ทันทีที่บอร์ดกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทำ อนุมัติโครงการโซลาร์ภาคประชาชนของกระทรวงมหาดไทย ครอบคลุม 1 ล้านครัวเรือน วงเงิน 50,000 ล้านบาท เท่ากับการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศเริ่มขึ้นแล้ว
หลักเกณฑ์ คือ การ ติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ทั้งบนหลังคา บนพื้นดิน และระบบลอยน้ำ โดยกำหนดขนาดติดตั้งตั้งแต่ 5-10 กิโลวัตต์ สำหรับสถานที่ที่มีมิเตอร์ไฟฟ้าอยู่แล้ว พร้อมคาดเปิดลงทะเบียนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569
เงื่อนไข คือ ไฟฟ้าที่ผลิตได้ และเป็นส่วนเกิน ภาครัฐจะรับซื้อไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 20 ปี ในรูปแบบ Net Billing
คาดว่าจะมีครัวเรือนเข้าร่วมจำนวนมาก ขณะที่ครัวเรือนและเกษตรกรที่ต้องการขายไฟฟ้าเพื่อสร้างรายได้เสริม รวมถึงผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็สามารถเข้าร่วมได้
คนที่ปล่อยเงินกู้ให้ คือ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรน 2.5% ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระประมาณ 7 ปี สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนเกินจากเงินอุดหนุน โดยมีแนวทางนำรายได้จากการขายไฟฟ้ามาชำระค่างวดสินเชื่อโดยตรง
SPACEBAR ยังไม่ทำนายว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น แม้โมเดลนี้มีข้อดีตรงที่เปิดให้ประชาชนเปลี่ยนจากผู้จ่ายค่าไฟอย่างเดียว เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองและมีโอกาสสร้างรายได้จากไฟส่วนเกิน แต่เมื่อเทียบกับต่างประเทศ พบว่าไทยยังต้องตอบคำถามสำคัญ ทั้งเรื่องเงินอุดหนุน ต้นทุนการลงทุน ความสามารถในการชำระหนี้ และความพร้อมของโครงข่ายไฟฟ้า
เราได้รวบรวม การเปลี่ยนผ่านพลังงานในต่างประเทศที่ใช้วิธีคล้ายกันมาให้ดู ลองดูว่าแต่ละประเทศผลของโครงการเป็นอย่างไร
อินเดีย อุดหนุนค่าติดตั้ง ลดภาระเงินก้อนแรก
อินเดียเป็นกรณีศึกษาที่ใกล้เคียงไทย โดยโครงการของอินเดีย ตั้งเป้าติดตั้งโซลาร์บนหลังคาให้ 10 ล้านครัวเรือนภายในปีงบประมาณ 2569–70 ใช้วงเงินรวม 75,021 โครรูปีอินเดีย โดยรัฐบาลให้เงินอุดหนุนตามขนาดระบบติดตั้ง พร้อมเปิดทางให้ใช้สินเชื่อไม่มีหลักประกันเพื่อช่วยลดอุปสรรคด้านเงินทุน
ข้อมูลรัฐบาลอินเดีย ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 ระบุว่า มีการติดตั้งระบบโซลาร์ 2.09 ล้านระบบ ครอบคลุมผู้ได้รับประโยชน์กว่า 2.61 ล้านครัวเรือน และเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลกลางแล้ว 14,771.82 โครรูปี
เมื่อเทียบกับไทย เงินอุดหนุนช่วยลดต้นทุนเริ่มต้นโดยตรง ไม่ต้องพึ่งรายได้จากการขายไฟในอนาคตเพียงอย่างเดียวทำให้ประชาชนตัดสินใจลงทุนง่ายขึ้น แม้มีผู้ได้รับประโยชน์หลายล้านครัวเรือน แต่จำนวนดังกล่าวยังไม่ถึงเป้าหมาย 10 ล้านครัวเรือน สะท้อนว่าการกำหนดเป้าหมายใหญ่ไม่ได้รับประกันว่าจะดำเนินการได้เร็วตามแผน และยังต้องติดตามคุณภาพการติดตั้งกับผลประหยัดจริง
ญี่ปุ่น รับซื้อไฟช่วยสร้างรายได้ แต่ต้องออกแบบราคาให้เหมาะสม
ญี่ปุ่นใช้ระบบ Feed-in Tariff (FIT) และ Feed-in Premium (FIP) สนับสนุนพลังงานหมุนเวียน โดยกำหนดอัตรารับซื้อและเงื่อนไขตามประเภทและขนาดระบบ
สำหรับโซลาร์บ้านขนาดต่ำกว่า 10 กิโลวัตต์ ญี่ปุ่นกำหนดมาตรการสนับสนุนการลงทุนเริ่มต้นและอัตรารับซื้อแบบแบ่งช่วงเวลา โดยมีอัตรา 24 เยนต่อหน่วยในช่วง 4 ปีแรก และ 8.3 เยนต่อหน่วยในปีที่ 5–10 ตามหลักเกณฑ์ที่ประกาศสำหรับช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง การกำหนดหลักเกณฑ์และระยะเวลารับซื้อช่วยให้ประชาชนประเมินผลตอบแทนและวางแผนการลงทุนได้
ราคาที่รับซื้อไม่ได้สูงเท่ากันตลอดระยะเวลา จึงต้องพิจารณาความคุ้มค่าจากการใช้ไฟเองร่วมด้วย ไม่ใช่คาดหวังรายได้จากการขายไฟเป็นหลักบทเรียนสำหรับไทยคือ อัตรา 2.20 บาทต่อหน่วยตลอดประมาณ 20 ปีตามข้อเสนอ ต้องมีข้อมูลรองรับว่าราคานี้เหมาะสมกับต้นทุนระบบ ผลประโยชน์ของผู้ผลิตไฟ และภาระของระบบไฟฟ้าในระยะยาวหรือไม่
ออสเตรเลีย ถ้าติดตั้งเองไม่ได้ ต้องมีทางเลือกอื่น
ออสเตรเลียใช้กองทุน Household Energy Upgrades Fund วงเงิน 1,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เพื่อร่วมมือกับผู้ให้สินเชื่อเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินต้นทุนต่ำสำหรับการปรับปรุงบ้านด้านพลังงาน รวมถึงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่
โครงการ Community Solar Banks สนับสนุนระบบโซลาร์ส่วนกลาง โดยตั้งเป้าช่วยลดค่าไฟให้ได้ถึง 25,000 ครัวเรือน รวมถึงผู้เช่าบ้าน ผู้อาศัยในอพาร์ตเมนต์ และผู้ที่ไม่สามารถลงทุนติดตั้งระบบของตนเองได้
ข้อดี คือ ไม่จำกัดโอกาสไว้เฉพาะเจ้าของบ้านที่มีหลังคาเหมาะสมหรือมีเงินทุนพร้อมลงทุน ข้อจำกัด การใช้ระบบร่วมกันต้องมีรูปแบบแบ่งผลประโยชน์และจัดสรรเครดิตค่าไฟที่ชัดเจน รวมถึงต้องมีผู้รับผิดชอบค่าบำรุงรักษาและการบริหารระบบ
สหรัฐฯ สนับสนุนงบก้อนใหญ่ แต่สะดุดเพราะนโยบายไม่ต่อเนื่อง
สหรัฐฯ ประกาศโครงการ Solar for All ในปี 2567 วงเงิน 7,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อให้ครัวเรือนรายได้น้อยและชุมชนที่เสียเปรียบเข้าถึงโซลาร์ โดยตั้งเป้าครอบคลุมมากกว่า 900,000 ครัวเรือน
โครงการออกแบบให้ใช้เงินทุนสนับสนุน สินเชื่อต้นทุนต่ำ และความช่วยเหลือด้านเทคนิค เพื่อแก้ปัญหาที่ทำให้ครัวเรือนรายได้น้อยไม่สามารถลงทุนได้ด้วยตนเอง ต่อมา ในเดือนสิงหาคม 2568 รัฐบาลสหรัฐฯ ยกเลิกเงินทุนของโครงการ ส่งผลให้หลายพื้นที่ต้องระงับหรือหาแหล่งเงินใหม่มาทดแทน
ข้อดี เจาะจงให้ประโยชน์ถึงกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือ แทนการใช้มาตรการเดียวกับประชาชนทุกกลุ่ม แต่เมื่อแหล่งเงินและนโยบายเปลี่ยน โครงการที่ยังไม่ดำเนินการเต็มรูปแบบอาจหยุดชะงัก ประชาชนและหน่วยงานท้องถิ่นจึงไม่สามารถวางแผนระยะยาวได้อย่างมั่นใจ
ประหยัดค่าไฟได้จริง หรือแค่เพิ่มหนี้ครัวเรือน
โจทย์ของประเทศไทย ไม่ใช่ทำได้หรือไม่ แต่คือ ความกังวลว่า วงเงิน 50,000 ล้านบาทหารด้วยเป้าหมาย 1 ล้านครัวเรือน จะเท่ากับวงเงินเฉลี่ย 50,000 บาทต่อครัวเรือน แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกครัวเรือนจะได้รับเงินสนับสนุนจำนวนดังกล่าว เพราะต้องตรวจสอบก่อนว่าวงเงินครอบคลุมเงินอุดหนุน สินเชื่อ หรือค่าใช้จ่ายด้านอื่นอย่างไร
สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ ต้นทุนจริงต่อครัวเรือน กำลังผลิตขนาด 5–10 กิโลวัตต์มีราคาติดตั้งเท่าใด เงินอุดหนุนครอบคลุมส่วนไหน และประชาชนต้องกู้เงินเท่าใดู
ผลตอบแทน ที่ได้จริงหลังหักค่างวดสินเชื่อ ค่าบำรุงรักษา และค่าใช้จ่ายอื่นแล้ว ประชาชนจะเหลือเงินประหยัดหรือรายได้จริงเดือนละเท่าใด
โอกาสในการเข้าถึง ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและเกษตรกรจะได้รับการสนับสนุนอย่างไร หากไม่มีเงินก้อนหรือไม่มีหลักประกัน และมีทางเลือกสำหรับผู้เช่าบ้านหรือไม่
และที่หลายคนกังวล คือ ภาระระบบไฟฟ้า หากมีผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยเพิ่มขึ้นพร้อมกันจำนวนมาก โครงข่ายรองรับได้แค่ไหน และต้นทุนการปรับปรุงระบบจะตกกับใคร
ความสำเร็จของโซลาร์ภาคประชาชนจึงไม่ควรวัดแค่จำนวนหลังคาที่ติดตั้งครบ 1 ล้านครัวเรือน แต่ต้องวัดว่าประชาชนประหยัดค่าไฟได้จริงเพียงใด เข้าถึงอย่างเป็นธรรมหรือไม่ และรัฐสามารถรองรับภาระผูกพันระยะยาวได้โดยไม่ผลักต้นทุนกลับไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศหรือไม่




