ส่งออกไทยยังฝ่าคลื่นได้ สรท. คาดทั้งปียังโต 8-10% แม้ต้องจับตาสงครามตะวันออกกลางและนโยบายเฟด

3 ก.ค. 2569 - 15:04

  • พฤษภาคมส่งออกโต 10.6% ต่อเนื่องเดือนที่ 23 แต่ขาดดุลการค้าแล้ว 5,711 ล้านดอลลาร์

  • 5 เดือนแรกส่งออกโต 17% แต่นำเข้าโตเร็วกว่าถึง 35.6% ขาดดุลสะสมทะลุ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์

  • สรท. เสนอ 5 มาตรการเร่งด่วน ทั้งลดกฎระเบียบซ้ำซ้อน รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท และแก้ปัญหาคอขวดท่าเรือ-คลังสินค้า

ส่งออกไทยยังฝ่าคลื่นได้ สรท. คาดทั้งปียังโต 8-10% แม้ต้องจับตาสงครามตะวันออกกลางและนโยบายเฟด

ส่งออกไทยยังไปต่อได้ แต่เส้นทางข้างหน้าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ สรท. เผยตัวเลขเดือนพฤษภาคมโต 10.6% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 พร้อมปรับเป้าทั้งปีคาดโต 8-10% ท่ามกลางขาดดุลการค้าที่พุ่งสูงและปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งสงครามตะวันออกกลาง นโยบายเฟด และสินค้าสวมสิทธิ์จากต่างประเทศ พร้อมจี้รัฐบาล 5 ข้อเร่งด่วน โดยเฉพาะการดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในกรอบ 33-34 บาท เพื่อไม่ให้ผู้ส่งออกไทยเสียเปรียบคู่แข่งในสนามการค้าโลก

พฤษภาคมยังบวก แต่ขาดดุลการค้าหนักขึ้น

'ธนากร เกษตรสุวรรณ' ประธาน สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) แถลงข่าวร่วมกับคณะกรรมการบริหาร สรท. ระบุว่า การส่งออกของไทยในเดือนพฤษภาคม 2569 มีมูลค่า 34,333 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 10.6 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 ขณะที่ การนำเข้ามีมูลค่า 40,044.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 35.1 ดุลการค้าขาดดุล 5,711.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวร้อยละ 8.6

5 เดือนแรก ส่งออกโต 17% แต่ขาดดุลสะสมกว่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์

ภาพรวม 5 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกมีมูลค่า 162,085.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 17 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การนำเข้ามีมูลค่า 187,295.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 35.6 ดุลการค้าขาดดุล 25,209 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ การส่งออก 5 เดือนแรกของปี 2569 หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวร้อยละ 16.7

มูลค่าการค้าในรูปเงินบาท เดือนพฤษภาคม 2569 การส่งออกมีมูลค่า 1,095,139 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 6.8 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้ามีมูลค่า 1,293,189 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 30.4 ดุลการค้า ขาดดุล 198,050 ล้านบาท ภาพรวม 5 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกมีมูลค่า 5,098,265 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 9.6 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การนำเข้ามีมูลค่า 5,973,560 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 27.2 ดุลการค้า ขาดดุล 875,295 ล้านบาท

ปรับเป้าทั้งปีโต 8-10% แต่ยังมีลุ้นดีกว่านี้

สรท.ปรับประมาณการการส่งออกปี 2569 เติบโตได้อย่างน้อยในอัตราที่ร้อยละ 8-10 (Base case) แม้จะมีอุปสรรครอบด้านแต่ภาพรวมตลอดทั้งปี 2569 แต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมามีการเร่งนำเข้า (Front-loading) ของประเทศคู่ค้าสำคัญพอสมควร อย่างไรก็ตาม สรท.ยังมองสถานการณ์ส่งออก ปี 2569 ยังคงมีโอกาสขยายตัวได้มากขึ้น (Best Case) แต่จำเป็นต้องมีการประเมินสถานการณ์ในช่วงไตรมาส 3 และ 4 โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง รวมถึงความต่อเนื่องของความต้องการสินค้าจากประเทศคู่ค้าสำคัญหลายแห่ง

gdp-export-us-fed-SPACEBAR-Photo05.jpg
gdp-export-us-fed-SPACEBAR-Photo06.jpg

ความเสี่ยงรุมเร้ารอบด้าน ทั้งในและนอกประเทศ

ทั้งนี้ สรท.ให้ความสำคัญและเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงและความผันผวนที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ปัจจัยภายใน ประกอบด้วย 1) ต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ทั้งด้านวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าขนส่ง และต้นทุนพลังงาน 2) ค่าไฟฟ้าที่ยังสูงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและการลงทุน 3) ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย 4) การเข้าถึงแหล่งสินเชื่อ สถาบันการเงินยังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อทำให้ SMEs ยังเข้าถึงเงินทุนได้ยาก 5) ผลผลิตการเกษตร ผลกระทบจาก Super El Nino ส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิตขึ้นอยู่กับสภาพอากาศกระทบต่อปริมาณวัตถุดิบและต้นทุนสินค้าเกษตรและอาหารสูงขึ้น ปัจจัยภายนอก ประกอบด้วย 1) แนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเทรนด์การค้าโลก ยังอยู่ในระดับชะลอตัว และอุปสงค์นำเข้าของแต่ละภูมิภาคฟื้นตัวแตกต่างกัน 2) ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ความเชื่อมั่นทางการค้า และค่าระวางเรือ 3) ราคาพลังงาน ที่ผันผวนในตลาดโลกที่ส่งผลต่อต้นทุนพลังงาน ภาคการผลิต และการขนส่งระหว่างประเทศ 4) ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่ส่งผลต่อค่าเงิน การเคลื่อนย้ายเงินทุน และสภาพคล่องของเศรษฐกิจโลก

gdp-export-us-fed-SPACEBAR-Photo04.jpg

5 ข้อเสนอถึงรัฐบาล เพื่อพยุงส่งออกไทย

สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย มีข้อเสนอแนะเพื่อให้รัฐบาลและภาครัฐ เร่งดำเนินการ ประกอบด้วย

1. ปรับลดขั้นตอนการขออนุญาตและกฎหมายที่ซ้ำซ้อน เร่งแก้ไข/ยกเลิก กฎระเบียบซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงานรัฐที่เป็นต้นทุนแฝงของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ที่มีความซับซ้อนและคาดการณ์ได้ยากมากขึ้น

2. รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สอดคล้องกับทิศทางของค่าเงินของภูมิภาค ซึ่งส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขันและกำไรของผู้ส่งออก

3. ส่งเสริมการใช้ Supply Chain Local Content เพิ่ม Value added และในประเทศมากขึ้น จากการลงทุน FDI ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง (ไตรมาส1/2569 เป็นเงินกว่า 9.6 แสนล้านบาท) ประกอบกับความเข้มข้นของเกณฑ์ RVC (Regional Value Content) สำหรับสินค้าส่งไปสหรัฐฯ ที่ต้องคำนึงเรื่องของการกำหนดสัดส่วนการใช้ Local Content เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศให้มากขึ้น

4. กำกับดูแลสินค้านำเข้า ทั้งในรูปของการค้าปกติและออนไลน์ เพื่อปกป้องสินค้าไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐานไทย และการส่งผ่านไปประเทศที่สาม กรณีสินค้านำเข้าทะลักเข้ามาในประเทศ อาจต้องมีแนวทางกดดันกลุ่มสินค้าดังกล่าว ทั้งในเรื่องของมาตรการทางภาษี และ/หรือ กำหนดมาตรฐานสินค้านำเข้าให้สูงหรือเฉพาะทางมากขึ้น เพื่อไม่ให้กระทบกับอุตสาหกรรมในประเทศ โดยตรง

5. บรรเทาต้นทุนโลจิสติกส์และราคาพลังงาน

5.1 โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากขนส่งสินค้าทางทะเล จากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และชะลอการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมในท่าเรือและค่าธรรมเนียมอื่นที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ

5.2 บริหารจัดการต้นทุนโครงสร้างพลังงานในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ให้ซ้ำเติมต้นทุนผู้ประกอบการและภาคประชาชนมากจนไป

5.3 เร่งรัดแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในประเทศที่ยังคงเป็นคอขวด คือ ความแออัดในท่าเรือแหลมฉบัง และคลังสินค้าที่สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นต้น

gdp-export-us-fed-SPACEBAR-Photo03.jpg

สรท. หวังเห็นค่าเงินบาท ระดับ 33-34 บาทต่อดอลลาร์

ประเด็นที่ สรท. ให้น้ำหนักมากที่สุดในการแถลงข่าวครั้งนี้คือทิศทางค่าเงินบาท ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ เงินบาทอ่อนค่าลงแล้วประมาณ 5.5-5.6% สอดคล้องกับทิศทางค่าเงินในภูมิภาค โดย สรท. ประเมินว่าเงินบาทน่าจะยังอยู่ในทิศทางอ่อนค่าต่อเนื่อง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33 บวก ถึงไม่เกิน 34 บาทต่อดอลลาร์

ในการแถลงข่าวของ สรท. ระบุชัดว่า ระดับ 33 บาทยังไม่เพียงพอต่อการช่วยผู้ส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา และมันสำปะหลัง ซึ่งพึ่งพาค่าเงินอ่อนเป็นปัจจัยหลักในการแข่งขัน เนื่องจากสินค้าเกษตรมีมูลค่าเพิ่ม (Value Added) น้อยกว่าสินค้าอุตสาหกรรม

สรท. จึงอยากเห็นค่าเงินบาทอยู่ในกรอบ 33-34 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อช่วยพยุงขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรและ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนอื่นที่สูงขึ้น พร้อมยกตัวอย่างว่าคู่แข่งสำคัญอย่างอินเดียเริ่มกลับมาอนุญาตให้ส่งออกสินค้าเกษตรบางรายการแล้ว

สรท. ยังประเมินสถานการณ์ไว้สองทาง คือ หากค่าเงินบาทขยับไปถึงระดับ 34 บาท มีโอกาสที่การส่งออกทั้งปีจะเติบโตในระดับ 2 หลัก แต่หากเงินบาทแข็งค่ากลับมาอยู่ที่ระดับ 32.5 บาท ตัวเลขส่งออกอาจลงมาอยู่ที่ประมาณ 8% ตามที่ประเมินไว้เป็นฐาน ทั้งนี้ทิศทางดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ

gdp-export-us-fed-SPACEBAR-Photo01.jpg

จี้ กนง. อย่าคงดอกเบี้ยตลอดปี ต้นทุนการเงินยังกดผู้ประกอบการ

นอกจากเรื่องค่าเงินในการแถลงข่าวของสรท. ยังฝากประเด็นเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยระบุว่าดอกเบี้ยเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs

ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 1% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเฟดอยู่ที่ 3.5-3.75% โดย สรท. คาดว่าทั้งสองประเทศอาจมีการปรับขึ้นอีกหนึ่งครั้งในปีนี้เพื่อคุมเงินเฟ้อ ซึ่งกรอบเงินเฟ้อที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้อยู่ที่ราว 4-5%

สรท. เปรียบเทียบสถานการณ์เศรษฐกิจว่า ช่วงต้นปีเหมือนผู้ประกอบการอยู่ในห้อง ICU แต่ครึ่งปีหลังเริ่มขยับออกมาอยู่ห้องพิเศษ แต่ยังต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง จึงอยากให้ภาครัฐช่วยลดต้นทุนใน 2 ด้านหลัก คือ อัตราดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ พร้อมเสนอให้นำงบประมาณเงินกู้ 2 แสนล้านบาทไปพัฒนาระบบโลจิสติกส์และแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อลดการสูญเสียต้นทุนจากรถติด

gdp-export-us-fed-SPACEBAR-Photo02.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์