ราคาพลาสติกพุ่งทั่วเอเชีย พ่อค้าแม่ค้าแบกต้นทุนสงครามตะวันออกกลาง
ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วเอเชียต้องเผชิญกับต้นทุนพลาสติกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างหนักในช่วงต้นเดือนมิถุนายน หลังวิกฤตพลังงานที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้การขนส่งวัตถุดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักนานหลายเดือน กระทบห่วงโซ่อุปทานพลาสติกตั้งแต่ไทเปถึงกรุงเทพฯ โซล และจาการ์ตา
วิกฤตวัตถุดิบจากอ่าวเปอร์เซีย
พลาสติกส่วนใหญ่ใช้เอทิลีนเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งสกัดจากแนฟทาที่เป็นผลพลอยได้จากน้ำมัน โดยราว 60% ของแนฟทาที่นำเข้าสู่เอเชียมาจากอ่าวเปอร์เซีย การปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้อุปทานตึงตัวและราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว บริษัทปิโตรเคมีในเกาหลีใต้และญี่ปุ่นต่างลดกำลังการผลิตลงต่อเนื่อง
พ่อค้าแม่ค้าแบกรับต้นทุนเงียบๆ
ที่ตลาดซงเจียง ในไทเป ลี ยู่-ผิง พ่อค้าไก่วัย 52 ปี เผยว่าราคาถุงพลาสติกพุ่งขึ้นเกือบ 60% และถาดพลาสติกแพงขึ้นกว่า 33% แต่ยังไม่กล้าขึ้นราคาสินค้าเพราะเกรงสูญเสียลูกค้า ด้านชาง ชิว-เซียง พ่อค้าของชำวัย 78 ปีในไทเป กล่าวว่า "ไม่มีทางเลือก ถ้าไม่ให้ถุงพลาสติกลูกค้าก็บ่น"
ในกรุงเทพฯ นิกร สายอินทรา พ่อค้าผักเร่ขายวัย 60 ปี ประเมินว่าต้นทุนของตนเพิ่มขึ้นราว 30% นับตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มต้นขึ้น โดยให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพีว่า "กำไรลดลงแต่ไม่กล้าขึ้นราคา" ขณะที่สมศักดิ์ ใจดี ผู้ขายโจ๊กในตลาดกรุงเทพฯ วัย 62 ปี กล่าวว่า "ทุกอย่างแพงขึ้น แต่ต้องอดทน"
ผู้ผลิตลดกำลังการผลิต
ฟอร์โมซา ปิโตรเคมี ผู้ผลิตรายใหญ่ของไต้หวันรายงานว่าลดอัตราการใช้กำลังผลิตเครื่องแคร็กเกอร์เอทิลีนเหลือ 35% จากระดับ 53% ในเดือนมีนาคม ลิน เคอ-เยียน ประธานบริษัทฟอร์โมซา ให้สัมภาษณ์เอเอฟพีว่า "ปัญหาใหญ่ตอนนี้คือวัตถุดิบแพงมากจนลูกค้าบางรายไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้"
ทางออกและทิศทางข้างหน้า
อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์พยายามรับมือด้วยการหาแหล่งวัตถุดิบทางเลือกจากจีนและแอฟริกา ขณะที่ผู้ผลิตในฟิลิปปินส์ยอมรับว่าดูดซับต้นทุนส่วนหนึ่งไว้เองเพื่อไม่ให้ราคาสินค้าพุ่งจนแข่งขันกับสินค้านำเข้าไม่ได้ แม้สหรัฐฯ และอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงแล้ว แต่ราคาแนฟทายังลดลงเพียงเล็กน้อย และตลาดยังต้องใช้เวลาฟื้นตัว



