“‘ป่า’ เป็นระบบนิเวศที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ ช่วยดูดซับคาร์บอนจากกิจกรรมของมนุษย์ร้อยละ 31 เป็นแหล่งกำเนิดน้ำจืดร้อยละ 75 ของโลก เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตบนบกร้อยละ 80 และประชากรที่ยากจนที่สุดของโลกร้อยละ 90 ยังพึ่งพาป่าในการดำรงชีวิต การรักษาป่าจึงไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการรักษาต้นทุนชีวิตของมนุษยชาติ”
— นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าว

วันนี้การปลูกป่าเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว เพราะท่ามกลางวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ที่ทวีความรุนแรง อุณหภูมิโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอัตราการลดลงของพื้นที่ป่าในภูมิภาคอาเซียนที่เร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลก ทำให้โจทย์ใหญ่ของเราในวันนี้ไม่ใช่แค่การปลูกป่า แต่เป็นการทำให้ป่าอยู่รอดไปพร้อมกับคนอย่างยั่งยืน
นี่คือแนวคิดที่อยู่เบื้องหลัง “Reforest Tokenization” โมเดลเศรษฐกิจสีเขียวที่ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) พัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับ “ทุนธรรมชาติ” (Natural Capital) ของประเทศไทยสู่ระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ การรุกคืบสู่มิติใหม่ของการอนุรักษ์ผืนป่าที่เปิดตัวในงาน “Toward Reforestation Carbon Credit Tokenization : ฟื้นป่าด้วยนวัตกรรมโทเคน” ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล บล็อกเชน และคาร์บอนเครดิต เป็นกลไกสร้างแรงจูงใจให้การอนุรักษ์ป่าสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่ชุมชนได้อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

“เปลี่ยนแรงจูงใจ” จากการใช้ประโยชน์สู่การดูแลอย่างยั่งยืน
กว่า 90% ของผู้ขาดโอกาสอาศัยอยู่กับป่าและจำเป็นต้องแผ้วถางเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยวเลี้ยงชีพ ปัญหาความยากจนคือหนึ่งในสาเหตุหลักของการทำลายป่า โมเดล Reforest Tokenization จึงออกแบบมาเพื่อสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ (Economic Incentive) ใหม่ ผ่านการแปลงคาร์บอนเครดิตเป็นโทเคนเพื่อสร้างรายได้กลับสู่ชุมชนผู้ดูแลผืนป่า
นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า “จากประสบการณ์การลงพื้นที่จังหวัดน่าน ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ผมได้เรียนรู้ว่าหัวใจของการอนุรักษ์ป่า ไม่ใช่เพียงการปลูกต้นไม้ แต่คือการทำให้คนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างสมดุล มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีอาชีพที่ยั่งยืน การอนุรักษ์ป่าในอนาคตจำเป็นต้องสร้าง ‘แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ’ ให้คนที่อยู่กับป่าสามารถมีรายได้จากการรักษาป่า
ปัจจุบันเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้เริ่มนำร่องโมเดลดังกล่าวร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โดยมุ่งพัฒนาระบบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ หากชุมชนประมาณ 200 ครัวเรือน ซึ่งดูแลพื้นที่ป่าราว 10,000 ไร่ สามารถมีรายได้จากการอนุรักษ์เพิ่มขึ้นอีก 10,000-15,000 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ควบคู่กับการปลูกพืชมูลค่าสูง ก็จะช่วยเปลี่ยนแรงจูงใจจากการทำลายป่าไปสู่การรักษาป่า และเป็นต้นแบบที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นของประเทศไทยและภูมิภาค เพื่อให้การอนุรักษ์ป่ากลายเป็นเศรษฐกิจที่ทุกคนมีส่วนร่วม และชุมชนได้รับประโยชน์อย่างยั่งยืน”

Tokenization: เมื่อนวัตกรรมดิจิทัลกลายเป็นเกราะคุ้มครองป่า
หัวใจสำคัญของโมเดล “Reforest Tokenization” คือการนำนวัตกรรม Digital Token และ Blockchain มาเป็นกลไกสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอนของการร่วมฟื้นฟูป่า ผ่านความร่วมมือของเอกชนอย่างซีพี ที่ร่วมกับ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยนำร่องบนพื้นที่ป่าในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และตาก เพื่อแปลงคุณค่าของการกักเก็บคาร์บอนให้เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปสามารถมีส่วนร่วมสนับสนุนการดูแลป่าได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นการพัฒนาต้นแบบการฟื้นฟูป่าที่เชื่อมโยงการอนุรักษ์เข้ากับการสร้างรายได้ของชุมชน ก่อนต่อยอดสู่การพัฒนา Natural Capital Economy ของประเทศไทยในระยะยาว

คนอยู่ได้ ป่าจึงอยู่รอด
ด้าน หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เน้นย้ำถึงแนวคิด “คนหิว ป่าหาย” โดยระบุว่า การอนุรักษ์จะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อคนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีรายได้เพียงพอจะส่งต่ออนาคตให้ลูกหลาน ชุมชนเหล่านี้เปรียบเสมือน “ทหารด่านหน้า” ที่คอยดูแลธนาคารธรรมชาติแทนเราทุกคน หากพวกเขาอยู่ไม่ได้หรือไม่มีทางเลือกจนต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ธรรมชาติย่อมล่มสลายไปพร้อมกัน ภาคธุรกิจจึงต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ โดยนำ “ต้นทุนทางธรรมชาติ” เข้ามาคำนวณในบัญชีของบริษัทอย่างจริงจัง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรักษาฐานทรัพยากรให้เพียงพอต่อคนรุ่นต่อไป
“ผมหวังว่าความร่วมมือในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจที่ก้าวข้ามเพียงแค่ผลกำไร แต่มองเห็นคุณค่าของความหลากหลายทางชีวภาพและการเติบโตของชุมชนไปพร้อมกัน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พร้อมเป็นพันธมิตรในการขยายผลตัวอย่างความสำเร็จนี้ในวงกว้าง และอยากให้ทุกท่านตระหนักถึง ‘ต้นทุนของการไม่ทำอะไร’ (Cost of Inaction) เพราะปัจจุบันเรากำลัง ‘ปล้น’ ทรัพยากรจากอนาคตของลูกหลานมาเพื่อใช้เกินขีดจำกัด หากเราไม่เริ่มลงทุนกับธรรมชาติวันนี้ ในวันที่ทรัพยากรล่มสลาย ต่อให้มีเงินมหาศาลก็ซื้อเวลากลับมาไม่ได้ และวิกฤตนั้นจะกระทบต่อภาคธุรกิจและภาษีของทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
Roadmap สู่ปี 2573: กองทุนหมุนเวียนเพื่อการฟื้นฟูป่า
เครือเจริญโภคภัณฑ์ตั้งเป้าพัฒนาโครงการระหว่างปี 2569-2573 พร้อมวางเป้าหมายระยะยาวในการสร้างระบบนิเวศการอนุรักษ์ที่แข็งแกร่ง โดยปี 2569 จะเริ่มจำหน่ายคาร์บอนเครดิตจากพื้นที่ป่าของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ผ่านแอปพลิเคชัน TrueMoney ในรูปแบบ Instant Redeem ซึ่งช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการสนับสนุนการดูแลป่า ก่อนจะพัฒนากลไก Reforest Tokenization อย่างเต็มรูปแบบภายใต้กฎหมายและการกำกับดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ภายในปี 2573 ตั้งเป้าพัฒนากลไกกองทุนหมุนเวียนเพื่อการฟื้นฟูป่า ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เป็นเงินรวมกว่า 30 ล้านบาท เพื่อให้ทรัพยากรที่เกิดจากการอนุรักษ์สามารถกลับมาสนับสนุนชุมชน พร้อมทั้งฟื้นฟูพื้นที่ป่าได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน นับเป็นการเชื่อมพลังของชุมชน องค์ความรู้ด้านการพัฒนา เทคโนโลยีดิจิทัล ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคีเครือข่าย เพื่อให้คนอยู่รอด ป่าอยู่ได้ และสร้างคุณค่ากลับคืนสู่ประเทศชาติ ประชาชน และองค์กร ตามค่านิยม 3 ประโยชน์ของเครือเจริญโภคภัณฑ์

ภายในงานนี้ยังมีเวทีเสวนา “Unlocking Forest Value through Collaboration” สะท้อนมุมมองของภาคธุรกิจและภาคพัฒนาในการผลักดันการอนุรักษ์ให้เดินหน้าไปพร้อมกับการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยมี นายสมิทธิ์ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่ย้ำว่าการอนุรักษ์ป่าจะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนได้ต้องเริ่มจากการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ชุมชน ผ่านการรับฟังความต้องการ พัฒนาองค์ความรู้ และใช้เทคโนโลยีที่โปร่งใสตรวจสอบได้ เพื่อให้รายได้จากคาร์บอนเครดิตกลายเป็นแรงจูงใจในการดูแลผืนป่า ลดการเผา และลดการบุกรุกพื้นที่ป่า
ด้าน นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร ผู้บริหารสูงสุดด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า ตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา เครือซีพีทำงานร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และมูลนิธิปิดทองหลังพระ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนที่อาศัยอยู่กับผืนป่า ผ่านการส่งเสริมอาชีพ การปลูกพืชเศรษฐกิจที่อยู่ร่วมกับป่าได้ เช่น กาแฟ ควบคู่กับการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับและคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติกับการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน
ขณะที่ นายวรสิทธิ์ สิทธิวิชัย ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจคาร์บอนเครดิต บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด มองว่า คาร์บอนเครดิตไม่ใช่เพียงกลไกด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้ชุมชนร่วมดูแลผืนป่า ลดการบุกรุกและการเผาในพื้นที่เกษตร ซึ่งจะช่วยเสริมความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทาน พร้อมยกระดับการอนุรักษ์ให้เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งภาคธุรกิจและชุมชนท้องถิ่น
ปิดท้ายที่ นายอภินันท์ ดาบเพ็ชร กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอสเซนด์ บิท จำกัด และผู้อำนวยการฝ่ายการเติบโตของวอลเล็ทแพลตฟอร์ม บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด ระบุว่า ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จริง เมื่อการมีส่วนร่วมเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย การนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาต่อยอดบริการซื้อคาร์บอนเครดิตบนแอปพลิเคชันทรูมันนี่ เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างสะดวก โปร่งใส และตรวจสอบได้ ผ่านโครงการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ความร่วมมือนี้จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ด้าน Reforest Tokenization ควบคู่ไปกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อนำมาส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
การแสดงวิสัยทัศน์ของเครือซีพีครั้งนี้มีผู้แทนจากภาครัฐ องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก องค์กรระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา ตลอดจนผู้บริหารและพนักงานจากกลุ่มธุรกิจในเครือร่วมงานและแลกเปลี่ยนมุมมองกว่า 250 คน ภายในงาน ยังมีนิทรรศการจากหน่วยงานและพันธมิตร ที่นำเสนอภาพการต่อยอดผืนป่าสู่ทุนธรรมชาติ “Reforest Tokenization” จึงไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้กับการอนุรักษ์ป่า แต่เป็นการวางรากฐานกลไกใหม่ด้วยการ “แปลงป่าเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล” และสร้างแรงจูงใจที่ทำให้ “การดูแลป่าสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน”
ในมุมของความยั่งยืน โมเดลนี้คือคำตอบของคำถามที่ว่า เราจะรักษาป่าไม้ไว้ได้อย่างไรในวันที่โลกหมุนเร็วกว่าที่ธรรมชาติจะฟื้นฟูทัน และการเปลี่ยนจาก “ผู้ใช้ประโยชน์” มาเป็น “ผู้พิทักษ์ป่า” ผ่านกลไก Tokenization คือคำมั่นสัญญาว่าเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง




