เปิดรายงาน Responsible Business Outlook 2026 ชี้ธุรกิจโลกมีนโยบาย แต่ยังติดกับดัก “ช่องว่างการลงมือทำ”
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD เปิดเผยรายงาน 2026 OECD Responsible Business Outlook การประเมินระดับโลกครั้งแรกที่สะท้อนว่า แนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ หรือ Responsible Business Conduct (RBC) กำลังถูกนำไปใช้จริงในภาคธุรกิจและนโยบายภาครัฐมากน้อยเพียงใด
รายงานฉบับนี้ วิเคราะห์ข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่สุด 10,000 แห่งทั่วโลก พร้อมทบทวนนโยบายของรัฐบาลใน 52 ประเทศ โดยใช้ OECD Guidelines for Multinational Enterprises on Responsible Business Conduct เป็นกรอบมาตรฐานสำคัญในการประเมิน

69% มีนโยบาย แต่การปฏิบัติจริงยังตามไม่ทัน
ตัวเลขสำคัญของรายงานสะท้อนภาพชัดเจนว่า ธุรกิจขนาดใหญ่ทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญกับ RBC มากขึ้น โดย 69% ของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ประกาศต่อสาธารณะว่ามีพันธสัญญาด้านการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบอย่างน้อยหนึ่งประเด็น
ประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ได้แก่ การต่อต้านการทุจริตและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามด้วยแรงงานบังคับ แรงงานเด็ก และสิทธิมนุษยชน
การให้คำมั่นยังไม่ได้หมายความว่าบริษัทสามารถเปลี่ยนนโยบายให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เพราะ OECD พบ “implementation gap” หรือช่องว่างระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติจริง อย่างมีนัยสำคัญ
บริษัทมีการรายงานเรื่องนโยบายและระบบบริหารจัดการมากถึง 45% ของแนวปฏิบัติที่ถูกประเมิน แต่การระบุ ติดตาม และรายงานผลกระทบอยู่ที่เพียง 25% ขณะที่การป้องกัน ลดผลกระทบ และเยียวยาผลกระทบอยู่ที่ประมาณ 20%
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ บริษัทจำนวนมากรู้ว่าต้องมีนโยบาย แต่ยังมีบริษัทจำนวนน้อยกว่าที่สามารถแสดงให้เห็นว่า นโยบายดังกล่าวสร้างผลลัพธ์ต่อคน สังคม และสิ่งแวดล้อมจริง

ซัพพลายเชน จุดเสี่ยงสำคัญที่ธุรกิจยังจัดการไม่เต็มที่
อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ ห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain แม้ประมาณครึ่งหนึ่งของบริษัทขนาดใหญ่จะใช้เกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมหรือสังคมในการคัดเลือกซัพพลายเออร์ แต่มี น้อยกว่า 20% ที่รายงานว่ามีการประเมินความเสี่ยงของซัพพลายเออร์ในประเด็นดังกล่าวจริง
ขณะที่มีเพียง 25% ที่รายงานว่าฝึกอบรมหรือทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม และเพียง 7% ที่นำประเด็นด้านสังคมในห่วงโซ่อุปทานไปเชื่อมกับกระบวนการจัดซื้อ
ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ มีเพียง 3% ของบริษัทที่เปิดเผยว่ามีการปรับปรุงด้านสุขภาพและความปลอดภัยของแรงงานในห่วงโซ่อุปทาน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ความรับผิดชอบของธุรกิจยังมีแนวโน้มถูกจำกัดอยู่ภายในองค์กร ขณะที่ความเสี่ยงจำนวนมากอาจเกิดขึ้นนอกบริษัท ผ่านซัพพลายเออร์ ผู้รับจ้าง และคู่ค้าตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ

สิทธิมนุษยชนยังเป็น “ช่องว่างใหญ่”
ในด้านสิทธิมนุษยชน ภาพรวมยิ่งสะท้อนช่องว่างระหว่างความคาดหวังกับการปฏิบัติ ทั่วโลกมีบริษัทขนาดใหญ่เพียง 8% ที่รายงานว่ามีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชน
มีเพียง 17% ที่มีกลไกรับเรื่องร้องเรียนด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นทางการ และเพียง 10% ที่ประกาศว่าจะเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมของบริษัท
นี่ทำให้โจทย์ของ RBC ไม่ได้อยู่เพียงที่ว่า “บริษัทมีนโยบายหรือไม่” แต่กำลังขยับไปสู่คำถามที่สำคัญกว่า คือ เมื่อเกิดผลกระทบขึ้น บริษัทมีระบบตรวจพบ รับฟัง แก้ไข และเยียวยาหรือไม่
กฎหมายกำลังเปลี่ยนจาก “ความสมัครใจ” สู่ “ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้”
ในฝั่งภาครัฐ OECD พบว่า 84% ของประเทศสมาชิก OECD มีกฎหมายหรือข้อกำหนดที่คาดหวังให้บริษัทดำเนินการรายงานหรือทำ due diligence เพื่อประเมินและจัดการผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม
ขณะเดียวกัน 67% ของประเทศที่ยึดแนวทาง OECD MNE Guidelines และอีกหลายประเทศที่ไม่ได้ยึดแนวทางดังกล่าว ก็ได้ออกกฎระเบียบในลักษณะเดียวกัน
ประเทศที่มีกฎเกี่ยวกับ due diligence แล้วคิดเป็นประมาณ 55% ของ GDP โลก
แนวโน้มนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของโลกธุรกิจ จากเดิมที่เรื่อง ESG หรือความรับผิดชอบต่อสังคมถูกมองว่าเป็นเรื่องของ “ความสมัครใจ” กำลังกลายเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับ กฎหมาย การเปิดเผยข้อมูล ความเสี่ยงทางธุรกิจ และความสามารถในการเข้าถึงตลาด

OECD เตือนรัฐบาลต้องทำให้ “ความรับผิดชอบ” เกิดขึ้นจริง
OECD เสนอให้รัฐบาลสร้างทั้งแรงจูงใจและเงื่อนไขที่เหมาะสม เพื่อให้บริษัทสามารถดำเนินการตรวจสอบสถานะด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม หรือ environmental and social due diligence ได้จริง
สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการออกกฎหมาย แต่ต้องประเมินว่ากฎระเบียบ การกำกับดูแล และกลไกตลาดสามารถผลักดันให้บริษัทลงมือจัดการผลกระทบได้จริงหรือไม่
รัฐบาลยังต้องลดอุปสรรคสำคัญ ทั้งการขาดความรู้และบุคลากร ต้นทุนในการดำเนินการ ความขัดแย้งระหว่างกฎหมาย รวมถึงความกังวลเรื่องความรับผิดทางกฎหมาย
ที่สำคัญ OECD มองว่า ระบบ due diligence ที่มีประสิทธิภาพต้องไม่จบลงที่การ “ตรวจสอบความเสี่ยง” แต่ต้องครอบคลุมถึง การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
จาก “ทำดี” สู่ “พิสูจน์ได้ว่าทำจริง”
สาระสำคัญของรายงาน OECD ฉบับนี้จึงอยู่ที่การชี้ให้เห็นการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของโลกธุรกิจ โจทย์ในยุคต่อไปอาจไม่ใช่เพียงว่า “บริษัทมีนโยบาย ESG หรือไม่” แต่คือ “บริษัทสามารถพิสูจน์ได้หรือไม่ว่านโยบายนั้นถูกนำไปปฏิบัติ และสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นจริง”
เมื่อรัฐบาลทั่วโลกเริ่มนำ due diligence เข้าไปอยู่ในกฎหมายและกติกาทางธุรกิจมากขึ้น ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม แรงงาน สิทธิมนุษยชน และห่วงโซ่อุปทาน จึงกำลังเปลี่ยนจากเรื่องของภาพลักษณ์องค์กร ไปสู่ เงื่อนไขสำคัญของการดำเนินธุรกิจและการเข้าถึงตลาดโลก
สำหรับภาคธุรกิจ การมีนโยบายเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป สิ่งที่จะถูกจับตาคือข้อมูล หลักฐาน กระบวนการตรวจสอบ และผลลัพธ์ว่า บริษัทสามารถรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดจากธุรกิจของตัวเองได้จริงแค่ไหน




