สภา SME ไทย ชงปฏิรูปทะเบียนพาณิชย์ครั้งใหญ่ ดัน Universal SMEID รหัสเดียวจบทุกหน่วยงาน แก้ปัญหาราชการซ้ำซ้อน-ปลดล็อกแหล่งทุนธุรกิจรายย่อย
แม้รัฐบาลจะเดินหน้ามาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการมาอย่างต่อเนื่อง แต่หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ SME ไทยต้องเผชิญกลับไม่ใช่การแข่งขันในตลาด หากเป็น ‘ต้นทุนที่มองไม่เห็น’ จากระบบราชการที่ซ้ำซ้อน กฎหมายที่ล้าสมัย และฐานข้อมูลภาครัฐที่แยกส่วนกันคนละระบบ
ปัญหานี้ถูกสะท้อนผ่านข้อเสนอปฏิรูปกฎหมายทะเบียนพาณิชย์ครั้งใหญ่ของสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภา SME ไทย) ที่ยื่นต่อสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ภายใต้โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย โดยเสนอให้ยกเครื่องระบบทะเบียนพาณิชย์ที่ใช้งานมาตั้งแต่ปี 2499 ให้สอดรับกับเศรษฐกิจดิจิทัลในศตวรรษที่ 21
รมนต์อร บุญเรือง เลขาธิการสภา SME ไทย ระบุว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการ 1 รายต้องขึ้นทะเบียนซ้ำกับหน่วยงานภาครัฐเฉลี่ย 4-7 แห่ง และเสียต้นทุนทั้งทางตรงและทางอ้อมราว 8,000-15,000 บาทต่อปี ขณะเดียวกันยังพบปัญหาธุรกิจที่เลิกดำเนินการแล้วแต่ยังค้างอยู่ในระบบ หรือที่เรียกว่า ‘ทะเบียนผี’ สูงถึง 35-45% ของฐานข้อมูลทั้งหมด ทำให้ข้อมูลภาครัฐคลาดเคลื่อนและกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือผู้ประกอบการ
หัวใจสำคัญของข้อเสนอครั้งนี้ คือ การจัดตั้ง Universal SMEID หรือรหัสประจำตัวธุรกิจกลางเพียงรหัสเดียวสำหรับทุกหน่วยงานภาครัฐ โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐาน Government Data Exchange (GDX) เพื่อให้ผู้ประกอบการกรอกข้อมูลเพียงครั้งเดียวผ่าน Biz Portal แล้วข้อมูลสามารถเชื่อมโยงไปยังกรมสรรพากร สำนักงานประกันสังคม สสว. และหน่วยงานอื่น ๆ ได้แบบอัตโนมัติ ลดภาระเอกสารและการขึ้นทะเบียนซ้ำซ้อน
สำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก หรือกลุ่มเศรษฐกิจฐานรากที่ยังไม่พร้อมเข้าสู่ระบบเต็มรูปแบบ สภา SME ไทย เสนอระบบ Nano Business Voluntary ID (NBVI) เปิดโอกาสให้แม่ค้าออนไลน์ ร้านค้าตลาดนัด และผู้ประกอบการรายย่อยสามารถลงทะเบียนตัวตนทางธุรกิจได้ง่ายผ่านโทรศัพท์มือถือเพียงไม่กี่ขั้นตอน โดยไม่สร้างภาระทางภาษีในทันที
อีกแนวคิดที่น่าสนใจคือ Passive Auto-Registration หรือระบบขึ้นทะเบียนอัตโนมัติ โดยใช้ข้อมูลการค้าขายจริงจากระบบ PromptPay Business หากพบว่ามีการดำเนินธุรกิจต่อเนื่องตามเกณฑ์ ระบบจะออกเลขทะเบียนชั่วคราวให้อัตโนมัติ เพื่อลดปัญหาธุรกิจจำนวนมากที่อยู่นอกระบบเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน สภา SME ไทย ยังเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายเพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ผ่าน Digital Business Identity (DBI) โดยเพิ่มสถานะทางกฎหมายให้กับผู้ประกอบธุรกิจดิจิทัล เช่น ครีเอเตอร์ ผู้ขายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจจากที่พักอาศัย ให้สามารถจดทะเบียนและดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกต้อง
ในส่วนของเศรษฐกิจชุมชน เสนอให้ใช้ระบบ Community Enterprise Fast-Track Integration เชื่อมโยงข้อมูลวิสาหกิจชุมชนกว่า 90,000 กลุ่มทั่วประเทศ โดยให้เลขทะเบียนวิสาหกิจชุมชนสามารถใช้เป็นหลักฐานทางพาณิชย์ได้ทันที ลดภาระการขึ้นทะเบียนซ้ำหลายหน่วยงาน
นอกจากนี้ ยังเสนอแนวคิด Living Registry หรือทะเบียนพาณิชย์อัจฉริยะ ที่ใช้ AI และข้อมูลธุรกรรมตรวจสอบสถานะกิจการแบบต่อเนื่อง หากไม่มีการยื่นภาษีหรือทำธุรกรรมเป็นเวลานาน ระบบจะปรับสถานะหรือถอดทะเบียนโดยอัตโนมัติ เพื่อลดปัญหาฐานข้อมูลล้าสมัยและธุรกิจที่ไม่มีตัวตนจริงในระบบ
ข้อเสนอสุดท้ายคือ BizScore 360° ซึ่งจะเปลี่ยนข้อมูลทะเบียนพาณิชย์จากเอกสารราชการให้กลายเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ ด้วยการนำข้อมูลการดำเนินธุรกิจมาใช้เป็นเครดิตทางเลือก ช่วยให้ SME ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือประวัติสินเชื่อเพียงพอ สามารถเข้าถึงเงินทุนจากสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้น
เลขาธิการสภา SME ไทย ระบุว่า ข้อเสนอทั้ง 7 ด้านตั้งอยู่บนหลักคิดสำคัญ คือ ลดภาระไม่เพิ่มขั้นตอน เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐเป็นหนึ่งเดียว และทำให้การจดทะเบียนธุรกิจสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจแก่ผู้ประกอบการอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงภาระตามกฎหมาย
ทั้งนี้ แนวทางปฏิรูปดังกล่าวยังสอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลภาครัฐสมัยใหม่ตามแนวทาง OECD Good Regulatory Practices และแนวคิด Whole of Government Approach ซึ่งมุ่งบูรณาการการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ลดความซ้ำซ้อนของกฎหมายและกระบวนการอนุญาตต่างๆ
สภา SME ไทยยืนยันพร้อมทำงานร่วมกับ TDRI กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อผลักดันการปฏิรูปกฎหมายทะเบียนพาณิชย์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยหากแนวทางดังกล่าวได้รับการผลักดันสู่การปฏิบัติ จะถือเป็นการปฏิรูปโครงสร้างข้อมูลธุรกิจครั้งสำคัญของประเทศ ที่ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการ แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพการกำหนดนโยบายภาครัฐ ยกระดับธรรมาภิบาล และสร้างโอกาสใหม่ให้ SME ไทยแข่งขันได้ในเศรษฐกิจดิจิทัลและเวทีโลกในระยะยาว




