กรรมการสรรหาฯ สั่ง “สรณ” หยุดปฏิบัติหน้าที่ ลากศึกถึงศาลปกครอง

28 ก.ย. 2569 - 14:11

  • คณะกรรมการสรรหาฯ เห็นว่า หากปล่อยให้สถานการณ์เดินต่อไป อาจกระทบต่อการทำงานของ กสทช. และประโยชน์สาธารณะ

  • กรรมการสรรหาฯ จึงมีมติให้ออกมาตรการบังคับทางปกครองให้ นพ.สรณ หยุดปฏิบัติหน้าที่ และยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอคำสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช.

  • การขออำนาจศาลปกครองกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราว เพื่อให้กรรมการ กสทช. ที่เหลือสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้โดยไม่เกิดภาวะชะงักงัน

กรรมการสรรหาฯ สั่ง “สรณ” หยุดปฏิบัติหน้าที่ ลากศึกถึงศาลปกครอง

เกมอำนาจ กสทช. เดือดถึงจุดแตกหัก! คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีมติเดินหน้ามาตรการบังคับทางปกครอง ให้ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกสทช. ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. พร้อมยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง ขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เพื่อหยุดการปฏิบัติหน้าที่ระหว่างคดี

ล่าสุด ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ในคดีที่ นพ.สรณ ฟ้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ซึ่งวินิจฉัยว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และถือว่าสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ

ก่อนหน้านี้ นพ.สรณ ยังคงแสดงเจตจำนงเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานและเข้าร่วมประชุม กสทช. แต่การดำเนินการดังกล่าวถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ กสทช. คนอื่น และอาจทำให้การทำงานขององค์กรสะดุด

จุดเดือดจึงอยู่ตรงนี้ “ใครมีอำนาจนั่งหัวโต๊ะ กสทช.?”

คณะกรรมการสรรหาฯ เห็นว่า หากปล่อยให้สถานการณ์เดินต่อไป อาจกระทบต่อการทำงานของ กสทช. และประโยชน์สาธารณะ จึงมีมติให้ออกมาตรการบังคับทางปกครองให้ นพ.สรณ หยุดปฏิบัติหน้าที่ และยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอคำสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช.

จาก “ข้อพิพาทคุณสมบัติ” สู่ “ศึกเก้าอี้ประธาน”

เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาทเรื่องคุณสมบัติอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นข้อพิพาทโดยตรงว่า ระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด ใครมีสิทธิใช้อำนาจในนาม กสทช. เมื่อการประชุมบอร์ดล่มซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกินสิบครั้ง

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามจากกรณีการปฏิบัติหน้าที่แพทย์รับค่าตอบแทนก่อนเข้ารับตำแหน่ง และเห็นว่ามีผลต่อสถานะการเป็นกรรมการ กสทช.

ขณะที่ศาลปกครองสูงสุดเคยมีคำสั่งให้รับคดีของ นพ.สรณ ไว้พิจารณา โดยระบุว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ มีผลกระทบโดยตรงต่อสถานะ สิทธิ และหน้าที่ของ นพ.สรณ และถือเป็นคำสั่งทางปกครองที่สามารถนำมาฟ้องต่อศาลได้ การรับคดีไว้พิจารณา ไม่ได้หมายความว่าศาลได้วินิจฉัยแล้วว่า นพ.สรณ มีคุณสมบัติหรือไม่มีคุณสมบัติประเด็นดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาล ระหว่างนี้ประธานกสทช.พยายามเรียกประชุมกรรมการ ทั้งที่มีความเสี่ยงเกิดความเสียหาย

กรรมการกสทช.จึงส่งหนังสือถึงกรรมการสรรหาฯ จึงขอให้คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ในฐานะคู่ความในคดี ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

“นพ.สรณ ยังคงแสดงเจตจำนงจะมาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานและที่ประชุม กสทช. ซึ่งเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการกสทช. อื่น จึงขอให้คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ในฐานะคู่ความในคดี ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เพื่อให้กรรมการ กสทช. ที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติได้ต่อเนื่อง” จากจดหมายข่าวการประชุมกรรมการสรรหาฯ

อุตสาหกรรมภายใต้การกำกับของกสทช.ต้องเดินหน้าต่อ

คำถามที่เกิดขึ้น คือ กสทช. จะเดินต่ออย่างไรในระหว่างที่สถานะประธานยังอยู่ระหว่างกระบวนการทางกฎหมาย คณะกรรมการสรรหาฯ เลือกเดินเกมผ่านศาลปกครอง โดยขอให้ศาลกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราว เพื่อให้กรรมการ กสทช. ที่เหลือสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้โดยไม่เกิดภาวะชะงักงัน

“คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. จึงมีมติให้ออกมาตรการบังคับทางปกครองให้ศาสตราจารย์คลินิกสรณ หยุดปฏิบัติหน้าที่ และยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ศาสตราจารย์คลินิกสรณฯ ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ กสทช. ต่อไป จึงขอแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน”

เมื่อองค์กรกำกับดูแลระดับประเทศเกิดข้อพิพาทเรื่องสถานะของผู้ใช้อำนาจ กระบวนการยุติธรรมเท่านั้น จะเป็นที่พึ่งให้เกิดความกระจ่าง เพื่อให้การกำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และโทรคมนาคม ของชาติเดินหน้าต่อไปได้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์