EUDR ไม่ใช่กำแพงการค้า หากไทยปรับทัน โอกาสรักษาตลาดยุโรปยังเปิดกว้าง

6 ก.ค. 2569 - 14:28

  • EUDR บังคับสินค้าส่งออก 7 กลุ่ม ต้องพิสูจน์ว่าไม่เกี่ยวข้องกับ “การทำลายป่า”

  • SMEs และเกษตรกรไทยยังเผชิญความท้าทายด้านข้อมูล ระบบตรวจสอบ และความพร้อม

  • ผู้เชี่ยวชาญชี้หากปรับตัวได้ EUDR คือโอกาสเพิ่มศักยภาพแข่งขัน ไม่ใช่แค่ข้อจำกัดทางการค้า

EUDR ไม่ใช่กำแพงการค้า หากไทยปรับทัน โอกาสรักษาตลาดยุโรปยังเปิดกว้าง

EUDR “อุปสรรค” หรือ “โอกาส” การเข้าถึงตลาดสหภาพยุโรป?

กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการทำลายป่าของสหภาพยุโรป หรือ EU Deforestation-Free Regulation (EUDR) หนึ่งในมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Measures: NTMs) ที่ทางสหภาพยุโรปนำมาบังคับใช้เพื่อยกระดับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกับการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมภายใต้ข้อตกลง European Green Deal กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ผู้ส่งออกทั่วโลกต้องปฏิบัติตาม หากต้องการรักษาส่วนแบ่งตลาดในสหภาพยุโรป

แม้หลายฝ่ายมองว่า EUDR เป็นอุปสรรคต่อการส่งออก แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมองว่า หากประเทศไทยปรับตัวและเตรียมความพร้อมได้อย่างเหมาะสม กฎระเบียบดังกล่าวอาจกลายเป็น “โอกาสสำคัญ” ในการยกระดับมาตรฐานสินค้า เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และรักษาการเข้าถึงตลาดสหภาพยุโรปในระยะยาว

sustainability-eudr-not-barrier-thailand-adapts-opportunity-eu-market-open-SPACEBAR-Photo01.jpg

EUDR คืออะไร และมีผลกับสินค้าใดบ้าง?

EUDR เป็นกฎระเบียบภายใต้กรอบ European Green Deal ที่มุ่งลดการทำลายป่าและการทำให้ป่าเสื่อมโทรมจากห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรทั่วโลก ครอบคลุมสินค้าและผลิตภัณฑ์แปรรูป 7 กลุ่มด้แก่ โคหรือวัว ไม้ ปาล์มน้ำมัน ถั่วเหลือง กาแฟ โกโก้ และยางพารา รวมถึงผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง เช่น เฟอร์นิเจอร์ไม้และเยื่อกระดาษ

โดยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเงื่อนไขของ EUDR ทั้ง 3 ด้าน ประกอบด้วย

1.  ปลอดจากการทําลายป่า (Deforestation-free) สินค้านั้นต้องไม่มาจากพื้นที่ที่มีการทําลายป่าหรือทำให้ป่าเสื่อมโทรม (อาทิ การลักลอบตัดไม้ การเผาป่า การบุกรุกพื้นที่ป่า) ภายหลังจากวันที่ 31 ธันวาคม 2563

2.  ผลิตอย่างถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องของประเทศผู้ผลิต (Legality requirement) เช่น ดำเนินการในที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง ดำเนินการตามสิทธิมนุษยธรรมและสิทธิแรงงานอย่างเหมาะสม และมีการปฏิบัติตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม

3.  มีการติดตามตรวจสอบสถานะ (Due diligence) ผู้ประกอบการ (EU operator) และผู้ค้า (trader) จะดำเนินการตรวจสอบสถานะ จัดทำ และยื่นรายงาน Due Diligence Statement (DDS) โดยจะต้องมีการรวบรวมข้อมูลตลอดห่วงโซ่การผลิต อาทิ พิกัดทางภูมิศาสตร์ หลักฐานการปฏิบัติตามกฎหมาย เอกสารชี้แจงที่เกี่ยวข้อง และเอกสารประเมินความเสี่ยงและแผนบรรเทาผลกระทบ/ความเสี่ยง เป็นต้น

ทั้งนี้ จากการพิจารณาล่าสุดของทางสหภาพยุโรปหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงจะมีการบังคับใช้กฎระเบียบ EUDR กับบริษัทขนาดใหญ่และขนาดกลางในวันที่ 30 ธันวาคม 2569 และสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก (SMEs) จะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 30 มิถุนายน 2570

หัวใจสำคัญคือ “ตรวจสอบย้อนกลับ” ตั้งแต่แปลงปลูกถึงผู้บริโภค

หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของ EUDR คือการแสดงหลักฐานว่าผลผลิตไม่ได้มาจากพื้นที่ที่มีการทำลายป่าหลังวันที่ 31 ธันวาคม 2563 และสามารถระบุพิกัดแปลงปลูก พร้อมเอกสารสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างชัดเจน เกษตรกรจึงจำเป็นต้องมีข้อมูลพิกัดแปลงปลูก เอกสารสิทธิหรือหนังสืออนุญาตใช้ประโยชน์ที่ดิน เช่น โฉนด ส.ป.ก.4-01 หรือเอกสารเช่าที่ดิน รวมถึงข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกที่สามารถใช้ในการตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการผลิต

sustainability-eudr-not-barrier-thailand-adapts-opportunity-eu-market-open-SPACEBAR-Photo02.jpg

แผนที่ป่าโลกยังมีความคลาดเคลื่อน เสี่ยงกระทบผู้ส่งออกไทย

สำหรับการตรวจสอบพิกัดแปลงร่วมกับแผนที่ป่าไม้โลกของสหภาพยุโรป หรือ EU’s Global Forest Cover Maps (GFC 2020) เพื่อพิสูจน์ว่าผลิตภัณฑ์ตลอดห่วงโซ่อุปทานไม่ได้มาจากพื้นที่ป่าไม้นั้น มีงานวิจัยของศูนย์วิจัยร่วมของคณะกรรมาธิการยุโรป (JRC) และหน่วยงานของที่เกี่ยวข้องของไทย เช่น สวทช. (NSTDA) และเนคเทค (NECTEC) พบว่าแผนที่ดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนกับแผนที่ป่าไม้ของประเทศไทย อันเนื่องมาจากแบบจำลองของทางสหภาพยุโรปในความสำคัญกับเรือนยอดและสิ่งปกคลุมของพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งในบางกรณีอาจมีการแปลข้อมูลพื้นที่วนเกษตรและสวนผลไม้ที่เรือนยอดหนาแน่นเข้าไปด้วย ในขณะที่หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านป่าไม้ เช่น กรมป่าไม้ มีคำจำกัดความ “ป่า” ที่ไม่รวมพื้นที่ที่ไม่ใช่พื้นที่ป่าอย่างชัดเจน

สำหรับพื้นที่วนเกษตรจะถูกพิจารณาเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่มีการผสมผสานโดยมีพืชเกษตรเป็นพืชหลัก และพันธุ์ไม้ป่าหรือไม้ยืนต้นเป็นพืชรอง ซึ่งความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้ทางสหภาพยุโรปมีการแจ้งเตือนการทำลายป่าเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ ทางทีมวิจัยฯ อยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อปรับแก้ความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นร่วมกันเพื่อลดความเสี่ยงของผู้ประกอบการไทยที่อาจถูกปฏิเสธการเข้าถึงตลาด

sustainability-eudr-not-barrier-thailand-adapts-opportunity-eu-market-open-SPACEBAR-Photo04.jpg

ทุกภาคส่วนต้องมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน

การดำเนินงานภายใต้ EUDR ไม่ได้เป็นภาระของผู้ส่งออกเพียงฝ่ายเดียว แต่ครอบคลุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกระดับ เกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนแปลงปลูกและจัดเตรียมข้อมูลสิทธิในที่ดิน ขณะที่ผู้ประกอบการไทยมีหน้าที่รวบรวมข้อมูล ติดตามเส้นทางสินค้า และจัดเตรียมเอกสารสนับสนุนการตรวจสอบย้อนกลับ ส่วนผู้ประกอบการในสหภาพยุโรป (EU Operator) จะเป็นผู้รับผิดชอบจัดทำและยื่น Due Diligence Statement (DDS) ก่อนนำสินค้าเข้าสู่ตลาดยุโรป

ในขณะเดียวกัน ภาครัฐมีบทบาทสนับสนุนการพัฒนาระบบ National EUDR Single Window เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลเกษตรกร แปลงปลูก และห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงจัดอบรมและสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการและเกษตรกร โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs

SMEs ยังเป็นกลุ่มที่ต้องเร่งเตรียมความพร้อม

รายงานประเมินว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่มีศักยภาพในการปรับตัวมากกว่า เนื่องจากมีทั้งเงินทุน บุคลากร และประสบการณ์ในการจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ รวมถึงมาตรฐานด้านความยั่งยืนระดับสากล ในทางกลับกัน ผู้ประกอบการ SMEs ยังเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณ เครื่องมือดิจิทัล บุคลากร และความรู้เกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูล ขณะที่เกษตรกรจำนวนมากยังมองว่า EUDR เป็นเรื่องไกลตัว และยังไม่มั่นใจในการเปิดเผยข้อมูลเพื่อใช้ในระบบตรวจสอบย้อนกลับ ด้วยเหตุนี้หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน จึงจำเป็นต้องร่วมกันสร้างความเข้าใจและสนับสนุนการเตรียมความพร้อม เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันในตลาดยุโรปได้อย่างต่อเนื่อง

EUDR แรงกดดันที่อาจกลายเป็นโอกาส

แม้ EUDR จะเพิ่มภาระด้านการจัดการข้อมูลและการตรวจสอบย้อนกลับ แต่ในอีกด้านหนึ่ง กฎระเบียบดังกล่าวยังเป็นแรงผลักดันให้ภาคการผลิตของไทยยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ความโปร่งใส และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน

หากผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวได้ทัน ไม่เพียงช่วยรักษาการเข้าถึงตลาดสหภาพยุโรปเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และเตรียมพร้อมรับมือมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและการค้าที่เข้มงวดมากขึ้นจากประเทศคู่ค้าในอนาคต ซึ่งกำลังกลายเป็นทิศทางสำคัญของการค้าโลกยุคใหม่

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์