ภาคการเกษตรของประเทศไทยครองสัดส่วนแรงงานมากกว่า 30% ของประเทศ ทว่ากลับสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ (GDP) ได้เพียงราว 8-9% เท่านั้น รากเหง้าของปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่ความขยันของเกษตรกร แต่อยู่ที่ ‘โครงสร้างนโยบายภาครัฐ’ ที่พึ่งพาการแจกเงินชดเชยและประกันราคามายาวนานหลายทศวรรษ
เมื่อประเทศไทยเดินหน้าเข้าเป็นสมาชิก OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) กติกาและมาตรฐานสากลกำลังเข้ามาบีบให้รัฐบาลไทยต้องรื้อถอนโครงสร้างนโยบายแบบดั้งเดิม และเปลี่ยนผ่านไปสู่การสร้างศักยภาพการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีและข้อมูล
1. กับดักนโยบายอุดหนุนแบบดั้งเดิม ยิ่งแจก เกษตรกรยิ่งยากจน
รายงานวิเคราะห์นโยบายการเกษตรระดับโลกของ OECD ชี้ให้เห็นว่า การสนับสนุนภาคเกษตรของไทยในอดีต (เช่น โครงการประกันรายได้ โครงการจำนำพืชผล หรือการอุดหนุนปัจจัยการผลิต) จัดอยู่ในกลุ่ม Market Distorting Support หรือการอุดหนุนที่บิดเบือนกลไกตลาด
· บิดเบือนแรงจูงใจในการปรับตัว การประกันราคาทำให้เกษตรกรขาดแรงจูงใจในการเพิ่มคุณภาพสินค้า หรือลดต้นทุนการผลิต
· สูญเสียงบประมาณมหาศาล งบประมาณนับแสนล้านบาทต่อปีหมดไปกับการเยียวยาปลายเหตุ แทนที่จะถูกนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานวิจัยและพัฒนา (R&D)
· ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม นโยบายที่เน้นปริมาณเร่งด่วนส่งผลให้เกิดการเร่งใช้สารเคมีและการเผาแปลงเกษตรจนเกิดวิกฤต PM 2.5
2. กรอบแนวทาง OECD เปลี่ยนเงินอุดหนุนเป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยี
เกณฑ์การเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD ไม่ได้ห้ามรัฐบาลช่วยเหลือเกษตรกร แต่บังคับให้ “เปลี่ยนรูปแบบการสนับสนุน” จากการแจกเงินตรง (Direct Payments) ไปสู่การสร้างบริการทั่วไปและเทคโนโลยี (General Services Support Estimate - GSSE) ได้แก่
· เกษตรแม่นยำและ IoT (Precision Agriculture) เปลี่ยนการชดเชยเงินเป็นการอุดหนุนเทคโนโลยี เช่น โดรนเพื่อการเกษตร ระบบน้ำหยดอัจฉริยะ และเซนเซอร์ตรวจวัดคุณภาพดิน
· Data-Driven Agriculture รัฐต้องสร้างระบบฐานข้อมูลใหญ่ (Big Data) และภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อให้เกษตรกรใช้ประเมินสภาพอากาศและวางแผนการเพาะปลูกตามความต้องการของตลาด (Demand-Driven)
· การลดคาร์บอนและเกษตรยั่งยืน (Green Agriculture) บีบให้ไทยเปลี่ยนการปลูกพืชเศรษฐกิจ (เช่น ข้าว) ไปสู่ระบบคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Rice) และการทำเกษตรที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เพื่อรับมือกับกำแพงภาษีคาร์บอนในอนาคต
3. ทางรอดของเกษตรกรไทยในยุค OECD
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เปรียบเสมือนยาขมในช่วงแรก แต่เป็นทางรอดเดียวที่จะยกย่องเกษตรกรไทยให้กลายเป็น Agri-Entrepreneurs (ผู้ประกอบการเกษตร)
หากรัฐบาลไทยปรับเปลี่ยนโครงสร้างงบประมาณตามเกณฑ์ OECD ได้สำเร็จ งบประมาณที่เคยละลายไปกับคำว่าชดเชย จะถูกนำมาสร้างระบบนิเวศการเกษตรใหม่ ช่วยลดต้นทุนการผลิตต่อไร่ลงได้ 20–30% และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ (Yield Improvement) ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรได้อย่างยั่งยืนกว่าการแจกเงินหลายเท่าตัว
แหล่งอ้างอิง
· OECD (2025) (2026)
· สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)
· สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)




