รถไฟจีน–ลาวโตต่อเนื่อง โอกาสใหม่ของสินค้าเกษตรไทย
การเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมระหว่างไทย ลาว และจีน กำลังเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยเพิ่มทางเลือกในการขนส่งสินค้าเกษตรของไทย โดยเฉพาะการเข้าสู่ตลาดจีนซึ่งมีความต้องการสินค้าอาหารและผลไม้จากต่างประเทศ ขณะเดียวกัน การพัฒนาระบบขนส่งทางรางและห่วงโซ่ความเย็นยังช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษาคุณภาพสินค้าและบริหารระยะเวลาขนส่ง
ข้อมูลล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 โดยฝ่ายเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว ระบุว่า มูลค่าการนำเข้าและส่งออกสินค้าผ่านทางรถไฟจีน–ลาวทะลุ 100,000 ล้านหยวนแล้ว สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเส้นทางดังกล่าวในระบบการค้าระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นมูลค่าการค้ารวมของเส้นทางรถไฟจีน–ลาว ไม่ใช่มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไทยโดยตรง จึงไม่ควรนำมาใช้สรุปว่าผู้ผลิตไทยได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน แต่สามารถใช้สะท้อนขนาดของโครงข่ายการค้าที่ไทยมีโอกาสเข้าไปใช้ประโยชน์ได้
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยที่ต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการเกษตร ผ่านการใช้ประโยชน์จากระบบขนส่งระหว่างประเทศควบคู่กับการขยายตลาดส่งออก
เงินสนับสนุนกว่า 1.66 แสนดอลลาร์ เร่งเชื่อมผู้ประกอบการไทยกับตลาดจีน
เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างความตกลงความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง–ล้านช้าง ประจำปี 2568 เพื่อดำเนินโครงการส่งเสริมธุรกิจการเกษตรเพื่อการค้าผ่านเส้นทางรถไฟในอนุภูมิภาคแม่โขง–ล้านช้าง
โครงการได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายจีนจำนวน 166,100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่เกิน 1,229,100 หยวน โดยมีระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี และมีกลุ่มเป้าหมาย 150 รายจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเกษตรกรรม
สาระสำคัญของโครงการคือการพัฒนาความรู้ด้านการค้า การใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA และการเชื่อมโยงข้อมูลทางการค้าระหว่างประเทศ ก่อนนำความรู้ที่ได้ไปจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมกันเพื่อเพิ่มโอกาสส่งออกสินค้าเกษตรไทย
กระทรวงพาณิชย์มอบหมายให้สถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (Mekong Institute) เป็นหน่วยงานดำเนินโครงการ โดยกำหนดให้มีการติดตามและประเมินผล รวมถึงตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ
แม้โครงการจะเป็นความพยายามเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย แต่รายละเอียดที่เผยแพร่ยังไม่ได้ระบุว่าเกษตรกรรายย่อยจะเข้าร่วมในสัดส่วนเท่าใด หรือจะมีมาตรการช่วยให้ผู้ผลิตต้นทางได้รับประโยชน์จากการลดต้นทุนขนส่งโดยตรงหรือไม่ ประเด็นนี้จึงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามเมื่อโครงการเริ่มดำเนินงาน
โลจิสติกส์ดีขึ้น ไม่ได้หมายความว่ารายได้เกษตรกรจะเพิ่มขึ้นทันที
การขนส่งทางรางมีข้อได้เปรียบด้านการขนส่งสินค้าปริมาณมาก และสามารถเชื่อมต่อกับระบบขนส่งรูปแบบอื่นเพื่อส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดปลายทางได้ แต่ต้นทุนที่แท้จริงไม่ได้มีเพียงค่าระวางรถไฟเท่านั้น
ผู้ส่งออกยังต้องคำนึงถึงค่าขนส่งจากสวนไปยังจุดรวบรวมสินค้า ค่าคัดแยกและบรรจุภัณฑ์ ค่าห้องเย็น ค่าถ่ายสินค้า ตลอดจนค่าใช้จ่ายด้านพิธีการศุลกากรและการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า
สำหรับเกษตรกรรายใหญ่หรือผู้ประกอบการที่มีเครือข่ายส่งออกอยู่แล้ว การเข้าถึงระบบขนส่งดังกล่าวอาจทำได้ง่ายกว่า เพราะมีปริมาณสินค้าเพียงพอ มีเงินทุน และมีคู่ค้าในต่างประเทศอยู่ก่อนแล้ว
ในทางกลับกัน เกษตรกรรายย่อยที่มีผลผลิตไม่มาก อาจต้องพึ่งพาผู้รวบรวมสินค้า สหกรณ์ หรือบริษัทส่งออกในการนำผลผลิตเข้าสู่ระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเส้นทางขนส่งได้โดยตรง
ดังนั้น แม้การขนส่งจะรวดเร็วขึ้นหรือช่วยลดความเสียหายของสินค้าได้ แต่หากเกษตรกรยังไม่มีข้อมูลราคาตลาด ไม่มีอำนาจต่อรอง หรือจำเป็นต้องขายผ่านคนกลาง ก็ยังไม่อาจสรุปได้ว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะทำให้ราคาหน้าสวนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่การทำให้รายย่อยเข้าถึงระบบได้
หากต้องการให้การลงทุนด้านโลจิสติกส์สร้างประโยชน์ในวงกว้าง ภาครัฐจำเป็นต้องพัฒนากลไกที่ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงระบบขนส่งและตลาดส่งออกได้จริง ไม่ใช่เพียงเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการปลายทาง
แนวทางหนึ่งคือการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มผ่านสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชน เพื่อรวบรวมผลผลิตให้มีปริมาณเพียงพอสำหรับการขนส่งแต่ละครั้ง พร้อมแบ่งปันต้นทุนด้านการคัดเกรด บรรจุภัณฑ์ และห้องเย็น ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุนต่อหน่วยเมื่อเทียบกับการดำเนินการแยกกัน
อีกประเด็นคือการเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้ซื้อและผู้ส่งออกโดยตรงมากขึ้น ผ่านระบบข้อมูลตลาดและการทำสัญญารับซื้อที่มีเงื่อนไขชัดเจน ทั้งด้านราคา ปริมาณ คุณภาพ และกำหนดส่งมอบ เพื่อให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตและลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของตลาด
ขณะเดียวกัน การพัฒนาความรู้เรื่อง FTA และมาตรฐานการส่งออกควรเข้าถึงผู้ผลิตต้นทางด้วย เพราะการเข้าถึงตลาดจีนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขนส่งเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับข้อกำหนดด้านสุขอนามัยพืช คุณภาพสินค้า และความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ
หากโครงการสนับสนุนจากกองทุนแม่โขง–ล้านช้างสามารถเชื่อมความรู้ด้านการค้าเข้ากับการพัฒนาระบบรวบรวมผลผลิตและการเข้าถึงผู้ซื้อ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ผลิตรายย่อยใช้ประโยชน์จากเส้นทางรถไฟได้มากกว่าการเป็นเพียงผู้ขายผลผลิตให้ผู้ส่งออกเท่านั้น
วัดความสำเร็จอย่างไรให้มากกว่ามูลค่าส่งออก
การประเมินความสำเร็จของเส้นทางรถไฟไทย–ลาว–จีน และโครงการส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตร ไม่ควรพิจารณาเฉพาะมูลค่าการค้ารวม จำนวนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมอบรม หรือปริมาณสินค้าที่ขนส่งได้ แต่ควรพิจารณาผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ผลิตต้นทางควบคู่กัน
ตัวชี้วัดที่สำคัญ ได้แก่ ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อหน่วยก่อนและหลังใช้เส้นทางรถไฟ ราคาที่เกษตรกรได้รับเมื่อเทียบกับต้นทุนการผลิต จำนวนเกษตรกรรายย่อยที่สามารถเข้าสู่ห่วงโซ่การส่งออก ตลอดจนรายได้สุทธิและความต่อเนื่องของคำสั่งซื้อจากตลาดต่างประเทศ
นอกจากนี้ ควรติดตามด้วยว่าต้นทุนที่ลดลงจากการขนส่งถูกแบ่งปันไปยังเกษตรกรมากน้อยเพียงใด และผู้ผลิตสามารถเพิ่มอำนาจต่อรองกับผู้รวบรวมสินค้าได้หรือไม่ เพราะหากผู้ส่งออกประหยัดต้นทุนได้ แต่ราคาที่รับซื้อจากเกษตรกรไม่เปลี่ยนแปลง ประโยชน์จากระบบโลจิสติกส์ที่ดีขึ้นก็อาจไม่สะท้อนเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิตต้นทาง
สำหรับโครงการที่มีกลุ่มเป้าหมาย 150 ราย จึงควรเปิดเผยผลการดำเนินงานให้เห็นชัดเจนว่า มีเกษตรกรรายย่อยเข้าร่วมเท่าใด เกิดคู่ค้าหรือคำสั่งซื้อใหม่มากน้อยเพียงใด และสามารถลดต้นทุนหรือเพิ่มรายได้ให้ผู้ผลิตได้จริงหรือไม่
ท้ายที่สุด รถไฟไทย–ลาว–จีนเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยเพิ่มทางเลือกในการเชื่อมโยงสินค้าเกษตรไทยกับตลาดจีน แต่การมีเส้นทางขนส่งที่สะดวกขึ้นไม่ใช่หลักประกันว่าผลประโยชน์จะกระจายถึงทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน
โจทย์สำคัญของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงทำอย่างไรให้สินค้าเกษตรเดินทางถึงจีนได้เร็วขึ้น แต่ต้องทำอย่างไรให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงระบบขนส่ง ตลาด และข้อมูลการค้าได้ด้วย เพราะความสำเร็จของการลงทุนด้านโลจิสติกส์ในระยะยาว ควรสะท้อนผ่านความสามารถในการแข่งขันและรายได้สุทธิของผู้ผลิตต้นทาง ไม่ใช่เพียงมูลค่าการค้าที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น
แหล่งอ้างอิง
· รัฐบาลไทย
· ฝ่ายเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว
· สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำ สปป.ลาว / Xinhua




