หากย้อนกลับไปเมื่อ 20-30 ปีก่อน เวลาพูดถึงตลาดข้าวโลก ประเทศไทย คือ ‘เบอร์หนึ่ง’ ที่หลายประเทศใช้เป็นมาตรฐาน ทั้งในแง่คุณภาพ ชื่อเสียง และราคาส่งออก โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทยที่ได้รับการยอมรับในตลาดระดับพรีเมียมทั่วโลก
แต่วันนี้ ภาพการแข่งขันเริ่มเปลี่ยนไป เวียดนาม ประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงผู้ส่งออกข้าวราคาถูก กำลังขยับสถานะจาก ‘ผู้ตาม’ มาเป็น ‘คู่แข่งสำคัญ’ ของไทย และในบางตลาด เวียดนามสามารถขายข้าวได้ในราคาสูงกว่าไทยเสียด้วยซ้ำ
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเวียดนามปลูกข้าวได้มากกว่าเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากการเปลี่ยนแนวคิดในการพัฒนาอุตสาหกรรมข้าวทั้งระบบแทนที่จะแข่งขันด้วยปริมาณเพียงอย่างเดียว เวียดนามหันมาแข่งขันด้วยคุณภาพและความยั่งยืน
รัฐบาลเวียดนามประกาศโครงการพัฒนาพื้นที่ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านเฮกตาร์ หรือราว 6.25 ล้านไร่ ในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญที่สุดของประเทศ เป้าหมายของโครงการไม่ได้มีเพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังมุ่งยกระดับคุณภาพข้าว เพิ่มรายได้เกษตรกร และตอบสนองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศผู้นำเข้า ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าโลก
หนึ่งในเทคนิคสำคัญคือการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying : AWD) ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากนาข้าว ลดการใช้น้ำ และลดต้นทุนการผลิต ขณะเดียวกันยังรักษาหรือเพิ่มผลผลิตได้ในหลายพื้นที่
แนวทางนี้ไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎี งานศึกษาของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ซึ่งลงพื้นที่ศึกษาทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม พบว่า กลุ่มแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ที่อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งนำเทคนิคเดียวกันมาใช้ สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ประมาณ 17% และเพิ่มผลผลิตได้ราว 6%
นั่นหมายความว่าความยั่งยืน ไม่ได้เป็นภาระต้นทุนเสมอไป แต่สามารถสร้างกำไรได้ หากบริหารจัดการอย่างเหมาะสม
อีกสิ่งที่เวียดนามทำอย่างจริงจังคือการพัฒนาสายพันธุ์ข้าว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เวียดนามลงทุนวิจัยพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูง คุณภาพดี และตรงกับความต้องการของตลาดโลกมากขึ้น แตกต่างจากอดีตที่เน้นปริมาณเป็นหลัก เมื่อมีพันธุ์ที่ดี ประกอบกับการบริหารจัดการแปลงปลูกที่มีมาตรฐาน ทำให้เวียดนามสามารถสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของข้าวเวียดนามในตลาดโลกได้อย่างรวดเร็ว
ขณะที่ประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งด้านข้าวหอมมะลิ แต่ตลาดโลกในปัจจุบันไม่ได้ต้องการเพียง ข้าวอร่อย ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มถามว่า ข้าวมาจากที่ไหน ผลิตอย่างไร ปล่อยคาร์บอนเท่าไร ใช้น้ำมากหรือไม่ และปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมหรือเปล่า
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การแข่งขันในวันนี้ไม่ใช่เพียงเรื่อง ‘คุณภาพเมล็ดข้าว’ แต่เป็นการแข่งขันของทั้งห่วงโซ่การผลิต นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายประเทศเริ่มใช้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเครื่องมือทางการค้า ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานการผลิตที่ยั่งยืน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ซึ่งกำลังกลายเป็นตั๋วผ่านประตู สำหรับสินค้าเกษตรในตลาดพรีเมียม
ประเทศไทยเองเริ่มเดินในทิศทางเดียวกัน ผ่านนโยบายข้าวประณีตที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มจากข้าวคาร์บอนต่ำ ข้าวอินทรีย์ ข้าว GI และข้าวเพื่อสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของไทยอาจไม่ใช่เรื่องการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่คือความเร็วในการปรับตัว เพราะหากประเทศคู่แข่งสามารถสร้างมาตรฐานใหม่ของตลาดได้ก่อน ประเทศที่ปรับตัวช้ากว่าอาจถูกบีบให้แข่งขันด้วยราคาต่อไป แม้จะมีคุณภาพสินค้าไม่ด้อยกว่าก็ตาม ในโลกการค้าอาหารยุคใหม่ ผู้ชนะอาจไม่ใช่ประเทศที่ปลูกข้าวได้มากที่สุด แต่เป็นประเทศที่เข้าใจว่าผู้บริโภคต้องการซื้ออะไรมากที่สุด และนั่นอาจเป็นบทเรียนสำคัญที่ประเทศไทยต้องเรียนรู้จากเวียดนาม
ข้อมูลอ้างอิง
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์
กระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทเวียดนาม (MARD)
Sustainable Rice Platform (SRP)
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)
World Bank, Vietnam Sustainable Agriculture Transformation




