ปรับแผนพลังงานไทยรับเทรนด์ Data Center คว้า “มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ” จากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

2 ก.ย. 2569 - 15:41

  • ยุทธศาสตร์พลังงาน: ไทยกำลังปรับแผน PDP 2026 เพื่อเปลี่ยนเกมพลังงานให้รองรับโลกยุคดิจิทัล

  • โครงสร้างพื้นฐานใหม่: Data Center ไม่ใช่แค่ตึกใช้ไฟ แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” ที่ดึงมูลค่าเศรษฐกิจกลับเข้าประเทศ

  • ข้อได้เปรียบ Late Mover Advantage: ไทยมาทีหลัง จึงได้ใช้เทคโนโลยี AI รุ่นใหม่ที่ประหยัดพลังงานและมีประสิทธิภาพสูงกว่า

ปรับแผนพลังงานไทยรับเทรนด์ Data Center คว้า “มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ” จากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

แม้เวลาจะผ่านไปเพียง 6 ปี นับจากการอนุมัติแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ครั้งล่าสุดในปี 2563 หรือ PDP 2018 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 แต่บริบทที่ใช้จัดทำ PDP รอบใหม่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทั้งด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม ภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางราคาเชื้อเพลิง

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด คือ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI และ Cloud Computing ที่กำลังหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนยุคใหม่ เทคโนโลยีเหล่านี้ล้วนต้องอาศัย “Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐาน” ในการประมวลผล จัดเก็บ และส่งผ่านข้อมูลจำนวนมหาศาล

คำถามในการยกร่าง PDP 2026 จึงไม่ใช่เพียงว่า ประเทศไทยมีไฟฟ้าเพียงพอ ราคาเหมาะสม และสะอาดหรือไม่ แต่ยังต้องตอบโจทย์ “การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล” ซึ่งจะเป็นแหล่งสร้างมูลค่าและโอกาสการลงทุนรอบใหม่ของประเทศ

ประเด็นนี้ถูกหยิบขึ้นมาพูดบนเวทีสัมมนา New Energy for Thailand ‘เปลี่ยนผ่านพลังงาน เดิมพันอนาคตไทย’ จัดโดยกองบรรณาธิการมติชน เมื่อเร็วๆ นี้

“เอกนัฏ” กาง PDP 2026 รับเกมเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

ไฮไลต์สำคัญภายในงานสัมมนาฯ คือ การปาฐกถาพิเศษของ ‘เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ระบุว่า PDP ฉบับใหม่เป็นแผนที่มีความ “ทะเยอทะยานสูง” ในการพาประเทศไทยไปสู่ระบบพลังงานที่สะอาดและมั่นคงมากขึ้น

หนึ่งในโจทย์ใหม่ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนระบบไฟฟ้าไทยคือ Data Center ซึ่งนักลงทุนมองว่าเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลต้องเข้ามา "จัดระเบียบ" เพื่อให้แน่ใจว่า Data Center เข้ามาแล้วเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยจริง ๆ โดยต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรพลังงานของประเทศที่มีจำกัด

รมว.พลังงาน ระบุว่า วันนี้ไทยมีไฟฟ้าสำรองเพียงพอจะบริหารโครงข่ายอย่างมั่นคงและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน จึงเป็นแรงดึงดูดให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ และ Data Center เข้ามาลงทุนในประเทศ

เพื่อรองรับเทรนด์นี้ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้ปลดล็อกมาตรการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) เพื่อเปิดเสรีให้ Data Center และทุกอุตสาหกรรม สามารถซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง ผ่านระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Third Party Access) โดยไม่จำกัดปริมาณ

gulf-data-center-ai-SPACEBAR-Photo09.jpg
gulf-data-center-ai-SPACEBAR-Photo08.jpg

นโยบายนี้จะรองรับกติกาการค้าโลกและมาตรการด้านคาร์บอน รวมถึงเป็นทางเลือกใหม่ให้อุตสาหกรรม เพราะผู้ประกอบการสามารถเลือกซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าการพึ่งพาฟอสซิลได้ในอนาคต โดยการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง อยู่ระหว่างลงทุนพัฒนาระบบส่งให้ทันสมัยรองรับพลังงานสะอาด

แต่ถ้า Data Center ต้องการใช้ไฟฟ้าจากรัฐ (ไฟหลวง) ซึ่งต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มขึ้น นักลงทุนก็รับผิดชอบต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเอง โดย กพช. ได้ออกมติแยก Data Center เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทใหม่ เพื่อให้มั่นใจว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงจะไม่ไปเพิ่มภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนทั่วไป

นี่จึงเป็นความพยายามของภาครัฐในการสร้างสมดุลระหว่าง “ไฟสะอาดสำหรับอุตสาหกรรมใหม่” กับ “ค่าไฟที่ประชาชนต้องจ่าย”

สนพ. วาง 3 ทางเลือก PDP 2026

ด้าน ‘วัฒนพงษ์ คุโรวาท’ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ. เปิดภาพ PDP 2026 ว่า ตอนนี้จัดทำร่าง PDP ใหม่เสร็จแล้วและเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 8 กันยายน 2569 โดยแผนฉบับนี้รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero ควบคู่กับความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและค่าไฟที่ประชาชนรับได้

ระบบไฟฟ้าไทยกำลังเปลี่ยนจากผู้บริโภคแบบเดิม ที่ซื้อไฟฟ้าจากภาครัฐอย่างเดียว ไปสู่ Prosumer ที่สามารถผลิตและขายไฟกลับเข้าระบบได้ด้วย ขณะเดียวกัน ความต้องการไฟฟ้าสีเขียวก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะความต้องการไฟฟ้าใหม่จากการเติบโตของ Data Center และ AI ในกรณี High Case คาดว่า Data Center อาจต้องการไฟฟ้าประมาณ 8,800 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นระดับที่ไปได้และมีผลดีกับเศรษฐกิจ

gulf-data-center-ai-SPACEBAR-Photo01.jpg

ร่าง PDP 2026 จึงเตรียมเสนอ 3 ทางเลือก ได้แก่

  • ทางเลือกที่ 1 ใช้ก๊าซธรรมชาติร่วมกับ CCS ในระดับสูง
  • ทางเลือกที่ 2 เพิ่มพลังงานหมุนเวียนสูงถึง 90% โดยไม่ใช้ CCS
  • ทางเลือกที่ 3 เป็นแนวทางผสมผสานระหว่างพลังงานหมุนเวียนและ CCS

พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบ Smart Grid, BESS, Smart Meter, Virtual Power Plant และ Direct PPA ตั้งเป้าพลังงานสะอาดระยะยาวอย่างน้อย 65% และอาจสูงถึง 90% โดยคาดว่ากำลังผลิตไฟฟ้ารวมจะเพิ่มจากประมาณ 77,000 เมกะวัตต์ เป็นราว 200,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2050

Data Center ไม่ใช่ผู้ร้าย แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐาน AI”

อีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจมาจาก ‘สมิทธ์ พนมยงค์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ในหัวข้อ “Power for a new Era : พลังงานในยุคดิจิทัล”

โจทย์สำคัญที่ถูกชี้ให้เห็นคือ การเติบโตของ Data Center ไม่ควรถูกมองว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าและทรัพยากรจำนวนมากเท่านั้น แต่ต้องมองไปถึงบทบาทของ Data Center ในฐานะ โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล

gulf-data-center-ai-SPACEBAR-Photo05.jpg

Data Center คืออะไร ทำงานอย่างไร และน่ากลัวจริงหรือไม่?

‘สมิทธ์ พนมยงค์’ อธิบายว่า แท้จริงแล้ว Data Center มีลักษณะคล้าย “ห้างสรรพสินค้า หรืออาคารสำนักงานขนาดใหญ่” ที่มีระบบทำความเย็นให้เครื่องคอมพิวเตอร์ โดย Data Center เคยอยู่ในห้อง Server ตามบริษัทต่างๆ แต่ปัจจุบันข้อมูลถูกย้ายมาอยู่รวมกันบนระบบคลาวด์ (Cloud)

ในแง่ความปลอดภัย Data Center ถูกออกแบบให้มีไฟเลี้ยงตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ดับ หากไฟกระตุกจะมีระบบ UPS ทำงานทันที และหากไฟฟ้าดับเป็นเวลานาน ก็มีเครื่องปั่นไฟดีเซลมารองรับเหมือนอาคารขนาดใหญ่ทั่วไป ไม่ได้น่ากลัว ไม่ได้ปล่อยรังสี และเป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ปลอดภัย

มองมุมใหม่ Data Center ดึงมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับประเทศ

ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลว่า Data Center ใช้พลังงานและน้ำสูง แต่สร้างงานน้อย แต่ ‘สมิทธ์ พนมยงค์’ ได้ฉายภาพรวมทางเศรษฐกิจ โดยอ้างอิงข้อมูลช่วงล็อกดาวน์โควิด-19 ที่ประเทศไทยขาดดุลบริการดิจิทัล 30,000 – 40,000 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 4 - 5 แสนล้านบาทต่อปี เนื่องจากคนไทยและภาคธุรกิจใช้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก เช่น

  • ระดับองค์กร: ระบบ Cloud, SAP, Microsoft, Oracle, Salesforce
  • ระดับบุคคล: ความบันเทิงผ่าน Netflix, Disney+, Spotify
  • ระดับ SME: การยิงแอดแพลตฟอร์ม Social Media อย่าง TikTok, Instagram, Facebook

เงินมหาศาลเหล่านี้ถูกส่งออกไปต่างประเทศ เพราะข้อมูลถูกเก็บและประมวลผลนอกประเทศ การมี Data Center ในไทยจึงเปรียบเสมือนนำอุตสาหกรรม "ประกอบรถยนต์" หรือ "โรงกลั่นน้ำมัน" มาไว้ในประเทศแม้แพลตฟอร์มจะเป็นของต่างชาติ แต่การดึงระบบประมวลผลมาไว้ในไทย จะส่งผลดีหลายด้าน

  • ดึงมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (Value Added) ให้อยู่ภายในประเทศ
  • ช่วยรักษาเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ
  • สร้างความมั่นคงทางดิจิทัล หากเกิดสงครามหรือวิกฤตการณ์โลก ประเทศไทยยังมีระบบประมวลผลข้อมูลของตัวเองรองรับ
gulf-data-center-ai-SPACEBAR-Photo02-1.jpg

ไทยมาช้า แต่กลับมี “Late Mover Advantage”

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ แม้ไทยอาจไม่ได้เป็นประเทศแรก ๆ ในภูมิภาคที่พัฒนา Data Center แต่การมาทีหลังกลับกลายเป็นข้อได้เปรียบ เพราะเทคโนโลยีที่นำมาใช้ใน Data Center รุ่นใหม่มีประสิทธิภาพมากกว่าเทคโนโลยีในอดีต ทั้งในด้านชิปประมวลผล ระบบระบายความร้อน และการบริหารจัดการพลังงาน

‘สมิทธ์ พนมยงค์’ ยกตัวอย่างว่า ในช่วง 2–3 ปีก่อน กำลังการผลิต Data Center ของไทยยังอยู่ในระดับไม่ถึง 100 เมกะวัตต์ ขณะที่ปัจจุบันขยายตัวขึ้นมาเรื่อย ๆ ราว 700 เมกะวัตต์ และยังมีโครงการอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีกจำนวนมาก

การขยายตัวดังกล่าวสะท้อนว่าไทยกำลังกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ได้รับความสนใจจากอุตสาหกรรม Data Center ในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน Data Center รุ่นใหม่ยังสามารถใช้ชิปประมวลผล AI ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และบริหารจัดการพลังงานได้ดีขึ้น

หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญคือ Power Usage Effectiveness หรือ PUE ซึ่งสะท้อนประสิทธิภาพการใช้พลังงานของ Data Center จากเดิมที่ Data Center รุ่นเก่าอาจมีค่า PUE สูงถึงประมาณ 1.8 (ใช้พลังงานทำความเย็น 0.8 หน่วยต่อไฟคอมพิวเตอร์ 1 หน่วย) ปัจจุบัน Data Center รุ่นใหม่สามารถทำได้ต่ำกว่า 1.2 ซึ่งประหยัดพลังงานลงถึง 0.6 หน่วย สะท้อนว่าการพัฒนาเทคโนโลยีสามารถช่วยลดพลังงานที่ใช้ในส่วนของระบบสนับสนุน เช่น ระบบทำความเย็น ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อ AI โต “พลังงาน” จึงต้องเปลี่ยนตาม

สิ่งที่น่าสนใจจากภาพทั้งหมดคือ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในวันนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องการลดคาร์บอนหรือการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอีกต่อไป แต่กำลังขยายไปสู่คำถามว่า “ประเทศไทยจะสร้างระบบพลังงานแบบไหน เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล?”

เพราะ Data Center ต้องการไฟฟ้าที่มีความมั่นคงและต่อเนื่อง ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น จึงเกิดโจทย์ใหม่ที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ Renewable Energy, Energy Storage, Smart Grid, Grid Modernization ไปจนถึง Direct PPA

ทั้งหมดไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของภาคพลังงาน แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความสามารถในการดึงดูดการลงทุนของประเทศ

จาก Energy Security สู่ Digital Security

ในโลกที่ AI กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจ “พลังงาน” จึงกำลังเปลี่ยนสถานะจากต้นทุนพื้นฐาน ไปเป็น โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์

ประเทศที่มีไฟฟ้าเพียงพอ มีระบบ Grid ที่รองรับการเปลี่ยนแปลง มีพลังงานสะอาด และสามารถให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลได้อย่างมั่นคง ย่อมมีโอกาสมากขึ้นในการดึง Data Center, AI และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเข้ามาลงทุน

‘สมิทธ์ พนมยงค์’ สรุปทิ้งท้ายว่า Data Center คือโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคตและเป็นสิ่งจำเป็นที่ไทยปฏิเสธไม่ได้ การเปิดรับและสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานนี้อย่างชาญฉลาด จะช่วยให้ประเทศไทยไม่ตกเป็นผู้เสียเปรียบในเศรษฐกิจดิจิทัลโลก

และนี่จึงเป็นภาพใหญ่ของคำว่า New Energy ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนจากพลังงานรูปแบบเดิมไปสู่พลังงานสะอาดเท่านั้น

แต่หมายถึงการสร้าง “ระบบพลังงานใหม่” ที่ทำให้ไทยมีแต้มต่อในการแข่งขันใน “เศรษฐกิจยุคดิจิทัล” อีกด้วย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์