ยุบรวมหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉิน 1669 กับ 191 เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องเก่าที่มีความเป็นมา ย้อนไป 8 ปีที่แล้ว ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 21 ธันวาคม 2561 มีมติให้มีบริการเลขหมายโทรศัพท์ฉุกเฉินแห่งชาติเลขหมายเดียว (National Single Emergency Number) โดยเป็นการเห็นชอบโครงการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินแห่งชาติ โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รับผิดชอบในการดำเนินโครงการฯ ให้จัดตั้งโดยเร็ว และเมื่อหน่วยงานมีความพร้อมแล้ว ให้พิจารณาความเป็นไปได้ในการยกเลิกเลขหมายในระบบฉุกเฉินเลขหมายอื่น เพื่อลดความสับสนของประชาชน รวมทั้งเป็นการลดความซ้ำซ้อนในการทำงานและลดภาระงบประมาณของประเทศ
สืบศักดิ์ สืบภักดี เลขาธิการสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เดิมกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้เสนอให้มีหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินแห่งชาติ ให้มีหมายเลขเดียว เหมือนกับสากลใช้กันในการเสนอครั้งแรกได้เสนอหมายเลข 911 กับ 112 แต่ให้ใช้หมายเลขที่มีอยู่คือ 191
ดังนั้นมติคณะรัฐมนตรีเห็นว่า ควรให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ดูแล การรวมกันจึงเป็นการดำเนินการตามมติ ครม. จึงเป็นการทำตามเรื่องเดิมที่มีอยู่เมื่อมีมติ ครม. ต้องดำเนินการตามมติ แม้ว่าเวลาจะผ่านไปถึง 8 ปี
“ต่างประเทศมีหมายเลขฉุกเฉินหมายเลขเดียว และประชาชนส่วนหนึ่งก็มีความต้องการ สิ่งที่ยุบรวมกันไม่ใช่ปัญหาของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องปัญหาเน็ตเวิร์คโทรคมนาคม ไม่ใช่เรื่องของบริการเลขหมายใดไม่ดี เพราะในขณะนี้บริการ 1669 ได้พัฒนาเป็น E 1669 แล้วคือ มีศูนย์สั่งการเป็นดีต้อทั้งหมดระบบสื่อสารใช้ voice over IP รถพยาบาลฉุกเฉินได้พัฒนาเป็นพยาบาลที่ใช้เทคโนโลยี 4G สามารถที่จะส่งสัญญาณที่ออนไลน์ไปยังโรงพยาบาลปลายทางได้ทันทีซึ่งมีความทันสมัยมากดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าการนำส่งผู้ป่วยจะมีปัญหาในการรักษาพยาบาล ระยะเวลาแปดปีทำให้การพัฒนาระบบมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น การรวมกันเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี”
ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็พัฒนาระบบของตัวเองขึ้นมา ดังนั้น การรวมหมายเลขทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อดูเรื่องอาชญากรรมสำนักงานการแพทย์ฉุกเฉิน ก็ยังดูเรื่องของการรักษาพยาบาลดูแลคนป่วยหรือแม้แต่กระทั่งตำรวจดับเพลิงก็จะดูแลเรื่องของการดับเพลิงเมื่อเกิดเหตุขึ้นระบบจะจะส่งข้อมูลไปยังผู้รับผิดชอบที่ใกล้ที่สุดเพื่อให้บริการทันทีจะเห็นระบบหลังบ้านของหน่วยงานเมื่อมีการรวมหมายเลขโทรศัพท์แล้วจะสามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนประเด็นที่ต้องใช้งบประมาณถึง 7,000 ล้านบาท ตามที่เป็นข่าวออกมา เนื้อข่าวไม่ได้บอกว่าใช้งบประมาณของใคร แต่ในความเป็นจริงการดำเนินการเรื่องนี้ในระยะเวลา 8 ปี ทางสำนักงานการแพทย์ฉุกเฉินได้รับงบจากกระทรวงสาธารณสุขในการพัฒนาระบบส่วนหนึ่งในการอัพเกรดรถพยาบาลทั้งหมดให้สามารถส่งสัญญาณชีพได้อย่างเรียลไทม์ รวมถึงการทำระบบสื่อสาร VoiceOver IP ที่มีความรวดเร็ว อีกส่วนหนึ่งยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สวทช. ในการให้นักวิจัยพัฒนาระบบที่จะรองรับหมายเลขฉุกเฉินหมายเลขเดียว และ กสทช. ได้งบให้อนุมัติงบประมาณจำนวนประมาณ 6,000 ล้านบาท ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการในการพัฒนาระบบของ 191 ในภาพรวมการใช้งบประมาณทั้งหมดเป็นไป เพื่อการตอบสนองการมีหมายเลขฉุกเฉินหมายเลขเดียวทั้งหมด แม้ว่าจะทำผ่านโรงงานแต่ทุกคนมีวัตถุประสงค์เดียวกันเพื่อให้บริการประชาชนดีที่สุด
การเงินเรื่องนี้ใช้เวลายาวนานพอสมควรนานจนหลายคนลืมไปแล้วว่ามีความเป็นมายังไงซึ่งก็คือ จุดมุ่งหมายที่อยากจะให้มีหมายเลขฉุกเฉินหมายเลขเดียวเป็นหมายเลขแห่งชาติที่ทุกคนจำได้ง่าย



