บททดสอบธรรมาภิบาล NIA  เมื่อรัฐสวมหมวกสองใบ เทียบกรณีศึกษา Anthropic

11 ก.ค. 2569 - 09:34

  • การเป็น "ผู้ให้ทุนและผู้ร่วมลงทุน" และในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ "ตรวจรับรองบัญชีนวัตกรรมไทย"อาจเป็นบทบาทที่ขัดแย้งในตัวเองของ NIA

  • เทียบเคียงกรณี Anthropic แต่งตั้ง ดร. Ben Bernanke อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ เข้ามาเป็นกรรมการในโครงสร้างที่เรียกว่า Long-Term Benefit Trust (LTBT)

  • หาก NIA ต้องการทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ลงทุนและผู้รับรองบัญชีนวัตกรรม โครงสร้างที่ต้องไม่ใช่การขีดเส้นแบ่งแผนก แต่คือการสร้าง "คณะกรรมการตรวจสอบอิสระ" มีกลไกเทียบเท่า LTBT

บททดสอบธรรมาภิบาล NIA  เมื่อรัฐสวมหมวกสองใบ เทียบกรณีศึกษา Anthropic

ในวงการนวัตกรรมและเทคโนโลยี คำถามที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในขณะนี้คือ "จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อผู้เล่นและกรรมการคือคนเดียวกัน?"

ประเด็นนี้เกิดขึ้นกับ #สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ที่ปัจจุบันมีบทบาทสำคัญสองประการที่ขัดแย้งกันในตัวเอง นั่นคือการเป็น "ผู้ให้ทุนและผู้ร่วมลงทุน" และในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ "ตรวจรับรองบัญชีนวัตกรรมไทย" แม้ทางผู้บริหาร NIA จะออกมาชี้แจงว่าได้มีการปรับโครงสร้างการบริหารงานเพื่อแยกส่วนความรับผิดชอบแล้ว แต่คำถามสำคัญที่สังคมยังคงสงสัยคือ กลไก "การกั้นกำแพงภายใน" (Internal Firewall) นั้น เพียงพอหรือไม่ที่จะป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) และรักษาความเป็นธรรมในตลาดนวัตกรรมไทย

แต้มต่อที่เหนือกว่า เมื่อการสนับสนุนของรัฐอาจทำลายสนามแข่งขัน?

ผลประโยชน์ทับซ้อนของ NIA ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของกฎระเบียบภายในองค์กร แต่เชื่อมโยงไปถึง "โครงสร้างการแข่งขัน" ของตลาดนวัตกรรมไทยทั้งระบบ ลองจินตนาการถึง Startup รายหนึ่งที่ได้รับการร่วมลงทุนจาก NIA และต่อมาได้รับการตรวจรับรองให้เข้าสู่ "บัญชีนวัตกรรม" จากหน่วยงานเดียวกัน Startup รายนี้จะได้รับ ความได้เปรียบแบบก้าวกระโดด (Multi-layered Advantages) เหนือคู่แข่งทันที 

ทุนที่เหนือกว่า ได้รับเงินลงทุนโดยตรงจากรัฐ แต้มต่อทางความน่าเชื่อถือ มีสถานะเป็นบริษัทที่รัฐให้การสนับสนุน (State-backed) ข้อมูลเชิงลึก เข้าถึงเครือข่ายและข้อมูลภายในระบบนวัตกรรมได้ใกล้ชิดกว่า

ทางด่วนสู่ตลาดภาครัฐ บัญชีนวัตกรรมคือ "ตั๋วทองคำ" สู่ตลาดจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐ แม้ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 จะมีข้อยกเว้นให้หน่วยงานรัฐดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะได้ แต่ข้อยกเว้นนี้ต้องไม่ถูกตีความให้เป็น "ใบอนุญาต" ในการสร้างกลไกที่เอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางราย การกระทำเช่นนี้สุ่มเสี่ยงที่จะบิดเบือนตลาด และทำลาย หลักความเป็นกลางทางการแข่งขัน (Competitive Neutrality) รัฐไม่ควรทำหน้าที่ "เลือกผู้ชนะล่วงหน้า" (Picking Winners) จนกีดกัน SME และ Startup รายอื่นๆ ที่ไม่ได้มีสายสัมพันธ์กับกองทุนของรัฐ

โครงสร้างกำกับดูแลที่แท้จริง ถอดบทเรียน Anthropic และ ดร. Ben Bernanke

เพื่อมองหาทางออกของการออกแบบธรรมาภิบาลที่แข็งแกร่ง เราสามารถเทียบเคียงกับมาตรฐานระดับโลกอย่างกรณีของ Anthropic บริษัทพัฒนา AI ชั้นนำ ที่เพิ่งแต่งตั้ง ดร. Ben Bernanke อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ เข้ามาเป็นกรรมการในโครงสร้างที่เรียกว่า Long-Term Benefit Trust (LTBT)

โครงสร้าง LTBT ของ Anthropic ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหา "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ระหว่างการทำกำไรและความปลอดภัยทางสังคม โดยมีจุดเด่นที่ NIA สามารถนำมาศึกษาเปรียบเทียบได้ดังนี้

แยกอำนาจเด็ดขาด (Structural Power) บอร์ด LTBT เป็นหน่วยงานอิสระที่มีอำนาจทางกฎหมายในการ "แต่งตั้งหรือถอดถอน" บอร์ดบริหารชุดหลัก (Corporate Board) ของบริษัทได้ หากพบว่าการดำเนินงานขัดต่อหลักธรรมาภิบาลหรือสร้างความเสี่ยง

ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน 100% (Zero Financial Stake) ดร. Bernanke และกรรมการในชุด LTBT ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่มีหุ้น และไม่ได้ส่วนแบ่งกำไรใดๆ จากบริษัท ทำให้การตัดสินใจและตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส ไร้อคติทางธุรกิจ

มองทะลุผลกระทบเชิงโครงสร้าง (Economic Impact & Governance) ใช้ความเชี่ยวชาญระดับโลกประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและวางกลยุทธ์ด้านความปลอดภัย เพื่อคานอำนาจกับฝ่ายบริหารที่อาจมุ่งเน้นแต่ตัวเลขการเติบโต

การจัดโครงสร้างภายใน ไม่เท่ากับ "ความเป็นอิสระ"

เมื่อนำกรณีของ NIA มาเปรียบเทียบกับโมเดลการกำกับดูแลของ Anthropic จะเห็นจุดอ่อนที่ชัดเจน การที่ NIA ใช้วิธี "ปรับโครงสร้างการบริหารงานภายใน" โดยให้คนละแผนกดูแลการลงทุนและการตรวจรับรอง อาจช่วยลดแรงเสียดทานได้ในระดับหนึ่ง แต่ตราบใดที่อำนาจสูงสุดและเป้าหมายขององค์กร (KPIs) ยังอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกันมันย่อมไม่ใช่ความเป็นอิสระที่แท้จริง

หาก NIA ต้องการทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ลงทุนและผู้รับรองบัญชีนวัตกรรมต่อไป 

โครงสร้างที่ต้องการไม่ใช่แค่การขีดเส้นแบ่งแผนก แต่คือการสร้าง "คณะกรรมการตรวจสอบอิสระ" ที่มีกลไกเทียบเท่า LTBT กล่าวคือ  ต้องเป็นองค์กรหรือคณะกรรมการบุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผลประกอบการของพอร์ตการลงทุน NIA

มีอำนาจเด็ดขาดในการระงับสิทธิหรือปฏิเสธการเข้าบัญชีนวัตกรรม หากพบความไม่เป็นธรรม

มีเป้าหมายสูงสุดเพื่อรักษา "สมดุลทางการแข่งขัน" ในตลาด ไม่ใช่แค่ผลักดันผลงานการลงทุนของหน่วยงานรัฐ

การส่งเสริมนวัตกรรมเป็นสิ่งจำเป็น แต่ธรรมาภิบาลและความโปร่งใสคือรากฐานที่สำคัญกว่า หากปล่อยให้โครงสร้าง "ผู้เล่นควบกรรมการ" ดำเนินต่อไปโดยไม่มีกลไกถ่วงดุลที่แข็งแกร่งพอ ในระยะยาว สิ่งที่รัฐลงทุนไปอาจไม่ใช่นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ประเทศ แต่เป็นการสร้างระบบผูกขาดสายพันธุ์ใหม่ที่ทำลายขีดความสามารถของ Startup ไทยเสียเอง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์