ส่องอิตาลี ย้อนมองไทย บทเรียนจาก OECD เมื่อเราเผชิญปัญหาเดียวกัน
บทเรียนจาก OECD ชี้ ไทยกับอิตาลีกำลังเจอปัญหาเดียวกันในคนละระดับ ทั้งเศรษฐกิจโตต่ำ สังคมสูงวัย ผลิตภาพชะลอ SME โตยาก และแรงกดดันด้านการคลัง แต่ไทยมีโจทย์เพิ่มคือหนี้ครัวเรือนสูงและความเหลื่อมล้ำด้านผลิตภาพระหว่างธุรกิจ มองอิตาลี แล้วย้อนกลับมามองไทย ที่กำลังจะเข้า OECD
รายงานเศรษฐกิจของ OECD ที่เตือนอิตาลีให้ “รักษาโมเมนตัมการปฏิรูป” มีความน่าสนใจต่อประเทศไทยอย่างมาก เพราะเมื่อถอดแก่นออกมาแล้ว หลายปัญหาไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะของอิตาลี แต่กำลังเกิดขึ้นกับไทยเช่นกัน
OECD คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 1.7% ในปี 2026 ก่อนฟื้นเป็น 2.1% ในปี 2027 ขณะที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญทั้งแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาพลังงาน การค้าโลก และหนี้ครัวเรือน
ผลิตภาพ จุดที่ไทยต้องเร่งกว่าที่เคย
นี่อาจเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดจากอิตาลี OECD ระบุว่า อิตาลีมีปัญหาผลิตภาพต่ำ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่สามารถขยายตัวหรือนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ได้เต็มที่
ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาในลักษณะเดียวกัน OECD ระบุว่า การเติบโตของผลิตภาพแรงงานไทยเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 2.1% ในช่วง 2015-2023 ลดลงอย่างชัดเจนจาก 4.8% ในช่วง 2010-2015 หมายความว่าเศรษฐกิจไทยไม่สามารถพึ่ง “จำนวนคนทำงาน” หรือ “การลงทุนแบบเดิม” เพื่อสร้างการเติบโตได้อีกต่อไป
สูตรเศรษฐกิจไทยจึงต้องเปลี่ยนจาก
“คนมาก + ลงทุนมาก = GDP โต” ไปสู่
“คนเก่งขึ้น + เทคโนโลยีมากขึ้น + ธุรกิจผลิตภาพสูงขึ้น = GDP โต” เหตุผลที่ AI, Automation, Digitalisation และ R&D ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงนโยบายเทคโนโลยี แต่ต้องกลายเป็น นโยบายเศรษฐกิจ
SME ไทยกับ SME อิตาลี เจอปัญหาเดียวกัน
OECD เตือนอิตาลีว่า บริษัทขนาดเล็กจำนวนมากไม่สามารถ Scale Up ได้ และการนำเทคโนโลยีมาใช้ยังไม่เพียงพอ
ไทย มีปัญหาคล้ายกัน ธุรกิจไทยจำนวนมากยังติดอยู่ในกับดัก
“รายเล็ก → รายเล็กตลอดไป”ไม่ได้ขยายเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง ไม่สามารถลงทุน R&D และยังมีข้อจำกัดด้านเงินทุน ทักษะแรงงาน และระบบบริหาร
บทเรียนจากอิตาลีจึงชัดเจนว่า นโยบาย SME ไม่ควรจบเพียงการ “ช่วยให้ธุรกิจอยู่รอด” แต่ต้องเปลี่ยนเป็น
SME Survival → SME Scale-up → SME Innovation → Global SME
จุดที่ไทยต้องทบทวนนโยบายส่งเสริม SME อย่างจริงจัง เพราะหากรัฐใช้งบประมาณจำนวนมากกับการอบรม การประชาสัมพันธ์ หรือการช่วยเหลือระยะสั้น แต่ไม่ได้ทำให้ SME เพิ่มผลิตภาพ สร้างทรัพย์สินทางปัญญา เข้าถึงตลาดโลก หรือขยายธุรกิจได้ ปัญหาโครงสร้างก็จะยังคงอยู่
ไทยมีปัญหาหนี้ “สองชั้น”
กรณีอิตาลีให้ความสำคัญกับ หนี้สาธารณะ แต่ไทยมีโจทย์ที่ซับซ้อนกว่า เพราะต้องมองทั้ง หนี้รัฐ + หนี้ครัวเรือนและธุรกิจ
OECD ระบุว่า หนี้ครัวเรือนและภาคธุรกิจของไทยอยู่ที่ประมาณ 170% ของ GDP ในไตรมาสแรกปี 2025 เพิ่มจากประมาณ 160% ก่อนโควิด และสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค
ขณะที่หนี้สาธารณะของไทยก็เกิน 60% ของ GDP แล้ว จึงเกิดข้อจำกัดสองด้าน รัฐบาลมีพื้นที่ทางการคลังจำกัด ขณะที่ประชาชนและธุรกิจจำนวนมากก็มีภาระหนี้สูง ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้เงินภาครัฐเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบระยะยาว ไทยจึงจำเป็นต้องเพิ่มรายได้รัฐ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่าย และที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้เงินทุกบาทที่ลงทุนสร้างผลิตภาพใหม่ให้กับเศรษฐกิจ
สังคมสูงวัย อิตาลีเจอแล้ว ไทยกำลังเดินตาม
อิตาลีเผชิญแรงงานลดลงจากโครงสร้างประชากร และ OECD เตือนว่าต้องดึงคนวัยหนุ่มสาวเข้าสู่ตลาดแรงงาน รวมถึงเพิ่มทักษะและการฝึกอบรม ไทยกำลังเดินเข้าสู่โจทย์เดียวกัน แต่ประเทศไทยมีความเสี่ยงเพิ่มเติม เพราะผลิตภาพแรงงานยังเติบโตช้า จึงเกิดโจทย์ว่า
“ถ้าคนทำงานลดลง แต่ผลิตภาพต่อคนก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นเร็วพอ แล้วเศรษฐกิจจะโตจากอะไร?”
คำตอบจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนแรงงาน แต่ต้องทำให้แรงงานหนึ่งคนสร้างมูลค่าได้มากขึ้น หมายถึงการลงทุนใน
- ทักษะดิจิทัลและ AI
- Vocational Education
- Lifelong Learning
- Reskilling และ Upskilling
- การจับคู่แรงงานกับงานที่มีผลิตภาพสูง
- การดึงคนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงาน
- การเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้หญิงและกลุ่มที่อยู่นอกตลาดแรงงาน
พลังงาน ไทยต้องเปลี่ยนจาก “ต้นทุน” เป็น “ความสามารถแข่งขัน”
อิตาลีถูก OECD เตือนเรื่องต้นทุนพลังงานสูงจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้า ไทย มีโจทย์คล้ายกัน เพราะภาคการผลิตและธุรกิจต้องรับมือกับต้นทุนพลังงาน ขณะที่ประเทศกำลังเดินหน้าสู่เศรษฐกิจที่ใช้ไฟฟ้าและเทคโนโลยีมากขึ้น
สิ่งที่ไทยต้องคิดจึงไม่ใช่เพียงว่า “ทำอย่างไรให้ค่าไฟถูกลง” แต่ต้องถามว่า “ทำอย่างไรให้ประเทศไทยมีพลังงานที่ถูก มั่นคง สะอาด และเพียงพอสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล?” เพราะ Data Center, AI, EV, Semiconductor และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่ ล้วนต้องการไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพและต้นทุนแข่งขันได้ ดังนั้นพลังงานจึงกำลังกลายเป็น โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจยุคใหม่
จุดที่ไทยต่างจากอิตาลี ไทยยังมี “โอกาสไล่กวด”
ความแตกต่างสำคัญคือ อิตาลีเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่ติดอยู่กับปัญหาการเติบโตต่ำ ขณะที่ไทยยังเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงและยังมีพื้นที่สำหรับการ “Catch-up” หมายความว่าไทยยังสามารถเพิ่มผลิตภาพได้อีกมาก หากสามารถปฏิรูปกฎระเบียบ เปิดการแข่งขัน เพิ่มการลงทุน และนำเทคโนโลยีเข้าสู่ธุรกิจในวงกว้าง
OECD เองชี้ว่าการทำให้ตลาดมีการแข่งขันมากขึ้น ลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น และปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เป็นช่องทางสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพของไทย ไทยไม่ควรตีความปัญหาว่า “เศรษฐกิจโตแค่ 1-2%” แต่ควรถามว่า “อะไรทำให้ศักยภาพการเติบโตของไทยลดลง?”
จุดที่ OECD สำคัญต่อไทยมากกว่าการเป็นสมาชิก
ไทยเข้าสู่กระบวนการ accession ของ OECD อย่างเป็นทางการแล้ว โดย OECD ระบุว่ากระบวนการนี้เป็นการประเมินกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติของไทยเทียบกับมาตรฐาน OECD ในหลายสาขา บทเรียนจากอิตาลีจึงควรถูกนำมาใช้เป็น “กรอบคิด” ของไทยไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจปีต่อปี แต่ต้องสร้าง Reform Agenda ที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่
การคลัง → ตลาดแรงงาน → SME → R&D → การแข่งขัน → พลังงาน → ดิจิทัล → ธรรมาภิบาล
หากแต่ละกระทรวงต่างคนต่างทำ ประเทศอาจได้โครงการจำนวนมาก แต่ไม่ได้ผลิตภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่หากปฏิรูปทั้งหมดเชื่อมเป็นระบบ ผลที่ต้องการไม่ใช่แค่ GDP สูงขึ้นในระยะสั้น แต่คือ ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้น




