เมื่อไทยกำลังยื่นใบสมัครเข้าเป็นสมาชิก ‘องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD’ คำว่า ‘ความโปร่งใส’ จะไม่ใช่เพียงแค่คำสวยหรูอีกต่อไป แต่มันได้กลายเป็น ‘ข้อบังคับ’ หรือความจำเป็นที่ไทยไม่สามารถเลี่ยงได้อีกต่อไป โจทย์ที่ใหญ่ที่สุดที่ ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT (Anti-Corruption Organization of Thailand) ได้เน้นย้ำคือการทำให้โลกเห็นว่าประเทศไทยสะอาดพอที่จะเป็นพันธมิตรที่ไว้วางใจได้
สังคมไทยกำลังถูกตั้งคำถามถึงความ 'ไม่โปร่งใส' ผ่านคดีทุจริตมากมาย
ดร.มานะ เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นว่า วันนี้คอร์รัปชันไม่ใช่แค่เรื่องของการเบียดบังงบประมาณ แต่มันคือการทำลายความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ยกตัวอย่างในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา คดีทุจริตกว่า 13 คดีที่ปรากฏบนหน้าสื่อ ตั้งแต่การโกงสอบท้องถิ่น คดีฮั้วสว. รวมไปถึงการตั้งคำถามในการใช้จ่ายงบประมาณหลักพันล้านบาทเพื่อจัดซื้อ AI Passport แสดงให้เห็นถึงปัญหาความไม่โปร่งใสในประเทศไทยที่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและชัดเจน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทุจริตกำลังทำร้ายและสร้างความเดือดร้อนอย่างมากต่อประชาชนคนไทย อย่างกระบวนการของเหล่ามิจฉาชีพ หรือ สแกมเมอร์ ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย ดร.มานะ กล่าวว่า
“เราก็รู้ว่าพวกนี้มันเกิดได้ ตั้งฐานได้อย่างใหญ่โต สามารถที่จะทำปฏิบัติการของเขาได้อย่างทั่วถึง เป็นเพราะมีคอร์รัปชันเกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ของเรา เริ่มตั้งแต่ปล่อยให้คนพวกนี้เข้ามาในพื้นที่ประเทศไทย ตั้งฐานทำงาน หลบซ่อนอยู่ มันต้องมีการคอรัปชันเกี่ยวข้องไม่อย่างนั้น มันไม่สามารถเป็นกระบวนการใหญ่อย่างนี้ได้”
ปัญหาใหญ่ที่คนตั้งคำถามคือ กระบวนการยุติธรรมเข้มแข็งจริงหรือไม่ การบังคับใช้กฎหมายทำเต็มที่แล้วหรือยัง รวมไปถึงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญของไทยยังเป็นที่พึ่งได้อยู่ไหม แล้วประเทศไทยจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร อีกทั้งยังมีบางปัจจัยที่เสริมขึ้นมาแล้วทำให้คนรู้สึกว่า ‘สถานการณ์อาจแย่ไปกว่านี้’
“ปัจจัยในการแก้คอร์รัปชัน สำคัญก็คือว่าต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม หรือจะต้องมีการเปิดเผยข้อมูล ต้องแก้อย่างเป็นระบบ”
แม้สถานการณ์ที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นไปในเชิงลบ แต่ ดร.มานะ ยังคงมองเห็นแนวโน้มในการแก้ปัญหาคอร์รัปชันของไทยกำลังจะไปในทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากคนไทยมีความตื่นตัวมากขึ้นหลังผ่านวิกฤตสำคัญทั้ง วิกฤตเศรษฐกิจ ‘ต้มยำกุ้ง’ มาจนถึง ‘โควิด 19’ โดยเฉพาะภาคเอกชน อย่าง ‘คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน’ หรือ กกร. ที่ออกมาต่อต้านการคอร์รัปชันอย่างจริงจังภายใต้แคมเปญ ‘Zero Corruption’ โดยประกาศว่า ภาคเอกชนจะหยุดการจ่ายสินบน ไม่ยอมให้สินบน เงินใต้โต๊ะเป็นต้นทุนและเป็นอุปสรรคของคนไทยอีกต่อไป สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าภาคเอกชนไม่นิ่งดูดายกับการทุจริต
ในฟากของรัฐบาล ดร.มานะ มองเห็นสัญญาณที่ดีจากแนวคิดของ ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายที่มีความเข้าใจในเรื่องการเปลี่ยนแปลงประเทศ การปฏิรูปกฎหมาย การเปลี่ยนระบบราชการที่มุ่งเน้นการลดขั้นตอน การลดหน่วยงาน ลดจำนวนข้าราชการแต่จ่ายเงินเดือนเพิ่มขึ้น และนำเทคโนโลยีมาใช้ ซึ่งความชัดเจนนี้ทำให้ภาคเอกชนเชื่อใจ ภาคประชาชน นักวิชาการให้ความไว้วางใจ ซึ่งนี่ถือเป็นจุดแข็งจุดหนึ่งของรัฐบาล
‘อภินิหารกฎหมาย’ การตีความเอื้อประโยชน์คือจุดเปราะบางของระบบยุติธรรมไทย
ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายเพื่อการต่อต้านคอร์รัปชันมากถึง 16 ฉบับ แต่ดร.มานะมองว่าปัญหาใหญ่ คือการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ไม่จริงจัง สิ่งสำคัญคือการบังคับใช้กฎหมายโดยยึด ‘หลักนิติธรรม’ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต่างชาติกำลังจับตามอง อย่างแรกคือ ‘Rule of law’ หลักนิติธรรมต้องเข้มข้นจริงจัง และอย่างที่สองต้องมองประเด็นเรื่อง ‘สิทธิมนุษยชน’ เป็นประเด็นสำคัญ โดยกฎหมายต้องมีไว้เพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อผู้มีอำนาจในการปกครองควบคุมประชาชน
ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าการบังคับใช้กฎหมายจะมีไว้เพื่อผู้มีอำนาจมากกว่าประชาชน ซึ่งทำให้ถูกเรียกว่า “อภินิหารของกฎหมาย” คืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้มาตรฐานการต่อต้านการโกงของไทยยังไม่ถึงเกณฑ์สากล
“คุณจะต้องมีความรับผิดชอบมากกว่าบุคคลธรรมดา อย่างวันนี้เราได้ยินเยอะมากเลย ยิ่งเป็นนักการเมือง เราจะได้ยินเรื่องของการตีความว่า บ่อยครั้ง ประชาชนตั้งคำถามว่า ‘อภินิหารของกฎหมาย’ ตีความอย่างนี้ก็ได้หรือ เพราะฉะนั้นเอาง่ายๆ หลักกฎหมายก็คือหลักความชอบธรรม หลักของผลประโยชน์ส่วนรวม เน้นผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลักตีความอย่างตรงไปตรงมา เพื่อประโยชน์ของประชาชน”

ประชาชนควรตรวจสอบความโปร่งใสได้ แต่ยังทำได้ไม่เต็มที่
ดร.มานะ ยังมองว่าประชาชนควรมีส่วนร่วมในตรวจสอบการทุจริต เพราะถ้าพบเห็นการทุจริตไม่ว่าเป็นเรื่องเล็ก เช่น การแซงคิว ไปจนถึงเรื่องใหญ่ เช่น การทุจริตการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการจัดสรรผลประโยชน์ของรัฐ เช่น การตั้ง Data Center แต่ยังไม่มีการตั้งคำถาม สงสัยหรือปล่อยผ่าน ก็จะทำให้มีการทุจริตต่อไป ดังนั้นทุกคนจึงต้องช่วยกัน
ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าการตรวจสอบของประชาชนในปัจจุบันยังเข้าถึงได้น้อยมาก
“สาเหตุเพราะหน่วยงานรัฐทุกวันนี้ไม่เปิดเผยข้อมูล เรามี พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารในรัฐธรรมนูญ เขาเขียนเรื่องข้อมูลสาธารณะในความครอบครองของรัฐ ประชาชนต้องมีสิทธิ์รู้ รัฐต้องเปิดเผย ต้องอำนวยความสะดวกให้ แต่ในความจริงแล้วไม่ใช่ จะเต็มไปด้วยข้ออ้างว่าความลับของทางราชการ กฎหมาย PDPA ข้อมูลส่วนบุคคล อ้างกันแบบซี้ซั้วเลย เยอะแยะมากมายเลย สิ่งเหล่านี้ยังเกิดขึ้น
อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยลงทุนไปกับระบบดิจิทัล ระบบสารสนเทศ ผมไม่รู้ว่ากี่หมื่น เป็นแสนล้านแล้วนะ แต่วันนี้ข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ยังเก็บไว้ที่หน่วยงานของใครของมัน มันไม่มีการเชื่อมโยง พอจะขอดูก็ไม่ได้ ระหว่างหน่วยงานด้วยกันเองจะขอดูด้วยกันเอง อย่างเช่น ป.ป.ช. จะไปดูข้อมูลของหน่วยงานอื่นก็ต้องทำเรื่องร้อง ขอเป็นเรื่องเป็นราวไป ตรงนี้เป็นอุปสรรคอย่างมาก ทั้งหน่วยงานปราบปราม ทั้งประชาชน สื่อมวลชนเองก็ยากด้วย ล่าสุดมีพระราชกำหนด เรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานของภาครัฐที่ต้องเปิดเผยในรูปของดิจิทัล อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์ แต่เราก็ยังไม่แน่ใจว่าในทางปฏิบัติแต่ละหน่วยงานจะมีข้ออ้าง หรือกฎระเบียบของตัวเองบล็อกเอาไว้แค่ไหน”
OECD บังคับให้ไทยต้องเปลี่ยน
สำหรับการเข้าเป็นสมาชิก OECD ดร.มานะเชื่อมั่นว่านี่คือกลไกที่จะบังคับให้ไทยต้องจริงจังและประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาการทุจริต เพราะกติกาของ OECD นั้นเข้มงวดและมีระบบตรวจสอบย้อนหลังที่ทรงพลัง
“ที่ผ่านมา ทั่วโลก ประเทศต่าง ๆ องค์กรต่าง ๆ เครือข่ายต่าง ๆ เขาจะเอาเรื่องคอร์รัปชันเป็นการกีดกันประเทศอื่น ๆ กีดกันโดยเฉพาะเรื่องการค้า OECD เขาให้ความสำคัญในเรื่องธุรกิจมาก เพราะฉะนั้นกติกาของเขาจะค่อนข้างมีความเข้มงวด แต่ที่สำคัญคือระบบตรวจสอบย้อนหลังอยู่ตลอดเวลาของเขา ถ้าไทยวันนี้ได้เข้าเป็นสมาชิกแล้ว แต่ทำไม่ได้จริง ไม่ทำจริง ดีแต่พูด เดี๋ยวเราจะโดนเขาแฉ โดนเขาประณามจากการตรวจสอบ อันนี้เป็นตัวกดดันที่สำคัญ”
นอกจากนี้ จำนวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านคอร์รัปชันไม่สำคัญเท่ากับผลของการบังคับใช้กฎหมายที่ต้องเห็นผลจริง และประชาชนรวมถึงนักลงทุนมีความเชื่อมั่นจริง
“เขาไม่ได้รับฟังนะครับว่าเรามีกฎหมาย มีหน่วยงานเท่าไหร่ เราทำไปแล้วเท่าไหร่ เขาดูผลที่ออกมาจริงว่าประชาชน ประเทศชาติได้รับผลประโยชน์เหล่านั้นจริงหรือเปล่า การค้าเราแฟร์ เป็นธรรมจริงไหม ประชาชนเชื่อมั่น trust ไหม เขามองนักธุรกิจของเขามาติดต่อในประเทศไทย trust ประเทศไทยไหม”
ก้าวสำคัญที่เป็นความหวังสำหรับคนไทย คือการที่ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก ‘Open Government Partnership’ หรือ OGP ซึ่งเป็นรัฐบาลเปิด มีการบังคับว่าในการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ ต้องได้มาตรฐานสากล ไม่เหมือนในอดีตที่ผ่านมาที่หน่วยงานต่าง ๆ มักอ้างว่าเปิดเผยตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร หรือ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง หรือตามอำนาจกฎหมายต่างๆ แต่ประชาชนกลับไม่ได้สิ่งที่อยากได้
นอกจากนี้ สิ่งที่กำลังจะสำเร็จเร็ว ๆ นี้ โดยสำนักงาน ป.ป.ช. เป็นเจ้าภาพคือไทยยื่นใบสมัครเข้าเป็นสมาชิก Anti bribery action หรือ อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านคอร์รัปชัน ของ OECD ซึ่งจะมีมาตรฐานอีกระดับหนึ่ง นี่จึงเป็นความสำเร็จที่ใกล้ที่สุดที่ไทยต้องทำให้ได้ ถ้าไทยเข้าไม่ได้ก็จะเข้า OECD ไม่ได้
ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันสะท้อนให้เห็นว่าการต่อต้านคอร์รัปชันไม่ใช่แค่การไล่จับคนโกงเข้าคุก แต่มันคือการสร้าง ‘ความซื่อตรงของประเทศ’ (National Integrity) ให้เกิดขึ้นในทุกภาคส่วน
“พอมาถึงวันนี้ เราก็มั่นใจมากขึ้นนะว่าความตื่นตัว ความหวาดกลัวต่อความล้มเหลวของชาติ การที่จะทำให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ ลูกหลานของไทยไม่มีความเชื่อมั่นในประเทศ ไม่มีความสุขนะครับ มันทำให้คนอยากเปลี่ยนแปลง ถึงจุดนี้ก็ยังมั่นใจว่าในช่วง 2 ปี หรือ 3 ปีนี้จะเกิดขึ้นได้ แต่สิ่งที่อยากเห็นก่อน ก็คือว่าวันนี้ภาคประชาชนตื่นตัว เอกชนตื่นตัว ข้าราชการน่ะ อยากให้ทุกๆท่านมีความเป็นมืออาชีพให้มากขึ้น แล้วก็ต้องเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาเกียรติยศของทุกๆท่านให้เป็นอิสระจากนักการเมือง ในแง่ของการครอบงำ แล้วตรงนี้จะทำให้ทุกอย่างมันก้าวเดินได้อย่างรวดเร็วครับ”
การเดินทางสู่มาตรฐานสากลอาจจะยากลำบากในระยะแรก แต่ถ้าเราสามารถเปลี่ยน ‘ความเคยชินในการโกง’ให้เป็น ‘ความซื่อตรงที่เป็นมาตรฐาน’ ประเทศไทยจะไม่ได้เพียงแค่ตั๋วสมาชิก OECD เท่านั้น แต่จะได้ความมั่นใจจากนักลงทุนทั่วโลกคืนกลับมาเป็นผลกำไรที่กินได้จริงสำหรับคนไทยทุกคน




