จาก "โลกเดือด" สู่ "ทางรอด" Green Mission by Chula x GULF ปี 3 ชวนเยาวชนเปลี่ยนไอเดียเป็นนวัตกรรม ชิงทุน 1 แสนบาท

29 มิ.ย. 2569 - 17:18

  • โลกเดือดถึงประตูบ้านแล้ว! ไทยเจ็บหนักทุกภาค ตั้งแต่ Heat Index 52 องศาที่ขอนแก่น ไปจนถึง Rain Bomb ถล่มหาดใหญ่ เยาวชนคือพลังเดียวที่จะเปลี่ยนสถานการณ์นี้ได้

  • Green Mission by Chula x GULF ปี 3 ชวนน้องๆ ม.ปลาย ทีมละ 4 คน เปลี่ยนไอเดียเป็นนวัตกรรมแก้ปัญหาชุมชน พร้อมทุนต่อยอดจาก GULF ให้ไอเดียบนกระดาษกลายเป็นของจริง

  • ปิดรับสมัคร 3 ก.ค. นี้เท่านั้น! ชิงทุนการศึกษารวมกว่า 100,000 บาท สมัครผ่าน Google Form ดูรายละเอียดที่ eng.chula.ac.th หรือโทร 086-522-3844

จาก "โลกเดือด" สู่ "ทางรอด" Green Mission by Chula x GULF ปี 3 ชวนเยาวชนเปลี่ยนไอเดียเป็นนวัตกรรม ชิงทุน 1 แสนบาท

หมดยุคที่จะมานั่งถกเถียงกันเรื่อง "โลกร้อน (Global Warming)" เพราะนาทีนี้ประเทศไทยและโลกใบนี้กำลังก้าวเข้าสู่ยุค "โลกเดือด (Global Boiling)" อย่างเต็มตัว ปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดขึ้นในทุกภูมิภาคไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือเรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่มันคือวิกฤตที่สัมผัสได้จริงและกำลังสร้างความเจ็บปวดให้กับทุกคนในปัจจุบัน

ล่าสุด บนเวทีเสวนา "Resilient LAB: บูรณาการความคิด แก้วิกฤตภูมิอากาศ เพื่ออนาคตบ้านเราที่มั่นคงและยั่งยืน" ในงานเปิดตัวโครงการ Green Mission by Chula x GULF ภารกิจรักษ์ยั่งยืน ปีที่ 3 ภายใต้แนวคิด "Resilient LAB: คิดเพื่อบ้านเรา" ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กลายเป็นพื้นที่ส่งไม้ต่อให้ "เยาวชนคนรุ่นใหม่" ลุกขึ้นมาเปลี่ยนพลังความคิดให้กลายเป็นทางรอดของชุมชน โดยมีเหล่าผู้เชี่ยวชาญมาร่วมแชร์อินไซต์ เจาะลึกสถานการณ์ และให้คีย์เวิร์ดสำคัญในการสร้างนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนไว้ได้อย่างน่าสนใจ

กางแผนที่ภัยพิบัติ "โลกเดือด" ทุกภูมิภาคทั่วไทย

'นลิน เศกใจเสือ' นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ กองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) ได้ฉายภาพสถานการณ์ภัยพิบัติในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยไว้อย่างน่ากลัวว่า สภาพอากาศในปัจจุบันมีความแปรปรวนสูงและคาดเดาได้ยากมาก โดยสามารถแบ่งความวิกฤตออกเป็นรายภาคได้ดังนี้:

  • ภาคเหนือ: ต้องเผชิญกับคลื่นความร้อน และวิกฤตฝุ่นควันจากไฟป่าที่รุนแรงขึ้นทุกปี
  • ภาคอีสาน:ประสบปัญหาภัยแล้งทวีความรุนแรง รวมถึงปรากฏการณ์ Heat Wave ที่ผิดปกติ โดยในช่วงมีนาคม-เมษายน 2569 ที่ผ่านมา จ.ขอนแก่น มีอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 39-42 องศาเซลเซียส แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ "ดัชนีความร้อน (Heat Index)" หรือความรู้สึกร้อนจริงของร่างกาย พุ่งสูงถึง 45-52 องศาเซลเซียส เนื่องจากความชื้นในอากาศสูง ซึ่งอันตรายต่อกลุ่มเปราะบางมาก เช่น เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และผู้พิการ
  • ภาคกลาง:เสี่ยงสูงจากปัญหาน้ำท่วม โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครที่เริ่มได้รับผลกระทบชัดเจนจากสภาวะน้ำทะเลหนุนสูง
  • ภาคใต้: เผชิญกับปรากฏการณ์ "เรนบอมบ์ (Rain Bomb)" หรือฝนตกหนักมากในระยะเวลาสั้น ๆ อย่างรุนแรง จนทำให้เกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นอุทกภัยที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกยังแสดงความกังวลต่อปรากฏการณ์ "ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño)" ที่ทำให้อุณหภูมิในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้นผิดปกติ 1.5-2 องศาเซลเซียส ซึ่งมหาสมุทรเปรียบเสมือนเครื่องปรับอากาศของโลก เมื่อเครื่องรวน ระบบนิเวศทั้งหมดจึงพังทลายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หัวใจสำคัญของการปรับตัวในตอนนี้ คือการเปลี่ยนบทบาทของคนไทย จาก "ผู้รอคอยการชดเชยหลังเกิดภัย" ให้กลายเป็น "ผู้รู้เท่าทันความเสี่ยง และลุกขึ้นมาปรับตัว" ซึ่งเยาวชนไม่ใช่แค่ผู้รับชะตากรรมในอนาคต แต่คือพลังสำคัญที่จะเปลี่ยนโลกตั้งแต่วันนี้

gulf-chula-green-mission-SPACEBAR-Photo01.jpg
gulf-chula-green-mission-SPACEBAR-Photo07.jpg

คาร์บอนต่ำเริ่มที่ตัวเรา และเป้าหมาย Net Zero 2050

ด้าน 'ปฐม ชัยพฤกษทล' ผู้จัดการอาวุโส สำนักรับรองธุรกิจคาร์บอนต่ำ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ได้จุดประกายความคิดว่า การลดก๊าซเรือนกระจกเริ่มต้นได้จากตัวเราเอง โดยสิ่งแรกคือต้องรู้ก่อนว่าในแต่ละวันเราปล่อยคาร์บอนออกมาเท่าไหร่ ผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การเดินทางหรือการใช้ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันมีแอปพลิเคชันอย่าง "Zero Carbon" มาช่วยคำนวณและแนะแนวทางลดการปล่อยได้

ในภาพใหญ่ ประเทศไทยตั้งเป้าบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ซึ่งแผนงานปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีการลดการปล่อยก๊าซ เช่น การใช้พลังงานหมุนเวียน แต่พลังงานหมุนเวียนยังมีข้อจำกัดเรื่องเสถียรภาพ จึงเริ่มมีการนำระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (ESS) เข้ามาช่วย

ขณะที่ในระดับท้องถิ่น หลายเทศบาลเริ่มขับเคลื่อนแผนลดก๊าซเรือนกระจกผ่านวิธีพื้นฐานแต่ได้ผลสูง คือการเปลี่ยนหลอดไฟประหยัดพลังงานและการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ถูกที่สุดในการดูดกลับคาร์บอน และในอนาคต "คาร์บอนเครดิต" จากพื้นที่ป่าไม้จะมีมูลค่าสูงขึ้น นอกเหนือจากเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Negative Emission Technology ที่จะเข้ามาช่วยดึงก๊าซเรือนกระจกออกจากชั้นบรรยากาศให้ต่ำกว่าระดับที่ปล่อยไป

"อยากให้น้อง ๆ มองว่าปัญหานี้มัน 'สัมผัสติดเนื้อหนัง' เราตลอดเวลา อย่ามองว่าเราเป็นแค่คนตัวเล็ก ๆ วันนี้เราสามารถเริ่มทำสิ่งยิ่งใหญ่ร่วมกันได้ และอย่ามองเพื่อน ๆ เป็นคู่แข่ง แต่พวกเราคือ 'พันธมิตร (Alliance)' ที่จะมาร่วมมือกันรักษาโลกไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยสูงเกินเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียส เพราะถ้าเกินกว่านั้นโลกจะกลายเป็นผู้ป่วยที่รักษาไม่ได้อีกต่อไป" ปฐม กล่าว

gulf-chula-green-mission-SPACEBAR-Photo08.jpg
gulf-chula-green-mission-SPACEBAR-Photo05.jpg

เปิดคาถา 3 ข้อ "System Thinking" ในการสร้างนวัตกรรม

ขณะที่ ดร.ณัฐวิญญ์ ชวเลิศพรศิยาที่ปรึกษาสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (CBiS) ได้ให้คำแนะนำแก่นักคิดรุ่นใหม่ในการสร้างสรรค์นวัตกรรม โดยเน้นย้ำเรื่อง "การคิดเชิงระบบ (System Thinking)" เพื่อป้องกันไม่ให้การแก้ปัญหาจุดหนึ่ง กลายเป็นการย้ายปัญหาไปอีกจุดหนึ่ง พร้อมให้คาถา 3 ข้อสำคัญ ประกอบด้วย:

  1. "หาให้เจอ": ต้องรู้ว่าใครคือผู้ได้รับผลกระทบ แยกแยะให้ออกระหว่าง "ลูกค้า" และ "ผู้ใช้" และดูว่าพวกเขาต้องการนวัตกรรมนั้นจริง ๆ หรือไม่
  2. "คิดให้ครบ": มองให้ครบลูป (Loop) ของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ เช่น แผงโซลาร์เซลล์หรือแบตเตอรี่เมื่อพังแล้วจะไปไหน เหมือนในอดีตที่เราใช้ถุงกระดาษแล้วเปลี่ยนมาใช้พลาสติกเพราะมองว่ากระดาษใช้ทรัพยากรป่าไม้จำนวนมาก แต่สุดท้ายวันนี้เราก็ต้องวนกลับมาแก้ปัญหาพลาสติกด้วยถุงกระดาษอยู่ดี เพราะในวันนั้นเราคิดไม่ครบลูป
  3. "หาจุดคานงัด (Leverage Point)": หาจุดเปลี่ยนสำคัญในการคิดเชิงระบบ เมื่อเราลงมือแก้เพียงจุดเดียวแล้วจะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกขนาดใหญ่ และทำให้นวัตกรรมนั้นแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น

นวัตกรรมที่ดีและยั่งยืนต้องตอบโจทย์ 3 ด้าน คือ ต้องเป็นมิตรกับผู้ใช้, แก้ปัญหาได้จริง และต้องเลี้ยงตัวเองได้ในระยะยาว ที่สำคัญคืออย่ากลัวที่จะลงมือทำ อย่าคิดอยู่บนกระดาษอย่างเดียว จงกล้าที่จะทดลอง เพราะบางครั้งความผิดพลาดเพียงหนึ่งเรื่อง อาจกลายเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลกที่ยิ่งใหญ่ เหมือนจุดกำเนิดของ "โพสต์-อิท (Post-it)" ที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดของการประดิษฐ์กาวที่ไม่ติดแน่น แต่กลายเป็นนวัตกรรมที่มีประโยชน์ต่อคนทั้งโลก

gulf-chula-green-mission-SPACEBAR-Photo06.jpg
gulf-chula-green-mission-SPACEBAR-Photo02.jpg


โค้งสุดท้าย! อัดฉีดทุนเปลี่ยนไอเดียบนกระดาษ สู่ "นวัตกรรมจริง"

ถึงเวลาแล้วที่เยาวชนคนรุ่นใหม่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนพลังความคิดให้กลายเป็นทางรอดของชุมชน กับ Green Mission by Chula x GULF ปีที่ 3 ภายใต้แนวคิด "Resilient LAB: คิดเพื่อบ้านเรา" เพื่อเปิดโอกาสให้น้อง ๆ ระดับมัธยมปลายทั่วประเทศ มาร่วมกันคิด มาร่วมมองหาปัญหาในชุมชนหรือ “บ้านของเราเอง” แล้วเปลี่ยนเป็นนวัตกรรมล้ำ ๆ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชนอย่างยั่งยืน ชิงทุนการศึกษามูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท

และความพิเศษที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นในปีนี้ ทาง GULF ได้ยกระดับความเข้มข้นด้วยการ สนับสนุนทุนต่อยอด เพื่อเปลี่ยน “ไอเดียบนกระดาษ” ของน้อง ๆ ให้กลายเป็น “นวัตกรรมที่นำไปใช้งานได้จริงในพื้นที่” เพื่อสร้าง ‘Green Leaders’ รุ่นใหม่ที่มีทักษะการลงมือทำจริง และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

ย้ำอีกครั้ง! สำหรับน้อง ๆ ที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ ทีมละ 4 คน เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึงวันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม 2569 นี้เท่านั้น! สมัครผ่าน Google Formโดยศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมผ่านเว็บไซต์ eng.chula.ac.th หรือสอบถามรายละเอียดโทร: 086-522-3844 พร้อมติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของโครงการได้ที่ Facebook: GULF Spark และ TikTok: @GULFspark

gulf-chula-green-mission-SPACEBAR-Photo04.jpg
gulf-chula-green-mission-SPACEBAR-Photo09.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์