สรรพากรเก็บภาษีทะลุเป้า 7.5 หมื่นล้าน ใช้จ่าย-น้ำมัน-ข้อมูลหนุนรายได้
รายได้ภาษี สะท้อนความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจ ทั้งจากการซื้อสินค้าของประชาชน ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และกำไรของธุรกิจ เมื่อการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าสูงขึ้น หรือรัฐจัดเก็บภาษีได้ครอบคลุมขึ้น รายได้ของประเทศก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ผลการจัดเก็บของกรมสรรพากรปีงบประมาณ 2569 ที่เผยเมื่อ 9 ตุลาคม 2569 ว่า จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมายกว่า 75,000 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนจากทั้งการใช้จ่าย มูลค่านำเข้า ราคาน้ำมัน และการใช้ข้อมูลติดตามผู้เสียภาษี ช่วยให้รัฐมีรายได้รองรับรายจ่ายมากกว่าที่คาดไว้ แต่ยังต้องติดตามว่าแรงหนุนเหล่านี้จะต่อเนื่องเพียงใด
สลักจิต พงษ์ศิริจันทร์ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกรรมทางการเงินการธนาคาร) รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ปีงบประมาณ 2569 กรมสรรพากรจัดเก็บรายได้ 2,522,112 ล้านบาท หรือประมาณ 2.52 ล้านล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 75,012 ล้านบาท หรือ 3.1% และเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 186,628 ล้านบาท หรือ 8.0%

VAT เพิ่ม ทั้งจากใช้จ่ายและราคาน้ำมัน
แรงหนุนหลักมาจากภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT โดยการจัดเก็บจากการบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้น 15.0% จากปีก่อน โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง ธุรกิจไฟฟ้า และธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน
กรมสรรพากรระบุว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจของภาครัฐ อาทิ โครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ประกอบกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วน VAT จากการนำเข้าเพิ่มขึ้น 13.1% ตามมูลค่านำเข้าที่สูงขึ้น
มาตรการรัฐช่วยเพิ่มการใช้จ่ายและส่งเงินไปถึงผู้ประกอบการ เมื่อเกิดการซื้อขายในระบบภาษี รายได้ VAT ก็เพิ่มขึ้นตาม อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เปิดเผยยังไม่ได้แยกว่ารายได้ส่วนใดเพิ่มขึ้นจากมาตรการรัฐโดยตรง
ขณะที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นก็มีผลต่อฐานภาษี เพราะ VAT คำนวณจากมูลค่าสินค้าและบริการ ราคาที่เพิ่มขึ้นจึงอาจทำให้รัฐเก็บภาษีได้มากขึ้น แม้ปริมาณซื้อขายไม่ได้เพิ่มในสัดส่วนเดียวกัน
ดังนั้น VAT ที่โตไม่ได้แปลว่าประชาชนซื้อสินค้ามากขึ้นทั้งหมด ส่วนหนึ่งอาจมาจากการจ่ายแพงขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันที่เป็นทั้งค่าใช้จ่ายของครัวเรือนและต้นทุนขนส่งของธุรกิจ การอ่านตัวเลขภาษีจึงต้องดูควบคู่กับค่าครองชีพและกำลังซื้อจริง
ภาษีธุรกิจโต ใช้ข้อมูลช่วยเก็บภาษีบุคคล
รายได้จากฐานกำไรและรายได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 เพิ่มขึ้น 13.2% จากปีก่อน โดยเฉพาะธุรกิจโรงกลั่น ธุรกิจไฟฟ้า และธุรกิจประกันภัย โดยตัวเลขนี้เป็นผลการจัดเก็บจากการยื่นภาษีครึ่งรอบบัญชี จึงยังไม่ใช่ผลภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งปี และไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าธุรกิจทุกกลุ่มมีกำไรเพิ่มขึ้นทั่วถึง
ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มขึ้น 18.0% โดยกรมสรรพากรระบุว่าเป็นผลจากการติดตามกลุ่มธุรกิจของบุคคลที่มีศักยภาพผ่านการวิเคราะห์ข้อมูล หรือ Data Analytics
การใช้ข้อมูลช่วยให้ติดตามการเสียภาษีได้มีประสิทธิภาพขึ้น รายได้ที่เพิ่มจึงไม่ได้สะท้อนเฉพาะรายได้ของผู้เสียภาษี แต่รวมถึงความสามารถในการจัดเก็บด้วย ตัวเลขภาษีบุคคลธรรมดาที่โต 18.0% จึงไม่ใช่ตัวเลขการเพิ่มขึ้นของรายได้ประชาชนโดยรวม
หากติดตามให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีชำระได้ถูกต้องและครบถ้วนมากขึ้น ก็จะช่วยเพิ่มรายได้รัฐและสร้างความเป็นธรรมกับผู้ที่เสียภาษีตามกติกาอยู่แล้ว
เกินเป้าช่วยการคลัง แต่ต้องดูรายได้ระยะยาว
รายได้ที่สูงกว่าประมาณการ 75,012 ล้านบาทช่วยให้รัฐมีเงินรองรับรายจ่ายมากกว่าที่คาดไว้ หากรายจ่ายและปัจจัยอื่นไม่เปลี่ยนแปลง ก็อาจช่วยลดความจำเป็นในการกู้เงินชดเชยส่วนที่ขาด
อย่างไรก็ตาม ผลจัดเก็บของกรมสรรพากรเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ประเทศ การประเมินฐานะการคลังยังต้องดูรายได้จากหน่วยงานอื่น รายจ่ายจริง และภาระของรัฐประกอบกัน ส่วนเงินที่เกินเป้าก็ต้องใช้ตามกรอบงบประมาณและกฎหมาย
สลักจิต ระบุว่า ผลการจัดเก็บที่สูงกว่าเป้าหมายจะช่วยสนับสนุนการคลังและการทำงานของภาครัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไป แต่สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือ รายได้จะเติบโตได้ต่อเนื่องแค่ไหน หากมาจากการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น ธุรกิจแข็งแรง และการจัดเก็บที่ทั่วถึง ก็จะช่วยให้รัฐมีฐานรายได้มั่นคงขึ้น แต่หากพึ่งราคาสินค้าที่สูงขึ้นหรือมาตรการกระตุ้นชั่วคราว รายได้ก็อาจผันผวนเมื่อปัจจัยเหล่านั้นเปลี่ยนไป
การเก็บภาษีทะลุเป้าจึงเป็นข่าวดีต่อการคลัง ส่วนผลที่จะส่งถึงประชาชนขึ้นอยู่กับว่า รัฐจะนำรายได้ไปพัฒนาบริการสาธารณะ ลงทุน และช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตต่อได้อย่างไร




