ตลาดน้ำมันโลกกำลังกลับมาเป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจอีกครั้ง หลังราคาน้ำมันดิบ Brent ทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันปรับขึ้นแรงจากความเสี่ยงด้านอุปทานและความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กระทบเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญ
สิ่งที่น่ากังวลสำหรับไทย คือ จังหวะดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อภายในประเทศเริ่มกลับมาแล้ว
ข้อมูลเดือนสิงหาคมสะท้อนว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเพิ่มขึ้น 2.53% เมื่อเทียบกับปีก่อน จาก 1.95% ในเดือนกรกฎาคม ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.44% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคาไม่ได้มาจากพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มมีการส่งผ่านไปยังสินค้าและบริการในประเทศมากขึ้นด้วย
น้ำมันแพงไม่ได้จบแค่หน้าปั๊ม
สำหรับผู้บริโภค น้ำมันแพงอาจเห็นผลโดยตรงจากราคาขายปลีก แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจจริงมีวงกว้างกว่านั้น เมื่อราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น ต้นทุนเชื้อเพลิงของภาคขนส่งเพิ่มขึ้น ต้นทุนการเดินทางและโลจิสติกส์สูงขึ้น ขณะที่ธุรกิจที่ใช้พลังงานจำนวนมากต้องแบกรับต้นทุนเพิ่ม
จากนั้นต้นทุนเหล่านี้สามารถถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้า ตั้งแต่อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงค่าบริการบางประเภท
พูดง่าย ๆ คือ น้ำมันแพง → ขนส่งแพง → ต้นทุนธุรกิจเพิ่ม → ราคาสินค้าปรับขึ้น → เงินเฟ้อสูงขึ้น
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตลาดการเงินทั่วโลกจึงกลับมากังวลเรื่องเงินเฟ้อ หลังราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ โดยสหรัฐเองก็เริ่มเห็นแรงกดดันด้านต้นทุนจากพลังงานชัดเจนขึ้น ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 0.4% จากเดือนก่อน และเพิ่มขึ้น 5.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยราคาพลังงานเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ
ไทยอาจเจอ ‘เงินเฟ้อสองเด้ง’
สิ่งที่ต้องจับตา คือ เงินเฟ้อไทยรอบนี้อาจไม่ได้มีเพียงผลจากน้ำมัน ข้อมูลเดือนสิงหาคมพบว่า พลังงานมีสัดส่วนต่อเงินเฟ้อทั่วไปถึง 41.5% หรือ 1.05 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่แรงกดดันจากเงินเฟ้อพื้นฐานมีสัดส่วน 39.9% หรือ 1.01 จุดเปอร์เซ็นต์
โดยเฉพาะราคาอาหารสำเร็จรูปที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่อาหารสดก็ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศและต้นทุนการผลิต นั่นหมายความว่า หากราคาน้ำมันโลกยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ไทยอาจต้องรับแรงกดดันจาก ‘ต้นทุนพลังงาน’ พร้อมกับ ‘ต้นทุนในประเทศ’ ไปพร้อมกัน
จุดนี้แตกต่างจากกรณีน้ำมันแพงเพียงชั่วคราว เพราะหากราคาน้ำมันสูงอยู่นาน ผู้ประกอบการอาจไม่สามารถดูดซับต้นทุนได้ทั้งหมด และจำเป็นต้องทยอยปรับราคาสินค้าและบริการ
SME อาจเป็นกลุ่มที่รับแรงกระแทกเต็ม ๆ
กลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือผู้ประกอบการรายเล็กและ SME ธุรกิจขนาดใหญ่บางรายอาจมีอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์ มีระบบบริหารความเสี่ยงด้านพลังงาน หรือสามารถกระจายต้นทุนไปยังสินค้าได้
แต่ SME จำนวนมากมีต้นทุนขนส่งและพลังงานเป็นต้นทุนสำคัญ และมีอำนาจต่อรองด้านราคาน้อยกว่า หากขึ้นราคาสินค้า ลูกค้าอาจหันไปหาคู่แข่งที่ถูกกว่า แต่หากไม่ขึ้นราคา ธุรกิจก็ต้องยอมลดกำไร
จึงเกิดโจทย์สำคัญว่า ในวันที่น้ำมันแพงขึ้น SME จะเลือกขึ้นราคาหรือยอมกำไรหาย?
และถ้าธุรกิจจำนวนมากเลือกขึ้นราคาในเวลาเดียวกัน แรงกดดันเงินเฟ้อก็มีโอกาสกระจายออกไปในวงกว้าง
เงินเฟ้อกลับมา แล้วดอกเบี้ยจะเป็นอย่างไร?
อีกด้านที่ต้องจับตาคือผลต่อทิศทางนโยบายการเงิน หากราคาน้ำมันสูงขึ้นและเริ่มส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการ ธนาคารกลางทั่วโลกอาจต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะการลดเงินเฟ้ออาจทำได้ยากกว่าเดิม
ตลาดการเงินโลกกำลังสะท้อนความกังวลนี้อยู่แล้ว หลังราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแรงและทำให้ความคาดหวังต่อทิศทางดอกเบี้ยเปลี่ยนไป โดยตลาดสหรัฐเพิ่มการประเมินโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ยในระยะใกล้ ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อด้านพลังงาน
สำหรับไทย ผลกระทบไม่ได้หมายความว่าจะต้องขึ้นดอกเบี้ยตามทันที แต่โจทย์จะซับซ้อนขึ้น เพราะเศรษฐกิจไทยยังต้องการแรงสนับสนุน ขณะที่เงินเฟ้ออาจเริ่มกลับมาเป็นข้อจำกัดทางนโยบาย
จุดชี้ขาดไม่ใช่ ‘น้ำมันแตะ 100’ แต่คือ ‘ยืนเหนือ 100 นานแค่ไหน’ สิ่งที่เศรษฐกิจไทยต้องจับตาจึงไม่ใช่เพียงตัวเลข 100 ดอลลาร์ แต่คือ ราคาจะอยู่เหนือระดับดังกล่าวนานแค่ไหน หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเพียงระยะสั้นแล้วกลับลง ผลกระทบต่อเงินเฟ้ออาจจำกัด แต่หากราคายืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อเนื่องหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ผลกระทบจะเริ่มซึมเข้าสู่ต้นทุนการขนส่ง การผลิต และราคาสินค้าในประเทศมากขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า หากราคาน้ำมันโลกอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วง 1–3 เดือน อาจกระทบการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2569 ราว 0.2–0.7% สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้มีเพียงเรื่องเงินเฟ้อ แต่ยังอาจกระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วย
จากน้ำมันแพง สู่โจทย์ ‘เงินเฟ้อกับเศรษฐกิจโตต่ำ’
นี่จึงเป็นจุดที่ไทยต้องระวัง หากน้ำมันแพงขึ้น ต้นทุนธุรกิจสูงขึ้น ขณะที่กำลังซื้อของประชาชนไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม ธุรกิจอาจไม่สามารถผลักภาระต้นทุนทั้งหมดไปยังผู้บริโภคได้
ผลลัพธ์ คือ กำไรลด การลงทุนชะลอ และการจ้างงานอาจได้รับผลกระทบ
แต่ถ้าธุรกิจปรับขึ้นราคา ก็จะยิ่งทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นและบั่นทอนกำลังซื้อของครัวเรือ กลายเป็นโจทย์เศรษฐกิจที่ต้องจับตาว่า ไทยจะเจอเงินเฟ้อสูงขึ้นพร้อมกับเศรษฐกิจโตช้าลงหรือไม่
เพราะในวันที่ Brent ไม่ได้หยุดอยู่แค่ 100 ดอลลาร์ คำถามสำคัญสำหรับเศรษฐกิจไทยจึงไม่ใช่แค่ว่าน้ำมันจะแพงแค่ไหน แต่คือ ไทยจะรับต้นทุนรอบใหม่นี้ได้นานแค่ไหน ก่อนที่ราคาจะถูกส่งต่อไปถึงกระเป๋าของประชาชน




