ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะที่ยืดเยื้อยาวนาน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน รวมถึงความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานที่สำคัญ และความเสี่ยงต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดพลังงานโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งราคาน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ต้นทุนค่าระวางเรือ และค่าเบี้ยประกันภัยการขนส่ง ล้วนมีความผันผวนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG (Liquefied Natural Gas) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญของประเทศในการผลิตไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรม โดยในช่วงที่สถานการณ์ตึงเครียดรุนแรงขึ้น ผู้จัดหาพลังงานของไทยต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนการจัดหา LNG จากแหล่งต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง
LNG คืออะไร และสำคัญต่อไทยอย่างไร
LNG คือก๊าซธรรมชาติที่ถูกลดอุณหภูมิลงจนกลายเป็นของเหลว ทำให้สามารถจัดเก็บและขนส่งทางเรือในปริมาณมากๆ ได้อย่างสะดวกกว่าการส่งผ่านท่อก๊าซธรรมชาติ โดยเมื่อถึงปลายทางจะถูกเก็บรักษาในรูปของเหลว และเปลี่ยนสถานะกลับเป็นก๊าซเพื่อนำไปใช้งาน
ปัจจุบัน ก๊าซธรรมชาติถือเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย รวมถึงใช้ในภาคอุตสาหกรรมและภาคขนส่งจำนวนมาก ทำให้ LNG มีบทบาทสำคัญในการเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงที่ปริมาณก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมีแนวโน้มลดลงตามอายุของแหล่งผลิต
ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงมีนโยบายกระจายแหล่งจัดหา LNG จากหลายภูมิภาคทั่วโลก ทั้งเอเชีย ออสเตรเลีย แอฟริกา และอเมริกา เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป
ทำไมราคา LNG จึงผันผวน
ราคาของ LNG ถูกกำหนดโดยกลไกอุปสงค์และอุปทานในตลาดโลกเป็นหลัก โดยมีปัจจัยสำคัญหลายด้านเข้ามาเกี่ยวข้อง
ด้านอุปทาน สงครามและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากประเทศผู้ส่งออก LNG รายใหญ่ของโลกหลายแห่งอยู่ในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง เมื่อเกิดสงคราม ความไม่สงบ หรือปัญหาด้านการขนส่ง ปริมาณ LNG ที่เข้าสู่ตลาดอาจลดลงทันที ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ การลงทุนขยายกำลังการผลิตความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน LNG ของประเทศผู้ส่งออก รวมถึงความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงแปรสภาพก๊าซและท่าเรือส่งออก ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดปริมาณอุปทานในระยะยาว
ขณะที่ด้านอุปสงค์ สภาพอากาศเป็นอีกตัวแปรสำคัญ โดยฤดูหนาวที่รุนแรงคลื่นความร้อนที่รุนแรงในยุโรปและอเมริกาเหนือ หรือคลื่นความร้อนในเอเชีย หรือในช่วงฤดูหนาวที่รุนแรง จะทำให้ความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความต้องการ LNG สูงขึ้นตามไปด้วย
ภาวะเศรษฐกิจโลกก็มีผลโดยตรงเช่นกัน เมื่อเศรษฐกิจเติบโต รวมถึงการมาของเทคโนโลยี Ai และ Data Center ภาคอุตสาหกรรมและการผลิตจะที่มีความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นมหาศาล หรือแต่หากเศรษฐกิจชะลอตัว ความต้องการใช้ LNG ก็จะลดลง ส่งผลให้ราคาปรับตัวลงตามกลไกตลาด
รูปแบบการซื้อขาย LNG ที่ช่วยสร้างความมั่นคง
การซื้อขาย LNG ในตลาดโลกแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ สัญญาระยะยาว (Term Contract) และการซื้อขายแบบรายเที่ยวเรือ (Spot LNG)
สัญญาระยะยาวเป็นรูปแบบที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงปริมาณ ราคา และระยะเวลาการส่งมอบล่วงหน้า ทำให้มีความมั่นคงด้านอุปทานและสามารถคาดการณ์ต้นทุนได้ชัดเจน
ส่วนการซื้อขายแบบ Spot จะอ้างอิงราคาตลาดในช่วงเวลานั้น มีความยืดหยุ่นสูงและเหมาะสำหรับบริหารจัดการปริมาณก๊าซในระยะสั้น แต่ก็มีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาและความไม่แน่นอนในการจัดหา
ดังนั้น ประเทศส่วนใหญ่รวมถึงประเทศไทย จึงใช้การจัดหา LNG ผ่านสัญญาระยะยาวเป็นหลัก ควบคู่กับการซื้อ Spot บางส่วน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงและความยืดหยุ่นในการบริหารต้นทุนพลังงาน
LNG คือกลไกสำคัญที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลกในปัจจุบัน การกระจายแหล่งนำเข้า การทำสัญญาระยะยาว และการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ จึงจะช่วยให้ประเทศสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดโลก ดูแลระบบเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง





