ทองคำฟื้นทะลุ $4,100 รับเดโมแครตกุมสภาสหรัฐฯ แต่ยังไม่พ้นแรงกดดัน จับตาแนวต้าน $4,200 ก่อนเข้าสู่ขาขึ้นปี 2027

6 พ.ย. 2569 - 13:31

  • องคำฟื้นรับผลเลือกตั้งสหรัฐฯ เดโมแครตกุมเสียงข้างมากสองสภา หนุนความหวังดอลลาร์อ่อน–บอนด์ยีลด์ลด

  • จับตาแนวต้าน $4,150–$4,200 ด่านสำคัญชี้ทิศทางทองคำ หลังฟื้นตัวเหนือ $4,100 ก่อนย่อตัว

  • Q4 สะสมแรงก่อนลุ้นขาขึ้นปี 2027 GCAP GOLD แนะรอซื้อเมื่อย่อตัวสร้างฐาน ขณะที่ YLG มองทองคำยังมีโอกาสไปต่อ

gold-price-outlook-us-election-gcap-ylg-2027-SPACEBAR-Hero.jpg

ผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เปลี่ยนสมดุลอำนาจในวอชิงตัน หนุนความหวังดอลลาร์อ่อน–บอนด์ยีลด์ลด ขณะที่ราคาน้ำมันและความคาดหวังดอกเบี้ย Fed กลายเป็นตัวแปรสำคัญ GCAP GOLD แนะรอซื้อเมื่อย่อตัวสร้างฐาน ส่วน YLG มองไตรมาส 4 เป็นช่วงสะสมกำลังก่อนกลับเข้าสู่ขาขึ้นในปีหน้า

ราคาทองคำโลกกลับมาฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ หลังทะยานขึ้นทะลุระดับ 4,100 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 รับแรงซื้อหลังพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ และพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) และวุฒิสภา (Senate) ส่งผลให้ตลาดประเมินว่าอำนาจในการขับเคลื่อนนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นในช่วงสองปีที่เหลือของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวรอบนี้ยังไม่ใช่สัญญาณยืนยันว่าทองคำกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอย่างเต็มตัว เพราะยังมีแรงกดดันจากทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ความเสี่ยงเงินเฟ้อ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะระดับแนวต้าน 4,150–4,200 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ซึ่งจะเป็นด่านสำคัญในการประเมินว่าราคาทองคำมีโอกาสเดินหน้าต่อ หรือกลับเข้าสู่ช่วงพักฐานอีกครั้ง 

ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ เปลี่ยนเกมการเมือง หนุนแรงซื้อทองคำ

การที่พรรคเดโมแครตสามารถควบคุมเสียงข้างมากทั้งสองสภา ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ เพราะจะทำให้รัฐบาลทรัมป์ต้องเผชิญข้อจำกัดในการผลักดันกฎหมาย งบประมาณ และนโยบายเศรษฐกิจต่าง ๆ มากขึ้น ขณะเดียวกันยังเพิ่มโอกาสเกิดภาวะชะงักงันทางการเมือง (Political Gridlock) เมื่อฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีแนวทางที่แตกต่างกัน

สำหรับตลาดทองคำ ประเด็นดังกล่าวไม่ได้ส่งผลบวกจากความไม่แน่นอนทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงทิศทางค่าเงินดอลลาร์และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยนักลงทุนประเมินว่าการคานอำนาจระหว่างรัฐบาลกับรัฐสภาอาจจำกัดการผลักดันมาตรการใช้จ่ายขนาดใหญ่และการขยายตัวของงบประมาณขาดดุล ส่งผลให้ความกังวลต่อภาระการคลังลดลง และอาจช่วยหนุนความน่าสนใจของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรปรับลดลง ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ยก็ลดลงตามไปด้วย ขณะที่การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ยังช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้ทองคำสำหรับนักลงทุนที่ถือครองสกุลเงินอื่น

ทั้งนี้ ต้องแยกให้ออกว่าผลเลือกตั้งไม่ได้หมายความว่านโยบายภาษีการค้า นโยบายต่างประเทศ หรือมาตรการทางเศรษฐกิจของทรัมป์จะเปลี่ยนแปลงทันที แต่เป็นการเพิ่มข้อจำกัดในการผลักดันนโยบายผ่านรัฐสภา ซึ่งจะต้องติดตามท่าทีของทั้งสองฝ่ายต่อจากนี้

สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน กับราคาน้ำมัน ตัวแปรสองด้านของทองคำ

อีกหนึ่งปัจจัยที่ตลาดให้ความสำคัญคือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังผลเลือกตั้งทำให้เกิดความคาดหวังว่ารัฐบาลทรัมป์อาจเผชิญข้อจำกัดในการสนับสนุนงบประมาณทางทหาร และมีแรงจูงใจในการลดระดับความตึงเครียดมากขึ้น

‘พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) ประเมินว่า ชัยชนะของพรรคเดโมแครตช่วยเพิ่มความหวังว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจมีโอกาสคลี่คลายลง ประกอบกับประธานาธิบดีทรัมป์ส่งสัญญาณว่ายังไม่มีแผนยกระดับการโจมตีอิหร่านในทันที ทำให้ตลาดคาดหวังว่าความตึงเครียดอาจลดลง

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบ ซึ่งมีแนวโน้มปรับลดลงจากความคาดหวังด้านอุปทานและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่อนคลายลง หากราคาน้ำมันลดลงต่อเนื่อง ก็อาจช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อ และลดความจำเป็นที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น

แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากความขัดแย้งกลับมารุนแรง หรือเกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ราคาน้ำมันอาจพลิกกลับขึ้นมาได้ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อและทำให้ตลาดกลับมากังวลเรื่องดอกเบี้ยสูงนานขึ้น จึงเป็นภาพที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะแม้ความเสี่ยงสงครามจะช่วยหนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นก็อาจย้อนกลับมากดดันทองคำผ่านความคาดหวังด้านเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยได้เช่นกัน 

จับตาตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ ชี้ทิศทางดอกเบี้ย Fed

อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ตลาดกำลังรอคือรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ (Nonfarm Payrolls) ประจำเดือนตุลาคม ซึ่งมีกำหนดประกาศในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 เวลา 20.30 น. ตามเวลาไทย โดยตัวเลขดังกล่าวจะเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินภาวะตลาดแรงงานและทิศทางนโยบายการเงินของ Fed

ข้อมูลคาดการณ์ที่ GCAP GOLD นำเสนอระบุว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรอาจเพิ่มขึ้น 65,000 ตำแหน่ง จากเดือนก่อนหน้าที่เพิ่มขึ้น 29,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราการว่างงานคาดว่าจะทรงตัวที่ 4.2%

หากตัวเลขออกมาดีกว่าคาด อาจสะท้อนว่าตลาดแรงงานยังมีความแข็งแกร่ง และลดความจำเป็นในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ส่งผลให้เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์มีโอกาสฟื้นตัว ซึ่งอาจเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำ

ในทางกลับกัน หากตัวเลขจ้างงานออกมาอ่อนแอกว่าคาด ตลาดอาจเพิ่มน้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่ Fed จะปรับลดความเข้มงวดของนโยบายการเงินในอนาคต ซึ่งมีโอกาสช่วยหนุนทองคำผ่านการอ่อนค่าของดอลลาร์และการลดลงของผลตอบแทนพันธบัตร

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องระวังคือ แม้ตลาดจะให้น้ำหนักกับตัวเลขจ้างงาน แต่ทิศทางดอกเบี้ยไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อมูลเพียงชุดเดียว โดยเฉพาะเมื่อแรงกดดันเงินเฟ้อยังเป็นโจทย์สำคัญของ Fed ดังนั้น นักลงทุนจึงต้องติดตามทั้งตัวเลขตลาดแรงงาน เงินเฟ้อ และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางควบคู่กัน

GCAP GOLD ชี้ $4,150 ด่านวัดแรงซื้อ YLG มอง $4,200 จุดชี้ขาด

ด้านมุมมองการลงทุน 'อารีรัตน์ มุราชัย' หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ระบุว่า ราคาทองคำสามารถฟื้นตัวกลับมายืนเหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หลังจากก่อนหน้านี้เผชิญแรงขายลงไปเคลื่อนไหวบริเวณ 3,880 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าแรงซื้อเริ่มกลับเข้ามาหลังตลาดรับรู้ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม GCAP GOLD มองว่า ระดับ 4,150 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ เป็นแนวต้านสำคัญที่ต้องจับตา หากราคาสามารถผ่านและยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัว แต่หากยังไม่สามารถผ่านไปได้ ก็มีโอกาสเผชิญแรงขายทำกำไรและกลับมาทดสอบแนวรับอีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำให้รอจังหวะราคาย่อตัวและสร้างฐานบริเวณ 4,060–4,030 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือราคาทองคำไทยประมาณ 64,300–64,000 บาท ก่อนพิจารณาเข้าซื้อเมื่อเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว โดยมีเป้าหมายแบ่งขายทำกำไรบริเวณ 4,150 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือประมาณ 65,500 บาท และหากผ่านแนวต้านดังกล่าวได้ มีโอกาสขึ้นทดสอบ 4,200 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือประมาณ 66,000 บาท

ในทางกลับกัน หากราคาหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือประมาณ 63,000 บาท และไม่สามารถกลับขึ้นมายืนได้ ควรพิจารณาตัดขาดทุนสำหรับสถานะซื้อระยะสั้นและรอประเมินฐานราคาใหม่

ขณะที่ YLG ประเมินแนวโน้มทองคำระยะสั้นว่าจะเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway ถึง Sideway Up ตลอดช่วงที่เหลือของไตรมาส 4/2569 โดยให้แนวรับระยะสั้นที่ 4,050–4,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ และแนวรับสำคัญที่ 3,870–3,840 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์

ส่วนแนวต้านระยะสั้นอยู่ที่ 4,160–4,200 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หากยังไม่สามารถผ่านได้ ราคามีโอกาสกลับเข้าสู่ช่วงสะสมกำลัง ซึ่งอาจเป็นจังหวะให้ทยอยพิจารณาเข้าซื้อ แต่หากทะลุผ่านได้อย่างมีนัยสำคัญ จะเพิ่มโอกาสขยับขึ้นไปทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 4,380 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์

สำหรับทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศ YLG ประเมินแนวรับบริเวณ 64,000–60,750 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งเป็นกรอบสำหรับทยอยแบ่งไม้เข้าสะสม ขณะที่แนวต้านระยะสั้นอยู่ที่ 65,900–66,400 บาทต่อบาททองคำ และหากผ่านได้มีโอกาสขยับขึ้นไปทดสอบ 69,200 บาทต่อบาททองคำ 

ทองไทย 64,000 บาท นักลงทุนต้องแยกจังหวะฟื้นตัวกับแนวโน้มระยะยาว

สำหรับราคาทองคำในประเทศ ข้อมูลสมาคมค้าทองคำประจำวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 เวลา 13.25 น. ประกาศครั้งที่ 20 ราคาทองคำแท่ง 96.5% รับซื้อบาทละ 64,100 บาท และขายออกบาทละ 64,300 บาท ปรับขึ้น 50 บาทเมื่อเทียบกับราคาประกาศครั้งก่อนหน้า ขณะที่ราคายังต่ำกว่าวันก่อนหน้า 950 บาท สะท้อนให้เห็นว่าตลาดทองคำไทยยังอยู่ในช่วงที่ราคาแกว่งตัวสูงและต้องติดตามแรงซื้อขายอย่างใกล้ชิด

ประเด็นสำคัญคือ การฟื้นตัวของทองคำโลกไม่ได้หมายความว่าราคาทองคำไทยจะปรับขึ้นในอัตราเดียวกันเสมอไป เนื่องจากยังมีปัจจัยค่าเงินบาทเข้ามาเกี่ยวข้อง หากเงินบาทแข็งค่าขึ้น อาจลดทอนผลบวกจากราคาทองคำในตลาดโลก ขณะที่เงินบาทอ่อนค่าจะช่วยเพิ่มแรงหนุนให้ราคาทองคำในประเทศ

นอกจากนี้ นักลงทุนควรพิจารณาระดับราคาที่เหมาะสมกับกรอบการลงทุนของตนเอง โดยเฉพาะในช่วงที่ทองคำยังต้องพิสูจน์แรงซื้อบริเวณแนวต้านสำคัญ การไล่ซื้อเมื่อราคาปรับขึ้นแรงอาจเพิ่มความเสี่ยงหากตลาดกลับเข้าสู่ช่วงพักฐาน

Q4/2569 สะสมกำลัง ก่อนลุ้นรอบขาขึ้นปี 2027

เมื่อพิจารณาภาพรวมจากทั้งสองสำนัก จะเห็นว่ามุมมองหลักยังให้น้ำหนักกับการฟื้นตัวของทองคำ แต่ยังไม่มองว่าเป็นจังหวะที่ราคาจะปรับขึ้นต่อเนื่องโดยไม่มีการพักฐาน โดย GCAP GOLD เน้นการรอซื้อเมื่อราคาย่อตัวและสร้างฐาน ขณะที่ YLG มองว่าช่วงที่เหลือของไตรมาส 4/2569 จะเป็นช่วงสะสมแรงซื้อ ก่อนที่ทองคำจะมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอย่างแข็งแกร่งในปี 2027

ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าทิศทางทองคำในระยะถัดไปจะขึ้นอยู่กับการประสานกันของปัจจัยหลายด้าน ทั้งสมดุลอำนาจทางการเมืองสหรัฐฯ แนวโน้มความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาพลังงาน ค่าเงินดอลลาร์ บอนด์ยีลด์ และทิศทางดอกเบี้ย Fed

ดังนั้น ระดับ 4,150–4,200 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ จึงเป็นด่านสำคัญที่ต้องจับตา หากผ่านได้จะช่วยเปิดโอกาสให้ทองคำเดินหน้าต่อไปยังเป้าหมายถัดไป แต่หากยังไม่ผ่าน การแกว่งตัวเพื่อสะสมกำลังอาจยังเป็นภาพหลักของตลาดในช่วงปลายปีนี้

สำหรับนักลงทุน สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่เพียงว่าทองคำจะขึ้นไปได้ไกลแค่ไหน แต่คือแรงซื้อที่กลับเข้ามาจะมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะประคองราคาให้ยืนเหนือแนวต้านสำคัญได้หรือไม่ เพราะนั่นจะเป็นคำตอบว่าการฟื้นตัวรอบนี้เป็นเพียงแรงรีบาวด์ระยะสั้น หรือเป็นจุดเริ่มต้นของรอบขาขึ้นครั้งใหม่ในปี 2027

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์