ในโลกที่ตัวเลขกำไรในบัญชีมักเป็นบรรทัดฐานเดียวในการวัดความสำเร็จของธุรกิจ แต่สำหรับ 'คุณเกรท เสกสรร รวยภิรมย์' ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสติ (Sati Foundation) และ Na Café ภายใต้ Na Projects เขากลับมองเห็นกำไรในรูปแบบของ 'โอกาส' และ 'ความมั่นใจ' ของเด็กกลุ่มเสี่ยงและขาดโอกาสที่ครั้งหนึ่งสังคมอาจเคยมองข้าม
ท่ามกลางกระแสการยกระดับประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก 'องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD' ที่ไม่เพียงมุ่งเน้นเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังเน้นย้ำการพัฒนาที่ครอบคลุมในทุกด้าน รวมถึงความยั่งยืนและ 'การลดความเหลื่อมล้ำ' โมเดลของ Na Café ไม่ได้เป็นเพียงร้านกาแฟเก๋ๆ ในบ้านเก่าอายุกว่า 100 ปีของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี แต่คือ 'ห้องเรียนทักษะชีวิต' ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ธุรกิจสามารถเติบโตไปพร้อมกับการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อย่างไร
จาก ‘มูลนิธิ’ สู่ ‘ธุรกิจเพื่อสังคม’
คุณเกรทเริ่มต้นด้วยการเล่าถึงจุดกำเนิดของมูลนิธิสติที่ทำงานมานานกว่า 15 ปี ดูแลเด็กสองกลุ่มหลักคือ เด็กขาดโอกาสในต่างจังหวัด และเด็กกลุ่มเสี่ยงในกรุงเทพฯ ซึ่งต้องเผชิญกับบาดแผลทางใจ (Trauma) ปัญหายาเสพติด และการหลุดออกจากระบบการศึกษา
“พอเราได้อยู่ในวงการนี้มานาน เราจะเห็นปัญหาหลากหลายและเรารู้สึกว่าการเตรียมพร้อมคือส่วนหนึ่ง การป้องกันคือส่วนหนึ่ง ความรู้คือส่วนหนึ่ง แต่อีกวิธีหนึ่งคือเราจะสร้าง 'โอกาส' อย่างไร”
— คุณเกรทอธิบายถึงที่มาของการสร้าง Na Café ให้เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise)
เขาเน้นย้ำว่า ปัญหาเศรษฐกิจ สุขภาพ และการศึกษา มันรวมเป็นเนื้อเดียวกัน หากครอบครัวไม่มีเงิน ลูกก็ไปโรงเรียนไม่ได้ หรือหากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่รายล้อมด้วยอบายมุข เด็กย่อมมองว่าสิ่งเหล่านั้นคือเรื่องปกติ ภารกิจของเขาจึงเป็นการสร้าง 'ทางเลือก' ใหม่ให้กับเด็กเหล่านี้
“เราแค่ต้องเปิดโลกให้เขาเข้าใจว่า สมมติอยากเป็นหมอ อยากเป็นพยาบาล หรืออยากเป็นอะไรต้องทำอย่างไร ทางเลือกคืออย่างไร นี่คือหนึ่งทางเลือก อีกทางเลือกหนึ่งเราไม่สามารถแบ่งแยกทุกคน ทุกคนไม่ได้มีโอกาส ทุกคนไม่ได้เรียนเก่ง หรือทุกคนไม่จำเป็นต้องเรียนเก่งด้วย คือการเรียนเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความรู้ให้คน แต่ว่ามันไม่ได้หมายความว่าทุกคนเรียนหนังสือแล้วจะสำเร็จในชีวิต ซึ่งบางคนที่หลุดออกจากวงจรการศึกษา เขาก็มีทางเลือกน้อย ผมก็เลยเห็นช่องทางต่างๆที่มันพอจะเป็นอาชีพได้ เช่นเรื่องของคาเฟ่ ทำน้ำเสิร์ฟ ทำอาหาร”
มากกว่าการฝึกทักษะชงกาแฟ แต่เน้นการเรียกคืน ‘คุณค่าในตัวเอง’
ที่ Na Café เด็กๆ ไม่ได้มาเพียงเพื่อเรียนชงกาแฟ แต่มาเพื่อเรียนรู้การเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผ่านงานบริการ คุณเกรทใช้ประสบการณ์จากการเคยเป็นเด็กเสิร์ฟและทำงานร้านอาหารมาตั้งแต่อายุ 15 ปี มาออกแบบหลักสูตรที่ไม่ได้มีแค่ทักษะการชง แต่เน้นไปที่ทัศนคติ การบริการ วัฒนธรรม
คุณเกรทอธิบายว่า ทักษะในการทำร้านอาหารมีหลายอย่างมาก อย่างแรก ทักษะพื้นฐานก็คือการจำสูตรกาแฟหรือเครื่องดื่ม ที่เป็นตรรก (logic) “ผมเห็นเด็กบางคนบอกว่าเขาเรียนไม่เก่ง แต่ผมเห็นเขาจำสูตรได้หมดเลยนะ เขาจำได้ดีกว่าผม...เราคิดว่าการศึกษามันวัดกันตรงไหน มันก็ต้องวัดกันในความเป็นจริงของการทำงาน”
นอกจากมีเรื่องสูตรแล้วก็ต้องมีเรื่องวินัยในการเข้างานตรงเวลา ซึ่งสำคัญมากสำหรับเยาวชน เพราะการอยู่ร่วมในสังคม ในการทำงานจำเป็นต้องมีวินัย เรื่องที่สาม คือการสื่อสารกับลูกค้า การได้เจอลูกค้าหลากหลายมาก ทั้งคนไทยและต่างชาติ ดังนั้นต้องมีความมั่นใจในการสื่อสาร ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับข้อสุดท้ายคือความมั่นใจในตัวตน มั่นใจว่าตนเองมีคุณค่า ตามเจตนารมณ์ของมูลนิธิสติที่ต้องการสร้าง 2 สิ่งให้กับเด็ก อย่างแรกคือการสร้างทางเลือก และอย่างที่สองคือ Empowerment ซึ่งเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ
“เราอยากสร้างแรงบันดาลใจในตัวเขา ไม่ใช่ข้างนอก แต่เป็นตัวเขาว่าเขาเป็นคนที่มีคุณค่า เพราะสังคมอาจจะมองเด็กหลายๆคนว่าเขาไม่มีคุณค่า อันนี้สำหรับผมเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการฝึกอาชีพ”
เนื่องจากคาเฟ่แห่งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานของ 'มูลนิธิสติ' อีกจุดเด่นสำคัญของคาเฟ่แห่งนี้ที่ไม่เหมือนที่อื่น คือการมี 'นักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์' อยู่ในฐานะผู้จัดการและเทรนเนอร์ เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่การทำกาแฟอร่อย แต่คือการทำให้เด็กรับมือกับความเครียดและความทุกข์ได้เมื่อต้องออกไปสู่โลกกว้างของการทำงาน
ความสุขคือเรื่องธรรมดา แต่การผ่าน ‘ความทุกข์’ คือความสำเร็จ
ในมุมมองของนักธุรกิจและนักพัฒนาสังคมอย่างคุณเกรท การวัดความสำเร็จของ Na Café แตกต่างจากธุรกิจทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ได้นับเพียงจำนวนเด็กที่ผ่านการฝึก หรือยอดขายในแต่ละวัน แต่เขาวัดที่ 'ภูมิคุ้มกันทางใจ' และ ‘การจัดการความเครียด’ หลังผ่านการฝึกและออกไปทำงานภายนอกที่ต้องเจอกับปัญหามากมาย
“สำหรับผม ความสำเร็จคือความทุกข์... คือการที่เขากลับมาแล้วมาแชร์ความทุกข์กับเราแล้วเขาผ่านมันไปได้ นี่คือความสำเร็จ แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อน สมมติว่าเขาเจอความรุนแรงหรือความทุกข์ อย่างเช่น ต้องส่งเงินกลับไปที่บ้านอันนี้ก็คือวัฒนธรรมเรานะแต่บางครั้งมันก็สร้างความเครียดให้คนได้ เมื่อก่อนน้องเขาอาจจะ handle (จัดการ) ไม่ถูก เดี๋ยวนี้ได้เงินเดือนมา 'หนูมีเงินเก็บเดือนนี้แล้ว หนูจะจ่ายค่าเช่าบ้านได้' คือ พอเจอปัญหาแล้วเขาแก้ปัญหาได้ อันนั้นคือความภูมิใจของเขา ไม่ใช่ว่าเขาออกไปจากที่นี่ดีกว่า ดีมากเลย มีความสุข อันนั้นคือเรื่องธรรมดา ความสุขคือเรื่องธรรมดาของมนุษย์ แต่ว่าเราจะสู้กับความทุกข์ได้อย่างไร"
เขายังพูดถึงแนวคิด 'ชัยชนะเล็กๆ' ในแต่ละวัน เช่น การที่ลูกค้าชมว่ากาแฟอร่อย หรือการทำงานร่วมกับทีม ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือแรงเสริมเชิงบวก (Positive Reinforcement) ที่เด็กกลุ่มนี้ไม่เคยได้รับ
มาตรฐาน OECD: ทุกธุรกิจควรเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิต
เมื่อพูดถึงการที่ประเทศไทยสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งมีมาตรฐานสูงในเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และคุณภาพชีวิต คุณเกรทมีมุมมองว่า ทุกธุรกิจควรมีจิตวิญญาณของธุรกิจเพื่อสังคมซึ่งเชื่อว่าทุกธุรกิจสามารถทำได้
“ผมคิดว่าทุกธุรกิจควรจะเป็นธุรกิจเพื่อสังคม...สมมติว่าธุรกิจนั้น เขาอาจจะไม่ได้กำไรพันหรือสองพันล้าน แต่ว่าเขาหางานให้คนได้ พันคน ร้อยคน หรือเขาสร้างโรงเรียนได้ หรือเขาเพิ่มการศึกษาได้ แล้วเอาสิ่งพวกนี้มาวัดกับสังคมมากกว่า ผมคิดว่ามันก็จะมีความเท่าเทียมมากกว่า”
อุปสรรคคือ เด็กไม่ได้รับการศึกษา และการศึกษาที่ยังขาดการวิเคราะห์
แม้ประเทศไทยจะมีอัตราการเกิดลดลง แต่ในมุมมองหน้างานของคุณเกรทเห็นว่ากลุ่มเยาวชนที่ขาดโอกาสกลับมีลูกมากขึ้น และทุกวันนี้ยังคงเห็นเด็กกลุ่มหนึ่งไม่ได้ไปเรียนหนังสือ เช่น ยังขายพวงมาลัยตามถนน สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง รัฐจำเป็นต้องดูแลและเข้าถึงเด็กเหล่านี้ให้ได้รับการศึกษา
คุณเกรท เน้นย้ำว่าการให้ความสำคัญกับการศึกษาไม่ใช่เพียงการศึกษาในระบบหรือด้านวิชาการที่เน้นการแข่งขัน แต่ควรให้ความสำคัญกับการศึกษาทางเลือก อย่าง กศน. และอาชีวศึกษา เลิกเน้นแค่การเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่ควรส่งเสริมโรงเรียนเฉพาะทางหรืองานฝีมือ เพราะในยุค AI งานฝีมือที่ใช้รายละเอียดและความเป็นมนุษย์คือสิ่งที่จะขาดแคลนและมีมูลค่าสูง นอกจากนี้การศึกษาต้องเลิกเน้นการป้อนข้อมูล แต่ต้องเน้นให้เด็กคิดวิเคราะห์ให้เป็น
สุดท้าย คุณเกรทฝากว่า การจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในไทยให้ได้มาตรฐานโลกนั้น เริ่มต้นที่การให้ โอกาสทางการศึกษาที่หลากหลาย และการมองเห็นคุณค่าในตัวเด็กทุกคน
Na Café จึงไม่ใช่เพียงร้านกาแฟในบ้านประวัติศาสตร์ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่ 'หัวใจ' มาก่อน 'ผลกำไร' ซึ่งอาจจะเป็นต้นแบบที่ประเทศไทยต้องการที่สุดในวันที่เรากำลังก้าวสู่เวทีระดับโลกอย่าง OECD




