หลัง ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ เดินหน้ามาถึงช่วงโค้งสุดท้ายของเฟสแรก มาตรการเติมกำลังซื้อกำลังถูกจับตาอีกครั้ง เมื่อกระทรวงการคลังเตรียมนำรายละเอียดการขยายโครงการเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันนี้(22 ก.ย. 69) เพื่อเดินหน้าต่อในช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน
คำถามที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงว่า ประชาชนจะได้เงินเพิ่มเท่าไร แต่คือ เม็ดเงินรอบใหม่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยได้มากแค่ไหน และเมื่อรัฐต้องใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นการบริโภค เงิน 1 บาทที่ใส่เข้าไปสามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาได้มากน้อยเพียงใด
1. เฟสแรก เงินสะพัดกว่า 1.61 แสนล้านบาท
ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 ระบุว่า ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ มียอดใช้จ่ายสะสม 161,555.6 ล้านบาท มีประชาชนได้รับสิทธิ 26,040,623 ราย และมีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว 1,192,528 ราย
ในจำนวนนี้เป็นเงินที่ภาครัฐร่วมจ่าย 92,900.7 ล้านบาท ขณะที่ประชาชนร่วมจ่าย 68,654.9 ล้านบาท สะท้อนว่าเม็ดเงินจากมาตรการไม่ได้มาจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ถูกนำไปต่อยอดเป็นการใช้จ่ายจริงในระบบเศรษฐกิจ
ที่สำคัญ ยอดใช้จ่ายกว่า 1.55 แสนล้านบาท เกิดขึ้นผ่านร้านค้าปกติ ขณะที่อีกกว่า 6,200 ล้านบาทมาจากการใช้บริการ Food Delivery ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นภาพว่า กลไกรัฐร่วมจ่าย–ประชาชนร่วมจ่าย สามารถผลักให้เกิดการใช้จ่ายที่สูงกว่าวงเงินที่รัฐใส่เข้ามาโดยตรง
แต่ต้องแยกให้ออกว่า ยอดใช้จ่าย 1.61 แสนล้านบาท ไม่ได้เท่ากับมูลค่าเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด เพราะส่วนหนึ่งเป็นการใช้จ่ายที่ประชาชนอาจเกิดขึ้นอยู่แล้ว เพียงเปลี่ยนช่องทางหรือได้รับแรงจูงใจให้ใช้จ่ายผ่านโครงการ
นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญของเฟส 2
2. เงินรอบใหม่จะ ‘เพิ่มการใช้จ่าย’ หรือแค่ ‘ประคองกำลังซื้อ’
หัวใจของมาตรการลักษณะนี้อยู่ที่การทำให้เงินของรัฐกลายเป็นการบริโภคเพิ่มเติม ไม่ใช่เพียงการทดแทนเงินที่ประชาชนจะใช้จ่ายอยู่แล้ว
หากประชาชนได้รับวงเงินเพิ่มและนำไปซื้ออาหาร สินค้า หรือบริการที่จำเป็น เงินจะไหลจากผู้บริโภคไปยังร้านค้า จากร้านค้าไปยังผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ และหมุนต่อไปยังแรงงานและธุรกิจอื่น ๆ
แต่หากกำลังซื้อเดิมของประชาชนถูกกดดันจากค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน หรือราคาพลังงานที่สูงขึ้น เงินจากโครงการก็อาจทำหน้าที่เพียงพยุงไม่ให้การบริโภคลดลงมากกว่าเดิม ดังนั้น ผลของมาตรการจึงควรมองสองด้านพร้อมกัน ด้านแรก คือ ช่วยประชาชนลดภาระค่าใช้จ่าย อีกด้าน คือ ช่วยรักษารายได้ของร้านค้าและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
กระทรวงการคลังเองระบุว่า เป้าหมายของโครงการคือการบรรเทาภาระประชาชน รักษากำลังซื้อ และช่วยให้ร้านค้ารายย่อยมีรายได้ต่อเนื่อง ท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ
3. เฟส 2 จึงไม่ได้วัดกันแค่ ‘แจกเท่าไร’
รายละเอียดที่ถูกพูดถึงสำหรับเฟส 2 คือการขยายโครงการออกไปอีก 2 เดือนในช่วง ตุลาคม–พฤศจิกายน 2569 ขณะที่รายละเอียดเรื่องวงเงินและเงื่อนไขสุดท้ายต้องรอมติ ครม. อย่างเป็นทางการ
หากยังใช้กลไกรัฐร่วมจ่ายกับประชาชนเหมือนเดิม สิ่งที่ต้องจับตาคือ ขนาดของวงเงินและจำนวนผู้ได้รับสิทธิ เพราะวงเงินมากไม่ได้แปลว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากเสมอไป สิ่งสำคัญกว่าคือ เงินก้อนนั้นถูกใช้ที่ไหน ซื้ออะไร และตกถึงใคร
หากเงินไหลไปยังร้านค้ารายย่อย ร้านอาหาร ผู้ประกอบการชุมชน และธุรกิจที่มีการจ้างงานสูง ผลทางเศรษฐกิจอาจกระจายตัวได้กว้างกว่าเงินที่กระจุกอยู่กับสินค้าหรือบริการบางประเภท นี่จึงเป็นเหตุผลที่ภาคค้าปลีกเสนอให้พิจารณาขยายกลุ่มร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อเพิ่มช่องทางให้เม็ดเงินหมุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น
4. โจทย์ใหญ่คือ ‘เงินรัฐ’ กับ ‘เงินประชาชน’
ตัวเลขเฟสแรกสะท้อนกลไกที่น่าสนใจ รัฐร่วมจ่าย 92,900.7 ล้านบาท ขณะที่ประชาชนร่วมจ่าย 68,654.9 ล้านบาท และเกิดยอดใช้จ่ายรวม 161,555.6 ล้านบาท
พูดง่าย ๆ คือเงินจากภาครัฐไม่ได้ถูกใช้เพียงลำพัง แต่ทำหน้าที่เป็นแรงจูงใจให้ประชาชนควักเงินของตัวเองออกมาใช้จ่ายด้วย อย่างไรก็ตาม การจะประเมินว่ามาตรการ ‘คุ้มค่า’ หรือไม่ จำเป็นต้องดูมากกว่ายอดใช้จ่ายรวม ต้องดูด้วยว่า หากไม่มีมาตรการ ประชาชนจะใช้จ่ายเท่าไรอยู่แล้ว
หากประชาชนใช้เงินเพิ่มขึ้นจริง เศรษฐกิจได้รับแรงส่งเพิ่มจริง และรายได้ของร้านค้ารายย่อยเพิ่มขึ้นจริง ผลทางเศรษฐกิจก็ย่อมแตกต่างจากกรณีที่เงินเพียงเปลี่ยนรูปแบบการใช้จ่ายจากช่องทางหนึ่งไปอีกช่องทางหนึ่ง
ดังนั้น ตัวเลขที่น่าจับตาหลังจบเฟส 2 จึงไม่ควรมีแค่คำว่าเงินสะพัดกี่แสนล้าน แต่ควรตอบให้ได้ว่า เงินที่รัฐใช้ไปช่วยสร้างรายได้ การจ้างงาน และการบริโภคเพิ่มเติมมากน้อยเพียงใด
5. เมื่อเศรษฐกิจเจอ ‘น้ำมันแพง’ มาตรการกระตุ้นยิ่งมีโจทย์
อีกเหตุผลที่เฟส 2 ถูกจับตาคือเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงาน หากต้นทุนน้ำมันและพลังงานสูงขึ้น เงินที่ประชาชนได้รับเพิ่มอาจไม่ได้กลายเป็นการบริโภคใหม่ทั้งหมด เพราะส่วนหนึ่งอาจถูกใช้เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร หรือราคาสินค้า
ในมุมหนึ่ง เงินช่วยเหลือจึงมีความสำคัญในการประคองกำลังซื้อ แต่ในอีกมุมหนึ่ง หากราคาพลังงานสูงขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนของผู้ประกอบการก็เพิ่มขึ้นตาม และอาจทำให้แรงกระตุ้นจากมาตรการภาครัฐถูกหักล้างบางส่วน
นี่คือความท้าทายของนโยบายเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2569 เพราะรัฐบาลไม่ได้กำลังรับมือกับโจทย์ ‘กำลังซื้ออ่อนแรง’ เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องรับมือกับ ต้นทุนพลังงาน ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และภาระทางการคลัง ไปพร้อมกัน
6. เฟส 2 จะเป็น ‘สะพาน’ หรือ ‘เครื่องยนต์’ ของเศรษฐกิจ
คำตอบสุดท้ายอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าโครงการจะมีวงเงินเท่าไร แต่อยู่ที่ว่าเศรษฐกิจไทยสามารถกลับมายืนได้ด้วยแรงของภาคเอกชนและรายได้ประชาชนมากน้อยแค่ไหน
หากมาตรการช่วยประคองการบริโภคในช่วงที่กำลังซื้ออ่อนแรง ก็สามารถทำหน้าที่เป็น ‘สะพาน’พาเศรษฐกิจผ่านช่วงที่มีแรงกดดันสูงได้
แต่หากเศรษฐกิจยังต้องพึ่งมาตรการเติมเงินอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาการบริโภค คำถามเรื่องความยั่งยืนก็จะยิ่งสำคัญขึ้น เพราะทุกมาตรการต้องใช้ทรัพยากรของภาครัฐ และมีต้นทุนค่าเสียโอกาสเมื่อเทียบกับการนำเงินไปใช้กับมาตรการอื่น
ท้ายที่สุดไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 จึงไม่ควรถูกมองเพียงเป็นโครงการเติมเงินให้ประชาชน แต่ควรถูกมองเป็น บททดสอบว่าเงินภาครัฐสามารถสร้างแรงหมุนทางเศรษฐกิจได้มากเพียงใด จากยอดใช้จ่ายเฟสแรกกว่า 1.61 แสนล้านบาท คำถามต่อไปจึงไม่ใช่แค่ เฟส 2 จะได้เงินเท่าไร’ แต่คือ
เงินทุก 1 บาทของรัฐ จะทำให้เกิดการใช้จ่ายใหม่ รายได้ใหม่ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ได้มากแค่ไหน?
คำตอบของคำถามนี้จะเป็นตัวชี้สำคัญว่า มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อกำลังทำหน้าที่เป็นเพียงการประคองเศรษฐกิจระยะสั้น หรือสามารถสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยเดินต่อได้จริง




