพลังงานอีกต่อไป

ใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยง

ภาครัฐและภาคธุรกิจสามารถใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น การทำ Hedging เพื่อบริหารความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่ผันผวน รวมถึงออกแบบมาตรการช่วยเหลือให้ตรงกลุ่มและจำกัดระยะเวลา

8. สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่ ‘น้ำมันจะขึ้นไปถึงเท่าไร’ แต่คือ ‘ราคาจะอยู่สูงนานแค่ไหน’ เพราะหากราคาพุ่งขึ้นเพียงระยะสั้น ตลาดยังมีโอกาสปรับตัวและอุปทานสามารถกลับมาได้ แต่ถ้าความขัดแย้งยืดเยื้อจนกระทบการผลิตและการขนส่งเป็นเวลานาน ผลกระทบจะขยายตัวจากตลาดพลังงานไปสู่เศรษฐกิจจริง

IEA เตือนว่า หากอุปทานจากอ่าวเปอร์เซียยังถูกจำกัด ขณะที่สต็อกน้ำมันทั่วโลกลดลงต่อเนื่อง ตลาดอาจต้องเผชิญกับราคาที่สูงขึ้นและการลดลงของอุปสงค์เพิ่มเติมเพื่อปรับสมดุล

สำหรับไทย ธปท.เองก็ระบุว่าความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น การขาดแคลนอุปทานจากความเสี่ยงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ และการส่งผ่านต้นทุนจากธุรกิจไปยังราคาสินค้า เป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

สุดท้ายแล้ว สงครามอาจเกิดขึ้นไกลจากประเทศไทย แต่ผลกระทบไม่ได้อยู่ไกลตัวเลยเพราะเส้นทางของผลกระทบอาจเริ่มจากbสงคราม → อุปทานน้ำมันสะดุด → ราคาน้ำมันพุ่ง → ค่าขนส่งเพิ่ม → ต้นทุนธุรกิจสูงขึ้น → ราคาสินค้าเพิ่ม → เงินเฟ้อ → กำลังซื้อประชาชนลดลง

และนั่นทำให้ ‘ราคาน้ำมัน’ ไม่ใช่เพียงเรื่องของพลังงานอีกต่อไป แต่เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่กำหนด ต้นทุนและความสามารถในการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ในช่วงที่โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนสูง

ข้อมูลอ้างอิง

·     IEA 

·     ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 

·     SCB EIC 

·     สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์