มาตรฐานไม่ได้จบที่ใบรับรอง เมื่อการบริหารความเสี่ยง กลายเป็นเงื่อนไขเลือกคู่ค้า
เส้นทาง SME ไทยสู่ OECD ตอนที่ 5 โดย ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร
เมื่อบริษัทขนาดใหญ่ประเมินคู่ค้า คำถามมักขยายจากราคา คุณภาพ และการส่งมอบ ไปถึงวัตถุดิบ แรงงาน ความปลอดภัย ของเสีย การต่อต้านสินบน และการคุ้มครองข้อมูล
ตัวอย่างสมมติ ผู้ผลิตรายหนึ่งมีใบรับรองคุณภาพครบ แต่ลูกค้าพบว่าผู้รับเหมาช่วงใช้แรงงานไม่ถูกต้อง สิ่งที่ลูกค้าต้องการรู้ต่อไปคือ กิจการรู้ปัญหาเมื่อใด หยุดผลกระทบอย่างไร แก้ไขหรือเยียวยาอะไร และป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำได้หรือไม่
ใบรับรองจึงยืนยันได้เพียงว่ากิจการมีระบบและผ่านเกณฑ์ในช่วงเวลาหนึ่ง ความสามารถที่ตลาดต้องการมากขึ้นคือการค้นพบและจัดการความเสี่ยงเมื่อสถานการณ์จริงเปลี่ยนไป
ใบรับรองตอบได้เพียงบางคำถาม
ใบรับรองยังมีประโยชน์ เพราะช่วยยืนยันว่ากิจการมีระบบตามเกณฑ์ แต่ไม่ได้รับประกันว่าปัญหาจะไม่เกิดหลังการตรวจ ไม่ได้ครอบคลุมคู่ค้าทุกระดับ และไม่ได้แสดงว่ากิจการตอบสนองอย่างไรเมื่อเกิดเหตุ
OECD จึงมองการรับรองมาตรฐานเป็นเครื่องมือสนับสนุนการบริหารความเสี่ยง มิใช่ตัวแทนของกระบวนการทั้งหมด ใบรับรองตอบว่า “มีระบบหรือไม่” ส่วนการตรวจสอบสถานะ หรือ Due Diligence ต้องแสดงว่าระบบนั้นค้นพบ ป้องกัน ลด และแก้ไขผลกระทบได้จริงเพียงใด
ธุรกิจต้องมองผลกระทบต่อผู้อื่นด้วย
แนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ หรือ Responsible Business Conduct มองผลจากการดำเนินงาน สินค้า บริการ และความสัมพันธ์ทางธุรกิจต่อคน สิ่งแวดล้อม และสังคม ครอบคลุมตั้งแต่แรงงานและสิทธิมนุษยชนไปจนถึงผู้บริโภค การต่อต้านสินบน และการเปิดเผยข้อมูล
การบริหารความเสี่ยงทั่วไปมักเริ่มจากความเสียหายที่อาจเกิดกับธุรกิจ แนวคิดนี้เพิ่มคำถามว่า ธุรกิจสร้าง มีส่วนทำให้เกิด หรือเชื่อมโยงกับผลกระทบต่อผู้อื่นอย่างไร สองมุมนี้สัมพันธ์กัน เพราะปัญหาแรงงาน สิ่งแวดล้อม หรือข้อมูลสามารถย้อนกลับมาเป็นการหยุดผลิต การเสียลูกค้า และความรับผิดทางกฎหมาย
แนวปฏิบัติ OECD พัฒนาขึ้นโดยให้น้ำหนักกับบริษัทข้ามชาติและธุรกิจขนาดใหญ่ SME จึงไม่จำเป็นต้องสร้างระบบเหมือนกันทุกแห่ง แต่ความคาดหวังจะส่งผ่านมาทางผู้ซื้อ นักลงทุน และห่วงโซ่อุปทาน
Due Diligence ต้องทำต่อเนื่อง
OECD อธิบาย Due Diligence เป็นกระบวนการต่อเนื่อง ตั้งแต่ฝังหลักการไว้ในนโยบายและวิธีทำงาน ระบุผลกระทบ ป้องกันหรือลดปัญหา ติดตามผล สื่อสาร และจัดให้มีการแก้ไขหรือเยียวยาเมื่อเหมาะสม
เมื่อกิจการเพิ่มคู่ค้า เปลี่ยนวัตถุดิบ ขยายตลาด หรือใช้เทคโนโลยีใหม่ ความเสี่ยงย่อมเปลี่ยน ระบบจึงต้องทบทวนตาม ไม่ควรรอการตรวจครั้งถัดไป บริษัทใหญ่เองก็จัดการเรื่องนี้โดยลำพังไม่ได้ เพราะปัญหาอาจเกิดในผู้รับเหมาช่วงหรือแหล่งวัตถุดิบที่ตนไม่ได้เป็นเจ้าของ
SME จึงได้รับผลผ่านแบบประเมิน เงื่อนไขสัญญา การตรวจสถานที่ และแผนปรับปรุง แม้สินค้าอาจทำให้ผ่านการคัดเลือกรอบแรก แต่ความสามารถจัดการความเสี่ยงมีผลต่อการรักษาสถานะคู่ค้าในระยะยาว
หลักความได้สัดส่วนต้องใช้จริง
การตรวจสอบตามความเสี่ยง หรือ Risk-based Due Diligence หมายถึงการให้ความสำคัญกับผลกระทบที่รุนแรงและมีโอกาสเกิดมากก่อน ไม่ใช่ทำทุกเรื่องด้วยระดับเดียวกัน
โรงงานขนาดเล็กอาจเริ่มจากแรงงาน ความปลอดภัย และของเสีย ธุรกิจอาหารอาจให้น้ำหนักกับวัตถุดิบและสุขอนามัย ส่วนธุรกิจดิจิทัลอาจเริ่มจากข้อมูลลูกค้าและระบบสำคัญ ความคาดหวังต้องพิจารณาขนาด อำนาจต่อรอง ลักษณะสินค้า ความซับซ้อนของห่วงโซ่ และความรุนแรงของผลกระทบ
กิจการความเสี่ยงต่ำไม่ควรถูกบังคับให้สร้างระบบเท่าบริษัทข้ามชาติ ขณะเดียวกัน ขนาดเล็กไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุละเลยความเสี่ยงร้ายแรง
ความสัมพันธ์ของคู่ค้า
จุดเริ่มต้นคือการสื่อสารและทำความเข้าใจ (Engage) ผู้ซื้อควรบอกความคาดหวังให้ชัด ขอข้อมูลเท่าที่จำเป็น และฟังเหตุผลของช่องว่าง แบบสอบถามชุดเดียวไม่เหมาะกับคู่ค้าทุกประเภท
หากช่องว่างยังแก้ได้ ควรเข้าสู่การปรับปรุงร่วมกัน (Improve) โดยตกลงให้ชัดว่าจะเปลี่ยนอะไร ใครรับผิดชอบ และใช้เวลาเท่าใด บางกรณีผู้ซื้อต้องช่วยเรื่องความรู้หรือค่าใช้จ่ายด้วย โดยเฉพาะเมื่อราคาและเวลาส่งมอบที่ตนกำหนดมีส่วนทำให้เกิดปัญหา
เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือแก้ไขและเยียวยา (Remedy) กิจการต้องหยุดผลกระทบก่อน แล้วจัดการกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แผนป้องกันในอนาคตไม่อาจทดแทนสิ่งนี้ได้
การระงับหรือยุติความสัมพันธ์ (Disengage) เป็นทางเลือกสุดท้าย เมื่อความเสี่ยงรุนแรง คู่ค้าปฏิเสธการแก้ไข หรือการทำธุรกิจต่อทำให้ปัญหายืดเยื้อ อย่างไรก็ดี การถอนตัวอย่างฉับพลันอาจสร้างผลกระทบใหม่แก่แรงงานหรือชุมชน จึงต้องชั่งน้ำหนักให้รอบคอบ
ความรับผิดชอบไม่ได้อยู่ที่ SME ฝ่ายเดียว
สำหรับ SME จุดเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องเป็นระบบขนาดใหญ่ เลือกความเสี่ยงไม่กี่เรื่องที่สัมพันธ์กับธุรกิจ กำหนดคนดูแล และเก็บหลักฐานจากงานจริง เมื่อพบปัญหา ต้องตอบให้ได้ว่าใครหยุดเหตุ ใครแก้ไข และจะป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำอย่างไร
ผู้ซื้อรายใหญ่ไม่ควรใช้ Due Diligence เป็นเครื่องมือผลักต้นทุนหรือคัดคู่ค้าออกเพียงอย่างเดียว คำถามต้องสัมพันธ์กับความเสี่ยง ระยะเวลาเหมาะสม และมีพื้นที่ให้ปรับปรุง โดยเฉพาะเมื่อวิธีจัดซื้อของผู้ซื้อเองมีส่วนต่อปัญหา
ภาครัฐควรลดแบบสอบถามซ้ำซ้อน กำหนดหลักฐานขั้นต่ำที่ใช้ร่วมกัน และจัดบริการช่วยเหลือตามขนาด อุตสาหกรรม และระดับความเสี่ยง ผลสำเร็จควรวัดจากปัญหาที่ลดลง ความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่รักษาไว้ได้ และโอกาสทางตลาดที่เกิดขึ้น
ห่วงโซ่อุปทานที่รับผิดชอบเกิดจากผู้ซื้อและ SME เห็นปัญหาเดียวกัน และยอมรับว่าบางส่วนต้องแก้ร่วมกัน เอกสารช่วยยืนยันสิ่งที่ทำ แต่ไม่สามารถแทนการลงมือจัดการผลกระทบได้
แหล่งข้อมูล
● OECD, Guidelines for Multinational Enterprises on Responsible Business Conduct, 2023
● OECD, Due Diligence Guidance for Responsible Business Conduct, 2018
● OECD, Due Diligence for Responsible Business Conduct
● OECD, Responsible Business Outlook 2026: Making Commitments Count, 2026
● OECD, Responsible Business Conduct for a Just Transition, 2026




